หน้าแรก การเมือง สื่ออาวุโส-บก...

สื่ออาวุโส-บก.-นักเขียน โพสต์ถึงนักข่าวโดนจับ ชี้มาตรฐานใหม่ เป็นฝันร้ายของคนทำงาน

13.02.24 | 14:51 น.

สื่ออาวุโส-บรรณาธิการ-นักเขียน โพสต์ถึงนักข่าวโดนจับ ชี้มาตรฐานใหม่ เป็นฝันร้ายของคนทำงาน 

จากกรณี เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุม นายณัฐพล เมฆโสภณ ผู้สื่อข่าวประชาไท ข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้มีการกระทำผิดตาม ...โบราณสถาน กับ ...ความสะอาด ที่บ้านพัก ตามหมายจับของศาลอาญา ลงวันที่ 22 ฤษภาคม 2566 หลังไปทำหน้าที่สื่อมวลชน พร้อมๆ กันนี้ยังมีนักข่าวอิสระถูกจับอีก 1 ราย 

ล่าสุด (13 ก.พ.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในโลกออนไลน์มีสื่อมวลชน บรรณาธิการหนังสือ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นถึงเรื่องดังกล่าว โดยเริ่มจาก นายสุชาติ สวัสดิ์ศรี อดีตศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ นักเขียนและบรรณาธิการชื่อดัง ได้แชร์แถลงการณ์ร่วมนักวิชาการด้านสื่อและภาคประชาชนต่อกรณีการจับกุมผู้สื่อข่าวประชาไท และช่างภาพอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่รายงานข่าวเหตุการณ์พ่นสีกำแพงวัง พร้อมระบุว่า

“ไม่ทราบว่า องค์กรวิชาชีพภาษาและหนังสือ (กวี/นักเขียน/นักแปล/บรรณาธิการ/ผู้จัดพิมพ์/นักวิจารณ์วรรณกรรม/ครู-อาจารย์วรรณกรรม ฯลฯ) ที่เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ Soft Power จะร่วม ‘ส่งเสียง’ หรือไม่ หรือว่ายังเหลือบตามองบนอยู่”

เช่นเดียวกับ นายเวียง วชิระ บัวสนธ์ บรรณาธิการสำนักพิมพ์สามัญชน ได้แชร์แถลงการณ์ดังกล่าว พร้อมระบุว่า “การรายงานข่าวไม่ใช่อาชญากรรม (ว่ะเฮ้ย!)”

Advertisement

ขณะที่ นายวันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ สื่อมวลชนอิสระ อดีตบรรณาธิการนิตยสารสารคดี ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นว่า “องค์กรวิชาชีพสื่อกำลังทำผิดพลาดอย่างร้ายแรง ด้วยการเมินเฉยต่อความรู้สึกของคนทำงานสื่อต่อกรณีจับกุมนักข่าวและช่างภาพ แต่องค์กรพวกนี้เค้าไม่สนใจอยู่แล้วครับ

ผมคิดว่า สิ่งที่ทำให้เหตุการณ์มันสะเทือนใจและสร้างความหวาดวิตกต่อวงการสื่อมวลชนมากกว่ากรณีอื่นๆ เป็นพิเศษ คือเพราะว่า ไอ้เหตุการณ์แบบนั้น แม่งคือ ‘ฝันร้าย’ ของคนทำงานสื่อมวลชนโดยทั่วไปเลยครับ

