หน้าแรก การเมือง ’วิโรจน์‘ ขอร...

’วิโรจน์‘ ขอรัฐบาล ใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค ลั่นใช้น้ำมันดับไฟไม่ได้

14.02.24 | 15:09 น.

‘วิโรจน์’ ชี้ เหตุป่วนขบวนอารักขาบุคคลสำคัญ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่ไม่สามารถห้ามคนวิจารณ์ได้ แนะ รัฐต้องบังคับใช้ กม.อย่างเสมอภาค ไม่ใช่ใช้เล่นงานอีกฝ่ายจัดหนักจัดเต็ม แต่อีกฝ่ายลอยนวลอยู่เหนือ กม. ลั่น ใช้น้ำมันดับไฟไม่ได้ ความรุนแรงไม่เคยแก้ไขความรุนแรงได้ มีแต่จะยิ่งทำให้บานปลาย

เมื่อวันที่ 14 ก.พ. เวลา 12.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานสภา พิจารณาญัตติด่วนด้วยวาจาจำนวน 2 ญัตติ เรื่องการขอให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย ทบทวนระเบียบ แผนและมาตรการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จให้เหมาะสม ทันสมัย มีการฝึกซ้อม และประชาสัมพันธ์สื่อสารกับประชาชนเพื่อเป็นการถวายความปลอดภัยให้สมพระเกียรติ และรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ

จากนั้น ได้เปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) กล่าวว่า จากกรณีที่เกิดขึ้นกับขบวนเสด็จกรมสมเด็จพระเทพฯ ยังไม่ต้องคิดว่าเป็นขบวนเสด็จหรือไม่ อย่างไร แต่การอารักขาความปลอดภัยบุคคลสำคัญนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐ รัฐบาลไม่สามารถปล่อยให้เหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์นั้นเกิดขึ้นระหว่างการสัญจรได้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องมีมาตรการที่เป็นมาตรฐานในการอารักขา และกระบวนการในการอารักขาในการเสด็จของกรมสมเด็จพระเทพฯ ในครั้งนี้ก็เป็นกระบวนการตามปกติ ดังนั้น การรบกวนการอารักขาที่เป็นมาตรฐานและเป็นปกติ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง แต่สิ่งที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักอยู่ในใจตัวเองเสมอคือ การพยายามทำให้กระบวนการการอารักขามีประสิทธิภาพสูงที่สุด ส่งผลกระทบกับประชาชนน้อยที่สุด เพราะประชาชนที่ได้รับผลกระทบไปทำงาน คนที่ต้องไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลหรือคนที่มีความจำเป็นเร่งด่วน เขาก็มีสิทธิที่จะวิพากษ์วิจารณ์โดยที่ไม่อาจจะทราบได้ว่าขบวนเสด็จอยู่ด้านหน้า

“คุณปิดปากประชาชนไม่ให้พูดไม่ได้ คุณจะบังคับให้ประชาชนไม่รู้สึกอะไรไม่ได้ ดังนั้น การจะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์จากการวิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนที่ดีที่สุด คนที่จะทำหน้าที่นั้นคือเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการอารักขา ทางออกที่เป็นรูปธรรมคือการทบทวนพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การถวายความปลอดภัย พ.ศ.2560 โดยเฉพาะในมาตราที่ 5 ซึ่งสภาควรจะเพิ่มเติมให้การปฏิบัติงานในการถวายความปลอดภัยให้มีการคำนึงถึงประชาชน ไม่ให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบที่มากเกินควร และมีการเตรียมแผนให้มีการอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในกรณีที่จำเป็น จึงจะให้การอารักขาและรักษาความปลอดภัยมีประสิทธิภาพสอดรับกับยุคสมัย และไม่ส่งผลกระทบกับสถาบันพระมหากษัตริย์” นายวิโรจน์กล่าว

Advertisement

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า เมื่อตนเห็นว่าการรบกวนมาตรการการอารักขาบุคคลสำคัญที่เป็นมาตรฐานเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง จำเป็นต้องสะท้อนความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยที่ไม่มีความเกลียดชังใดๆ และตนยังเคารพในวิจารณญาณและดุลพินิจของผู้กระทำซึ่งเขาอาจจะฟังบางส่วน ไม่ฟังเลยตนก็พร้อมน้อมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์กลับมาเช่นกัน ตนคิดว่าคนที่ปรารถนาดีต่อกันต้องกล้าที่จะพูดในสิ่งที่มีเหตุมีผล แม้จะรู้ว่าสิ่งที่อยากจะพูด บางคนอาจจะไม่อยากฟังก็ตาม คนที่ปรารถนาดีไม่จำเป็นต้องเห็นตรงกันในทุกเรื่อง แต่ต้องกล้าที่จะแสดงความเห็นต่างให้อีกฝ่ายได้รู้ ให้เขาได้ไตร่ตรองต่างหากนั่นคือความปรารถนาดีที่แท้จริง

นายวิโรจน์กล่าวด้วยว่า การใช้ความรุนแรงในการทำร้ายผู้อื่นโดยอ้างว่าเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ทำร้ายผู้อื่นเพราะจงรักภักดีเป็นพฤติกรรมที่อันตรายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่สุด หากรัฐปล่อยให้คนที่นิยมความรุนแรงเหล่านี้ลอยนวลมีอำนาจบาตรใหญ่ อ้างสถาบันพระมหากษัตริย์ไปทำร้ายคนที่คิดต่างอย่างไรก็ได้ โดยที่กฎหมายไม่เคยเอาผิดได้ ในระยะยาวมีแต่จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์เสื่อมเสียพระเกียรติยศ ทำให้ภาพลักษณ์คนที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยทรงสถิตอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ พลอยกลายเป็นเห็นดีเห็นงามกับความรุนแรงไปด้วย และจะส่งผลในทางลบต่อความสัมพันธ์ประชาชนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ในที่สุด ตนจึงเห็นว่ารัฐบาลต้องบังคับใช้กฎหมายจัดการกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างจริงจัง ไม่ให้มีพฤติกรรมกล้านำเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มาใช้เป็นเครื่องมือทำร้ายผู้คนตามใจชอบอีกต่อไป

