‘ศุภมาส’ แจงแผนย้ายอุเทน ใช้งบ 400 ล้าน ‘วิศวะ-สถาปัตย์’ ไปมีนบุรี เริ่มขนครุภัณฑ์ 12 มี.ค. ยันยังรับ น.ศ.ปี 1 วิทยาเขตอื่น
เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ น.ส.ศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้ตอบกระทู้ถามสดของนายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรกรณีนโยบายการรับนักศึกษา (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ว่า การรับนักศึกษาของวิทยาเขตอุเทนถวาย ยังคงรับนักศึกษาปี 1 เหมือนเดิม แต่ให้มีการบริหารจัดการการเรียนการสอนเพื่อให้สอดรับกับแผนการย้ายที่ตั้งของอุเทนถวาย ซึ่งเป็นข้อเสนอจากการประชุมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ มทร.ตะวันออก, จุฬาฯ, กรมธนารักษ์
สำนักงบประมาณ และสำนักงานอัยการสูงสุด โดยตนเป็นประธาน ซึ่งเสนอให้อุเทนถวาย ย้ายสถานที่ไปยังวิทยาเขตบางพระ จังหวัดชลบุรี หรือสถานที่ที่กรมธนารักษ์จัดหาให้ หรือสถานที่ที่มีผู้บริจาคให้ และเห็นควรให้ปรับแผนการรับนักศึกษาใหม่ โดยเปิดรับนักศึกษาใหม่ในวิทยาเขตอื่นๆ แทน ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเสนอสภามหาวิทยาลัยพิจารณาให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติแผนดังกล่าวในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2567

รัฐมนตรีว่าการ อว.กล่าวต่อว่า สำหรับการจัดหาสถานที่เรียนให้นักศึกษาที่ต้องย้ายนั้น ในเบื้องต้นได้กำหนดไว้ใน 4 พื้นที่ ได้แก่ วิทยาเขตบางพระ จ.ชลบุรี วิทยาเขตจักรพงษภูวนารถ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ พื้นที่บริจาคที่มีนบุรี กรุงเทพฯ และพื้นที่ที่ราชพัสดุใน จ.สมุทรปราการ ซึ่งทั้ง 4 สถานที่สามารถเดินทางได้สะดวก โดยกระทรวง อว. ได้ประสานกับอุเทนถวายเพื่อจัดทำรายละเอียดในการจัดทำคำของบประมาณ และประสานกับสำนักงบประมาณเพื่อให้ความช่วยเหลือในการสนับสนุนในด้านต่างๆ
ขณะที่อุเทนถวายได้มีการจัดทำแผนการเคลื่อนย้ายบุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่อุเทนถวาย ซึ่งมีจำนวน 125 คน โดยจัดหาพื้นที่การปฏิบัติงานบางส่วนในพื้นที่จักรพงษภูวนารถ และเตรียมการเคลื่อนย้ายครุภัณฑ์เพื่อใช้ในการทำงาน และกำหนดเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในวันที่ 12 มีนาคม 2567 นอกจากนี้ ยังจัดทำแผนเคลื่อนย้ายพื้นที่เขตพื้นที่อุเทนถวาย โดยจัดทำโครงการก่อสร้างขยายเขตพื้นที่การศึกษาของคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ บนที่ดินจำนวน 24 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา ที่มีนบุรี กรุงเทพฯ เพื่อรองรับการเคลื่อนย้ายนักศึกษา ทั้งนี้ ได้ผ่านการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัยแล้วพร้อมกับได้เสนอของบประมาณในปี 2568 จำนวนประมาณ 400 ล้านบาทต่อสำนักงบประมาณแล้ว