คนทำงานสื่อกลัวที่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นกับตัวเองทั้งนั้น : ไปทำข่าวตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย แล้วก็แยกย้าย วันต่อมาก็ทำหน้าที่อื่นๆ ตามปกติ แต่วันดีคืนดี เพิ่งมาทราบว่าเจ้าหน้าที่รัฐแจ้งความคุณ โดยที่คุณไม่รู้มาก่อน แถมมีหมายจับด้วย ทั้งที่คุณไม่ทราบมาก่อนเช่นกัน กว่าจะรู้อีกทีก็คือตอนที่เจ้าหน้าที่ตามมาจับกุมถึงตัวแล้ว คราวนี้ล่ะ คุณกลายเป็น ‘ผู้ต้องหา’ ในกระบวนการยุติธรรม หรือกลายเป็น ‘อาชญากร’ ในสายตาของรัฐ และสังคมส่วนหนึ่งไปแล้ว ต้องไปลุ้นประกันตัว ไปสู้คดี หรือแย่หน่อยก็ต้องนอนห้องขังหรือนอนคุก ต้องคอยตอบคำถามและข้อกังขาจากคนในสังคมที่ตราหน้าคุณไปแล้วว่าเป็นอาชญากร

มันเสียทั้งเวลา เสียทั้งแรงกายแรงใจ เสียทั้งทรัพยากรและเงินในการต่อสู้คดี

ในกรณีการคุกคามสื่อครั้งก่อนๆ ถึงแม้เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง แต่ผมเชื่อว่า หลายคนก็คงคิดแบบนี้ลึกๆ ในใจว่า ‘โอกาสที่เกิดขึ้นกับเรามีน้อย’ เช่น เวลานักข่าว และช่างภาพภาคสนามโดนยิงด้วยกระสุนยาง หรือโดนตำรวจคุมฝูงชนกระทืบ เราก็อาจจะปลอบใจตัวเองได้ว่า เราไม่ได้ทำข่าวม็อบ คงไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก, เวลาสื่อที่รายงานข่าวสิ่งแวดล้อมโดนเหมืองหรือบริษัทใหญ่ๆ ฟ้องปิดปาก เราก็คงปลอบใจตัวเองได้ว่า เราไม่ได้ทำข่าวสิ่งแวดล้อมหรือเหยียบตีนกลุ่มทุนที่ไหน คงไม่เกิดขึ้นกับเราหรอก, เวลาสตริงเกอร์ต่างจังหวัดโดนตีหัวหรือทำร้ายร่างกายจากผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ เราก็ยังปลอบใจได้ว่า เอาน่าเราเป็นนักข่าว ‘ส่วนกลาง’ อย่างน้อยก็ไม่มีใครกล้า จะป่าเถื่อนกับเราขนาดนั้น ฯลฯ ฯลฯ

แต่กรณีจับกุมนักข่าวกับช่างภาพเมื่อวานนี่มันเป็น “มาตรฐาน” ใหม่ที่สามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้เลยครับ เพราะเท่ากับว่า คนทำงานสื่อมวลชนสามารถถูกดำเนินคดีจากการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน *โดยที่ตัวเองไม่ทราบเกี่ยวกับข้อกล่าวหามาก่อน* จึงไม่แปลกที่ทำไมคนทำงานสื่อจำนวนมากถึงไม่พอใจ และกังวลใจกับเรื่องนี้ มันเป็นมาตรฐานใหม่ที่อันตรายจริงๆ

ทีนี้ ถามว่า แล้วทำไมองค์กรวิชาชีพสื่อถึงเงียบเฉยต่อเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นกรณีที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพของคนทำงานสื่ออย่างร้ายแรงมากๆ พูดในฐานะคนที่อยู่ในจุดนั้นมาก่อน (อุปนายกฝ่ายสิทธิ์ สมาคมนักข่าวฯ) ผมโคตร ‘เก็ต’ บรรยากาศใบ้แ-ก ตอนนี้ขององค์กรวิชาชีพสื่อเลย