นายวิโรจน์กล่าวอีกว่า หากเราเชื่อว่าพฤติกรรมเหล่านี้เป็นพฤติกรรมของคนดี ลองจินตนาการดูว่าหากคนดีเหล่านี้เพิ่มขึ้นเป็นล้านๆ คนจะเกิดอะไรขึ้นกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จากเดิมที่สถาบันพระมหากษัตริย์ท่านทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติ ต้องถูกนำมาอยู่ใจกลางความขัดแย้งประชาชนที่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แล้วสถาบันพระมหากษัตริย์จะยั่งยืนสถาพรได้อย่างไร จึงอยากฝากรัฐบาลว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องมีความเสมอภาค ไม่ใช่เอากฎหมายไปเล่นงานอีกฝ่ายอย่างจัดหนักจัดเต็ม แต่อีกฝ่ายลอยนวลอยู่เหนือกฎหมาย ความไร้ขื่อไร้แปและการใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐานที่เกี่ยวพันกับสถาบันพระมหากษัตริย์ จะให้ประชาชนรู้สึกอย่างไร นอกจากนี้สิ่งที่รัฐบาลต้องสร้างให้เกิดขึ้นคือ พื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเรื่องสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่ใช่แค่ในสภาแห่งนี้แต่หมายถึงเวทีสาธารณะทั่วไป

ทำให้นายเกชา ศักดิ์สมบูรณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายวิโรจน์อภิปรายนั้น อยู่นอกเหนือจากญัตติที่เสนอไป ซึ่งญัตติที่พรรค รทสช.เสนอเป็นเรื่องมาตรการรักษาความปลอดภัย ขอให้ประธานที่ประชุมวินิจฉัย เช่นเดียวกับนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรค รทสช. ที่ลุกขึ้นประท้วงด้วยว่า เนื่องจากญัตติที่อภิปรายเป็นเรื่องการทบทวนมาตรการในการถวายความปลอดภัย แต่สิ่งที่นายวิโรจน์กำลังอภิปราย เป็นเรื่องของกลุ่มบุคคลที่เห็นต่าง เป็นปัญหานอกเหนือประเด็น ขอให้ไปยื่นญัตติใหม่แล้ว

ทำให้นายปดิพัทธ์กล่าวว่า เนื่องจากการอภิปรายเรื่องดังกล่าวเป็นทั้งเรื่องมาตรการความปลอดภัย และผลลัพธ์หลังจากนั้นที่เกิดความไม่ปลอดภัยทั้งกับประชาชน และขบวนเสด็จฯ ดังนั้น จึงยังอยู่ในประเด็น พร้อมทั้งเตือนสมาชิกที่อภิปรายให้อยู่ในญัตติ

จากนั้น นายวิโรจน์จึงอภิปรายต่อว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งทำให้เป็นรูปธรรมคือการสร้างพื้นที่ปลอดภัยในการพูดคุยเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ใช่แค่ในสภา แต่หมายถึงเวทีสาธารณะทั่วไปด้วย เพื่อให้การพูดถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ด้วยเจตนาสุจริตอย่างไร วุฒิภาวะเป็นเรื่องปกติไม่มีการมาจับผิด ซึ่งรัฐบาลจะปล่อยให้สภาวะแบบนี้เกิดขึ้นไม่ได้ เราใช้น้ำมันดับไฟไม่ได้ ความรุนแรงไม่เคยแก้ไขความรุนแรงได้ มีแต่จะยิ่งทำให้บานปลาย ทุกความขัดแย้งในโลกใบนี้ล้วนแก้ไขได้ด้วยการพูดคุย ในที่สุดก็จะเกิดทางออกที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันอย่างสันติ เพื่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันในหลายวงสนทนา เวลาที่มีการเอ่ยถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ แม้จะเอ่ยด้วยความสุจริตก็ตามก็ต้องมีบางคนในวงสนทนามีอากัปกิริยาแบบนี้

ซึ่งระหว่างอภิปราย นายวิโรจน์ ได้ทำท่าจุ๊ปาก ในลักษณะห้ามพูด ก่อนกล่าวต่อว่า มาสะท้อนเพราะปัจจุบันสถาบันพระมหากษัตริย์กำลังกลายเป็นเรื่องต้องห้ามไปแล้ว ซึ่งหากเราปล่อยให้เป็นอย่างนี้จะทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ยิ่งห่างเหินจากประชาชน บั่นทอนการยึดเหนี่ยวจิตใจที่สถาบันพระมหากษัตริย์มีต่อประชาชน คำกล่าวหาในลักษณะนี้เป็นการดูถูกประชาชนอย่างสิ้นเชิง ตนเชื่อว่าประชาชนหลายคนที่ฟังบางคนอาจไม่สบายใจและอาจจะนึกด่าทอต่อว่าตนอยู่ในใจ ซึ่งตนพร้อมน้อมรับ แต่ถ้าฟังด้วยใจที่เป็นกลางและฟังแล้วคิดตามในสิ่งที่ตนพยายามสื่อสารจะทราบดีว่า ตนมีความปรารถนาดีต่อระบอบประชาธิปไตยและสถาบันพระมหากษัตริย์และประสงค์ที่จะให้สถาบันทำหากกษัตริย์ทรงสถิตสถาพรอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตราบนิรันดร์