ดัชนี “ภาพลักษณ์คอรัปชั่นประจำปี 2016” อันเผยแพร่มาจาก “องค์การความโปร่งใสระหว่างประเทศ”
กำลังอยู่ในแสงแห่ง “สปอตไลต์”
เพราะประเทศไทยหล่นจากอันดับที่ 76 มาอยู่ที่อันดับที่ 101 โดยมีคะแนนเพียง 35
เป็น 35 จาก 100
เป็น 101 จาก 176 ประเทศทั่วโลก
อาการ “ผิดหวัง” มาพร้อมกับอาการ “ตกใจ” จากปากของเลขาธิการ ป.ป.ช.
ผิดหวังเพราะคิดว่าน่าจะได้เกินกว่า 38 คะแนน
ผลก็คือ ประเทศไทยถูกกวาดมารวมอยู่กับ กาบอน ไนเจอร์ เปรู ฟิลิปปินส์ ติมอร์ตะวันออก ตรินิแดด โดเบโก
ไม่ว่าจะแก้ตัวอย่างไร ปัดป้องอย่างไร
กระนั้น ความเป็นจริงที่ต้องยอมรับก็คือ เป็นภาพลักษณ์ความโปร่งใสประจำปี 2016 หรือประจำปี 2559
2 ปีหลัง “รัฐประหาร”
อาการ “ตกใจ” อันมาพร้อมกับอาการ “ผิดหวัง” ของเลขาธิการป.ป.ช.สามารถเข้าใจได้
เพราะทำงานเกี่ยวกับ “คอรัปชั่น”
เพราะตระหนักเป็นอย่างดีว่า หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557 มีความพยายามสร้างภาพในเรื่องปราบปรามทุจริตและ คอรัปชั่นเป็นพิเศษ
แต่ “ดัชนี” อันมาจากกรุงเบอร์ลินครั้งนี้เน้นอย่างหนักแน่นจากบทบาทของปี 2559
ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะโทษ “อดีต”
ไม่ว่าจะเป็นอดีตของพรรคไทยรักไทย ไม่ว่าจะเป็นอดีตของพรรคพลังประชาชน และไม่ว่าจะเป็นอดีตของพรรคเพื่อไทย
เพราะนั่นเป็นเรื่อง “นานมาแล้ว”
ความโปร่งใสในที่นี้จึงเป็นความโปร่งใสใน “ปัจจุบัน” นั่นก็คือในปี 2559
น่าสังเกตว่า รายงานขององค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศเน้นอย่างหนักแน่นไปยัง
ความไม่โปร่งใสของ “รัฐบาลทหาร”
“เนื่องจากมีการกดขี่ของรัฐบาล การขาดการถ่วงดุลที่เป็นอิสระและสิทธิด้านต่างๆ เสื่อมทรุดลง
“รัฐธรรมนูญใหม่แม้จะให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาคอรัปชั่น แต่เอื้อให้ทหารและรัฐบาลที่ไม่รับผิดชอบยังคงอยู่ในอำนาจ ลดทอนโอกาสของการกลับคืนสู่การปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยของพลเรือน”
เป็น “สำนวน” จาก “องค์กรความโปร่งใสระหว่างประเทศ” ล้วนๆ
เป็น “กรรมเก่า” จากสถานการณ์ “ประชามติ”
“ประชามติ” อย่างที่เรียกว่า “มัดมือชก” ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ
เมื่อเดือนสิงหาคม 2559