คำตอบคือ คนในองค์กรวิชาชีพสื่อจำนวนมาก เค้าไม่ได้ให้ความสำคัญกับสิทธิเสรีภาพและสวัสดิภาพคนทำงานสื่อโดยทั่วไป ไม่ได้ยึดโยงกับผลประโยชน์ของคนตัวเล็กตัวน้อยในอุตสาหกรรมสื่อมวลชน ไม่ได้มองตัวเองว่า เป็นคนที่จะเข้ามาในจุดนี้ เพื่อต่อสู้กับผู้มีอำนาจหรือเป็นปากเสียงให้กับสื่อมวลชนที่ไม่สามารถส่งเสียงได้เอง และ (ประเด็นนี้สำคัญมาก) ไม่ได้ให้น้ำหนักต่อเสียงจากคนทำงานสื่อ เท่ากับที่พวกเขาให้น้ำหนักต่อ ‘ผู้ใหญ่’ หรือเครือข่ายผู้มีอำนาจ/อนุรักษนิยมที่พวกเขามีสายสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดด้วย

พวกเขามองตัวเองว่า เขาเป็น ‘ผู้ทรงคุณวุฒิ’ ที่มีหน้าที่เทศนาสั่งสอนคนทำงานสื่อเวลาทำผิดจริยธรรม หรือทำตัวออกนอกลู่นอกทางครับ สังเกตดูเอาง่ายๆ เลยครับ ตอนที่มีข่าวคนทำงานสื่อโดนกล่าวหาว่ารับเงิน องค์กรวิชาชีพสื่อแย่งกันออกโรงแทบจะเหยียบตีนกัน แต่ย้ำว่าเขาจะแอ๊กทีฟแบบนี้เฉพาะกับคนทำงานเท่านั้นนะ เพราะเวลา ‘ผู้ใหญ่’ หรือผู้บริหารสื่อมวลชน (ที่เขาสังกัดอยู่) ทำผิดจริยธรรมบ้าง เขาก็มักจะเงียบกันหมดเหมือนกัน

ส่วนคนที่สนใจ หรือจริงจังกับประเด็นสิทธิเสรีภาพ และสวัสดิภาพของคนทำงานสื่อ ก็เป็นเพียงเสียงส่วนน้อย หรือบางทีก็เลือกที่จะเงียบ หรือไม่อยากท้าทายทัศนคติของกลุ่มคนแบบในสองย่อหน้าที่แล้ว ทำให้ทิศทางขององค์กรวิชาชีพสื่อเดินแบบที่เราเห็นๆ กันอยู่

เพราะงั้นไม่ต้องแปลกใจ ต่อให้เสียงก่นด่าและวิจารณ์ความใบ้แ-กขององค์กรวิชาชีพสื่อ จะดังแค่ไหนในหมู่คนทำงาน หรือคนตัวเล็กตัวน้อยของวงการสื่อมวลชน ไม่ได้มีผลอะไรต่อองค์กรวิชาชีพสื่อหรอกครับ เขาไม่สนใจ ‘เสียงนกเสียงกา’ จากพวกคุณแต่แรก”

ด้าน นายอธิคม คุณาวุฒิ ผู้ก่อตั้ง Way Magazine ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นเรื่องดังกล่าวว่า “เมื่อวานนักข่าวและช่างภาพถูกหมายจับถูกขัง เพราะพวกเขาออกไปทำงานตามหน้าที่ 3-4 วันก่อน มีคนถูกทำร้ายในที่สาธารณะ โดยผู้กระทำบอกกล่าวแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

2 สัปดาห์ก่อน อาจารย์สอนกฎหมายต้องออกมายืนยันหลักวิชากฎหมาย เนื่องจากคำวินิจฉัยศาลสูงขัดแย้งกับความรู้พื้นฐานระดับนักเรียนกฎหมายปีหนึ่ง

คนที่ไม่ได้กลิ่นเลือดในกระบวนการนี้ คือคนที่เชื่อว่า การแสดงความรักความภักดีแบบพวกเขายังเป็นสิ่งถูกต้องเสมอ

คนเหล่านี้หายใจอยู่บนโลกที่มีสันฐานแบนราบ และดวงอาทิตย์ขึ้นทิศทางใดก็ได้ แล้วแต่จะสั่ง”