พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ มุ่งป้องปรามหรือลิดรอน ‘เสรีภาพ’ ?

27.01.17 | 10:24 น.

หมายเหตุ – เป็นความเห็นต่อกรณี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 หรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับใหม่ ได้รับการประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 25 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งกฎหมายจะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการในอีก 120 วัน

พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ได้ถูกประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษาเรียบร้อย เบื้องต้นจะยังไม่มีผลบังคับใช้ในทางกฎหมาย ยังคงต้องรออีก 120 วันก่อนจะมีผลใช้จริง ในระหว่างนี้กระทรวงดีอีจะทำหน้าที่ยกร่างกฎกระทรวงมาใช้งานร่วมกับ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เนื่องจากข้อกฎหมายหลายประเด็นมีการระบุในเรื่องของเนื้อหาที่กว้างเกินไป การที่มีกฎกระทรวงและกฎหมายลูกเข้ามาใช้ประกอบ จะทำให้การตีความไปจนถึงการบังคับใช้ของกฎหมายมีความละเอียดมากยิ่งขึ้น ส่วนตัวเห็นว่าจุดสำคัญที่สุดของการบังคับใช้กฎหมายจาก พ.ร.บ.คอมพ์คือ การที่ไม่ให้เกิดจุดที่ก่อให้เกิดการตีความหมายที่คลาดเคลื่อน

การปรับปรุง พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ขึ้นมาในครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องปกติที่ทำกันในทั่วโลก เพื่อให้กฎหมายทันต่อยุคสมัยและกำกับดูแล รวมถึงวัตถุประสงค์หลักที่มีก็ไม่ใช่เพื่อมาจับผิดผู้ใช้งานทั่วไป ที่มีขึ้นมาเพื่อป้องปรามการเกิดปัญหาต่างๆ ในสังคมจากการใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ เช่น ปัญหาการใช้ความรุนแรง การกดขี่ทางเพศ และการค้ามนุษย์ เป็นต้น

พันธ์ศักดิ์ ศิริรัชตพงษ์
ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี)

พ.ร.บ.คอมพ์ที่ออกมาส่วนตัวเห็นว่ามีข้อดี ปรับข้อกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยี เนื่องจาก พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับก่อน เมื่อมีการนำมาใช้งานในยุคปัจจุบันแล้วพบว่ามีความไม่ชัดเจนในการแก้ปัญหาหรือการกำกับดูแล แต่ทั้งนี้ จากประเด็นที่สังคมออกมาวิพากษ์วิจารณ์กันจำนวนมากถึงเรื่องเนื้อหาที่ระบุใน พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับล่าสุด กระทรวงดีอีขอย้ำอีกครั้งว่า กฎหมายฉบับดังกล่าวจะไม่ไปกระทำการใดๆ เกี่ยวกับลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนเด็ดขาด ส่วนประเด็นที่เริ่มมีการส่งต่อโทษของการกระทำความผิดที่ขัดต่อ พ.ร.บ.คอมพ์ ว่าหนักเกินไป ยอมรับว่าโทษที่ระบุไว้หนักจริง แต่คนทั่วไปก็คงรู้ว่าการกระทำความผิดเป็นสิ่งไม่ดี ฉะนั้น เจตนาที่ระบุโทษให้หนักก็เพื่อเตือนและป้องปรามผู้ที่กระทำความผิด

Advertisement

ส่วนกลุ่มหรือผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.คอมพ์ฉบับใหม่ที่ออกมา เบื้องต้นทางกระทรวงดีอีจะเชิญมาเข้าร่วมการทำประชาพิจารณ์ตัวกฎหมายลูกและกฎกระทรวงที่จะใช้ควบคู่ไปกับ พ.ร.บ.คอมพ์ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายในแต่ละขั้นตอนละเอียดยิ่งขึ้น โดยหากใครไม่เห็นด้วยในประเด็นใดก็สามารถมาออกความเห็นและร่วมกำหนดกฎหมายไปพร้อมกันได้ ซึ่งทางกระทรวงดีอีจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้ามารับฟังความเห็น ทั้งนี้ ส่วนตัวเห็นว่าการมาแสดงความเห็นในการร่างกฎหมายลูกและกฎกระทรวงเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะในเรื่องนี้จำเป็นต้องมีการคุยกันให้ชัดเจน เพื่อที่เราจะสามารถอยู่ร่วมกันได้

