3 ปี(ต้าน) ‘รัฐประหารเมียนมา’ เสียงแห่งความเป็นหนึ่ง จากบทเพลงของประชาชน

16.02.24 | 12:00 น.

3 ปี(ต้าน)‘รัฐประหารเมียนมา’ เสียงแห่งความเป็นหนึ่ง จากบทเพลงของประชาชน

ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ดนตรี มีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับการเมืองเสมอมา เช่นเดียวกับศิลปะอีกหลากหลายแขนง

เป็นอาวุธที่ประชาชนใช้ตอบโต้ เสียดสีซึ่งอำนาจอันไม่ชอบธรรม

ในช่วงกว่า 3 ปีนับแต่มีการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่ลุกขึ้นมาต่อต้านเผด็จการในไทย

ในห้วงเวลาที่ชาวเมียนมาลุกฮือไล่รัฐบาลทหารจนเสียเลือดเนื้ออย่างน่าเศร้า

Advertisement

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เผยผลตรวจสอบล่าสุดพบว่า การโจมตีทางอากาศของกองทัพเมียนมาในเวลาประมาณ 10.30 น. ของวันอาทิตย์ที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ทำให้พลเรือน 17 คน รวมทั้งเด็ก 9 คน เสียชีวิตขณะไปเข้าโบสถ์

การโจมตีทางอากาศเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายใกล้กับโบสถ์เซนต์ปีเตอร์แบ๊บติสต์ในหมู่บ้านคานัน ภาคสะกาย ใกล้กับพรมแดนด้านตะวันตกของประเทศติดกับอินเดีย ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 20 คน

พยานให้ข้อมูลกับแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลว่า ระเบิดชุดแรกทำให้เด็กเสียชีวิตสองคน ระหว่างที่เล่นฟุตบอลในสนามใกล้กับโรงเรียนผู้เสียชีวิตหลายคนอยู่ระหว่างวิ่งหนีไปหาความปลอดภัย เมื่อเกิดการโจมตีทางอากาศครั้งที่สอง โดยการโจมตีครั้งนี้ทำให้โบสถ์และโรงเรียนเสียหาย รวมทั้งบ้านพลเรือน 6 หลัง

โดยแอมเนสตี้ระบุว่า “การโจมตีเหล่านี้ต้องถูกสอบสวนในฐานะเป็นอาชญากรรมสงคราม และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต้องส่งสถานการณ์ในเมียนมาเข้าสู่การพิจารณาของศาลอาญาระหว่างประเทศ ผู้ก่ออาชญากรรมตามกฎหมายระหว่างประเทศเหล่านี้ต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย”

ในบรรยากาศเช่นนี้บทเพลงมากมายยังคงถูกเขียนขึ้นมาเพื่อวิพากษ์อำนาจรัฐและจุดประกายการต่อสู้

เป็นหนึ่งในบันทึกประวัติศาสตร์สังคมที่ไม่อาจมองข้าม

เนื่องในวันครบรอบ 3 ปี การรัฐประหารในเมียนมา เสมสิกขาลัย ร่วมกับ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย จัดงาน Do you Hear the People Sing? เวทีเสวนาและการแสดงเพื่อเรียกร้อง
ให้รัฐบาลทหารของเมียนมายุติการนองเลือด และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ผู้หนีภัยสงครามทุกคนจากเมียนมาได้รับการช่วยเหลือในฐานะเพื่อนมนุษย์ และหลักสิทธิมนุษยชน

เคาะหม้อ เสียง ‘เจ้าของบ้าน’

เมื่อชาวเมียนมาสู้รัฐเผด็จการ

อรดี อินทร์คง นักศึกษาปริญญาเอก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล ผู้ศึกษาเรื่องเสียงและดนตรีของคนพลัดถิ่นที่มาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ได้ศึกษาและทำความเข้าใจมุมมองความเป็นบ้าน ผ่านเสียงต่างๆ ที่กลุ่มคนพลัดถิ่นเล่าให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีความสุขจากเสียงของพ่อแม่ หรือบ้านที่กลายเป็นบาดแผล ด้วยเสียงจากการสู้รบและความสูญเสียหรือแม้กระทั่งคนที่ไม่เคยมีความทรงจำเกี่ยวกับบ้าน เพราะเติบโตมาในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งเสียงเหล่านี้สะท้อนให้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน และผลกระทบจากการสู้รบในประเทศที่ยืดเยื้อยาวนานต่อชีวิตของประชาชน

อรดี เผยว่า บรรยากาศโดยรวมก่อนการรัฐประหารเมื่อปี 2021 ก็เต็มไปด้วยความหวัง หลายคนมีความฝันที่จะกลับไปสร้างเนื้อสร้างตัวที่บ้านเกิด แต่แล้วความฝันและความหวังเหล่านี้ก็พังทลายลงในพริบตา จากการรัฐประหาร

ความผิดหวัง คับแค้นใจ ก่อตัวเป็นความโกรธเกรี้ยว และแสดงออกในรูปแบบของการใช้เสียง หนึ่งในวิธีการที่น่าสนใจและได้รับการพูดถึงแทบทุกสื่อ คือการ เคาะหม้อ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการขับไล่สิ่งชั่วร้าย ขณะเดียวกันก็สะท้อนให้เห็นว่า ประชาชนทั้งชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ไม่กลัวอำนาจรัฐ และยืนยันว่าพวกเขาเป็น เจ้าของบ้าน ที่มีสิทธิในการขับไล่อำนาจอันไม่ชอบธรรมออกไป