ยุทธพร อิสรชัย
รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

การออกกฎหมายต้องอยู่บนหลักนิติธรรม ต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากกว่าจำกัดสิทธิเสรีภาพ วันนี้จะเห็นได้ว่าบทบาทการใช้สื่อสารสนเทศเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนจำนวนมาก เพราะฉะนั้น ในแง่การจะกำหนดกระบวนการที่จะให้สิทธิเสรีกว้างหรือแคบมากน้อยแค่ไหน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม แต่กรณี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างกว้างขวาง อาจเรียกได้ว่าเป็นกฎหมายที่ไม่ได้อยู่บนหลักนิติธรรม ส่งผลกระทบต่อสังคม ทำให้คนถูกปิดกั้นการแสดงออก ทั้งที่เสรีภาพในการแสดงออกเป็นหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย

การที่ประชาชนจะช่วยกันจับตามองผลกระทบของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นเรื่องการตรวจสอบจากภาคประชาสังคม แต่กระบวนการการตรวจสอบจากภาคประชาสังคมไม่ได้มีอำนาจรัฐอยู่ในตัวเอง ดังนั้น โอกาสจะทำให้การเปลี่ยนแปลงกฎหมายเกิดขึ้นในยุคที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตยคงไม่ง่าย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือมีการลงชื่อ 300,000 ชื่อขอให้ทบทวน แต่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ไม่ได้สนใจที่จะนำมาพิจารณาในการออกกฎหมายเลย รายชื่อ 300,000 ชื่อ ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่า 250 คน เป็นภาพที่สะท้อนให้เห็นอยู่แล้วว่าตรวจสอบได้ จับตาได้ แต่อำนาจรัฐไม่ได้อยู่ในมือ ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรนัก

ยุกติ มุกดาวิจิตร
อาจารย์คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ประเด็นนี้มี 2 มิติ คือ ด้านของผู้ใช้ และด้านของผู้ให้บริการทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งด้านของผู้ให้บริการ พ.ร.บ.ฉบับนี้ พยายามจะแก้ปัญหาด้วยการแบ่งระหว่างโทษความผิดที่เกิดจากการใส่ข้อมูลเข้าไป แล้วผิดกฎหมาย เดิมผู้ให้บริการเสมือนเป็นผู้ใช้คือ ถ้ามีข้อมูลที่ผิดพลาด ผู้ให้บริการก็รับผิดชอบไปด้วย แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้สามารถแยกได้ว่า ผู้ให้บริการไม่ต้องรับผิดชอบในส่วนของข้อมูลที่ผู้ใช้ใส่ข้อมูลเข้าไป แต่ปัญหาคือจะต้องมีการชี้เบาะแส สิ่งที่คนกังวลคือ จะมีการกลั่นแกล้งระหว่างผู้ให้บริการคนละบริษัทกัน

ถามว่าจะมีผลอะไรต่อสังคม เราจะอยู่ในภาวะของสังคมที่มีความหวาดระแวงกันมากขึ้น จะทำให้ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันน้อยลง จ้องจับผิดกัน

ในส่วนของผู้ใช้บริการที่อาจจะต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีความน่าวิตกกังวลในเรื่องของข้อกฎหมายระบุถึงข้อความที่บิดเบือน มีคำพูดกันเล่นๆ ว่า สมมุติว่าคนเขียนวรรณกรรม เขียนนิยายลงเว็บไซต์ ซึ่งเป็นเรื่องไม่จริงอยู่แล้ว ก็อาจเป็นเรื่องโกลาหลขึ้นมาได้

คำว่าบิดเบือน จะตัดสินกันอย่างไร อย่างไหนคือความบิดเบือน ความกำกวมของ พ.ร.บ.ทำให้รัฐมีอำนาจมาก ใครจะพูดอะไรก็สามารถนำมาตั้งข้อหา ทำให้เป็นคนที่มีความผิดได้ และนี่คือความผิดอาญา ซึ่งร้ายแรง

พ.ร.บ.นี้สะท้อนถึงความหวาดระแวงที่รัฐมีต่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมากจนเกินไป สิ่งหนึ่งที่พูดได้ในทางสังคมคือ นี่เป็นวิธีการที่รัฐลงมาจับจ้องสังคมมากไป ในขณะที่สังคมเองมีระบบควบคุมตัวเองอยู่แล้ว

ในแง่นี้ สิ่งที่เห็นในภาพใหญ่ขึ้นก็คือ รัฐพยายามขยายขอบเขตอำนาจของตัวเอง สามารถลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากขึ้น ตัดโอกาสสังคมจะเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ตรงนี้คือสิ่งที่น่าเป็นห่วง

ยิ่งชีพ อัชฌานนท์
ผู้จัดการโครงการอินเตอร์เน็ต
เพื่อกฎหมายประชาชน (ไอลอว์)

ถ้าจะให้ตอบจริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าอะไรจะเกิดขึ้น แต่ประเมินแบบแง่ค่อนข้างลบ คิดว่ามาตรา 14 (1) และ (2) ใหม่จะทำให้มีคดีการฟ้องปิดปากการวิพากษ์วิจารณ์อะไรต่างๆ ในสื่อสังคมออนไลน์มากขึ้น แต่ก็ยังไม่แน่ใจว่าศาลจะพิพากษาแบบไหน

พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ฉบับปี 2550 คนก็ไม่รู้อะไรเท่าไรอยู่แล้ว ไม่ค่อยรู้หรอกว่าทำอะไรได้หรือไม่ได้ คำถามที่คนมาถามว่า ทำแบบนี้ผิดไหม แจ้งความได้ไหม มีมาตลอดอยู่แล้ว สำหรับ พ.ร.บ.ฉบับใหม่ ก็คิดว่าคนไม่เข้าใจ แม้จะมีกระแสต่อต้านก่อนผ่านสภาค่อนข้างมาก ซึ่งก็เห็นว่าเป็นเรื่องดีที่อย่างน้อยในตอนนั้นมีการถกเถียงระดับหนึ่ง คนรู้ระดับหนึ่ง แต่ถามว่าจะมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องสิทธิเสรีภาพในโลกออนไลน์ว่ามีขอบเขตแค่ไหน คิดว่ายังไม่มาก บางคนอาจจะหวาดกลัวว่าจะเป็นการเปิดช่องให้รัฐเข้ามาสอดส่องข้อมูล ก็แน่นอนอยู่แล้ว ซึ่งอำนาจนี้มีมาตั้งแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2550 แล้ว

ล่าสุดมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตอนนี้ยังไม่มีผล จะมีในอีก 120 วัน แต่คนส่วนหนึ่งมีความกังวลเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพ ข้อมูลตัวเองจะถูกละเมิดแค่ไหน ซึ่งยังฟันธงไม่ได้

ความผิดฐานโพสต์ด่ากัน วิจารณ์เป็นรายบุคคล เช่น คนนั้นคอร์รัปชั่น คนนั้นขี้โกง ต้องมีเจ้าทุกข์ แต่ถ้าเป็นการทำเว็บไซต์หลอกลวงต่อสาธารณะ ทุกคนเป็นผู้เสียหายได้ หรือถ้าเป็นการโจมตีระบบเว็บไซต์รัฐบาล รัฐก็สามารถดำเนินคดีได้เลย

ส่วนความก้ำกึ่งระหว่าง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์กับหมิ่นประมาทธรรมดาก็เป็นความยุ่งเหยิง ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2550 แล้ว แต่อาจจะยุ่งเหยิงมากขึ้นเล็กน้อย ตรงที่ฉบับใหม่มีข้อความระบุว่า “อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท” การเขียนแบบนี้ไม่ได้ตัดความผิดฐานหมิ่นประมาทออกไปได้ เพราะต้องมีการพิจารณาใน 2 มาตราอยู่แล้ว อัยการหรือคนฟ้องก็สามารถฟ้องได้ทั้ง 2 มาตรา ศาลจะเห็นว่าผิดหรือไม่ ก็ต้องดูการกระทำของคนถูกฟ้องกับตัวบทกฎหมาย

หลังจากนี้ขอให้ทุกคนช่วยกันจับตาว่า ถ้ามีคดีความการฟ้องกันตามกฎหมายใหม่ อยากให้ติดตามดูว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ถูกนำไปใช้อย่างไร ถ้าเห็นว่าถูกใช้ไปในทางที่ผิด ถูกนำไปใช้ในการยัดข้อหา ปิดปาก

แน่นอนว่าจะต้องนำไปสู่การแก้ไข ในทางการต่อสู้คดี ต้องช่วยกันติดตามเพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้มีการใช้กฎหมายในทางที่ผิด