“คนพม่า ในสัปดาห์แรกของการต่อต้านรัฐประหาร จนถึงทุกวันนี้ ในพื้นที่ของประเทศเมียนมา 92% ที่ออกมาต่อต้านการทำรัฐประหาร เพราะฉะนั้น มันคือครอบคลุมทุกภูมิภาค และแทบจะทุกชาติพันธุ์ ไม่ใช่แค่เฉพาะกลุ่มปาหม่า (พม่า) เท่านั้น” อรดีกล่าว

พลังของเสียงก่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวในการต่อสู้อำนาจรัฐของประชาชนในเมียนมา

นอกจากการใช้เสียงเพื่อแสดงการต่อต้านแล้ว ช่วง 3 ปีของการต่อต้านรัฐประหาร ยังให้กำเนิดเพลงเพื่อการต่อต้านเป็นจำนวนมาก ในหลากหลายแนวเพลง ไม่ว่าจะเป็นป๊อป ร็อก พังก์ แร็พ โดยแนวเพลงที่เติบโตอย่างน่าจับตามองที่สุด ได้แก่ เพลงแร็พ อรดียกตัวอย่างซิงเกิลชื่อ Blood ของ Rap Against Junta ศิลปินแร็พชื่อดังของเมียนมา ที่มีจุดเด่นคือการใช้ท่อนแร็พภาษาชาติพันธุ์ 8 ภาษา พร้อมเสียงเครื่องดนตรีพื้นบ้านของชาติพันธุ์นั้นๆ ซึ่งนอกจากจะใช้เพื่อต่อต้านเผด็จการแล้ว เพลงนี้ยังทำให้แต่ละชาติพันธุ์ได้รับรู้เรื่องราวของบ้านของชาติพันธุ์อื่นๆ ด้วย

วัฒนธรรมแร็พนั้นมีความเชื่อมโยงกับศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่เรียกว่า Thung Kyat ซึ่งเป็นการแสดงที่มีเนื้อหาต่อต้านหรือวิพากษ์วิจารณ์ผู้มีอำนาจ เรียกได้ว่า การใช้เสียงเพื่อการต่อต้านนั้นอยู่ในวัฒนธรรมของชาวพม่า สะท้อนผ่านเพลงแร็พ, Thung Kyat และเสียงในการประท้วงตามถนน

“ใน 3 ปีมานี้ เสียงที่เราได้ยิน ไม่ได้มีอยู่แค่ในเมียนมา เสียงมันตามผู้คนที่เป็นผู้คนที่ออกมาจากเมียนมา หรือชุมชนคนพม่าที่อยู่ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ระดับท้องถิ่น แต่มันเป็นระดับสากล และกลุ่มที่มีความสำคัญ นอกจากกลุ่มผู้พลัดถิ่น คือกลุ่มชาติพันธุ์ ที่ทำให้เสียงดังต่อเนื่อง ยืนระยะมาถึง 3 ปี”

ในขณะที่ทหารพม่าใช้เพียงกลยุทธ์เดียวในการทำร้ายประชาชน นั่นก็คือการทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกกลัว เราขอสรุปสิ่งที่เราได้ยินจากเสียงตลอด 3 ปีที่ผ่านมา คนพม่ากำลังส่งเสียงอะไร อันแรกก็คือ Courage ความกล้าหาญ, Creativity ความคิดสร้างสรรค์, Collectivity การต่อต้านมันดำรงอยู่ได้ด้วยการเชื่อมต่อของคน 92% รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งในประเทศและนอกประเทศ และสุดท้ายก็คือ Commitment ก็คือความมุ่งมั่นที่เขาจะไม่หยุด จนกว่าจะชนะ” อรดีกล่าว

เพลงของสามัญชน ตะโกนดังๆ

ย้ำสิทธิ-เสียงประชาชนไทย

สำหรับประเทศไทย ดนตรีก็มีบทบาทไม่ต่างกันกับในเมียนมา สถานการณ์การเมืองของไทยในช่วงที่ผ่านมาก็ให้กำเนิดศิลปินที่สร้างสรรค์ดนตรีการเมือง หนึ่งในนั้นคือ ‘วงสามัญชน’

ชูเวช เดชดิษฐรักษ์ นักร้องนำ มองว่า ที่ผ่านมาสังคมไทยโดยรวมถูกปลูกฝังว่าเราไม่เป็นเจ้าของอะไรเลย เมื่อไม่เป็นเจ้าของอะไรเลย ก็ทำให้เราไม่ตระหนักถึงสิทธิ

“สิทธิคือการที่เรารู้สึกว่าอำนาจมันอยู่กับเรา ผมเลยคิดว่า ทุกครั้งที่เราแต่งเพลง และทุกครั้งเวลาเราอยู่ในโชว์ด้วยก็พยายามทำให้เพลงมันเป็นของเขา คือให้เขาร้องเองให้มากที่สุด เพราะฉะนั้น การมีดนตรี การมีเหตุการณ์จำลองให้คนมายืนในที่สาธารณะแล้วตะโกนอะไรดังๆ ไม่ใช่ขนบของความเป็นไทยเลย การได้ตะโกนในที่สาธารณะก็ถือว่าเป็นการครอบครองอำนาจ ครอบครองสิทธิแบบหนึ่ง มันเป็นเสียงของเขาเอง

“ผมพบว่าคนเหล่านี้มีโอกาสที่จะขยับจาก passive ally (แนวร่วมเชิงรับ) มาเป็น active (เชิงรุก) มากขึ้น มีโอกาสที่จะมี loyalty (ความภักดี) กับการเข้าร่วมกิจกรรมอะไรต่างๆ มากขึ้น เอาง่ายๆ ว่า สมมุติเราจะขยับคนจากแนวร่วมที่ passive (เชิงรับ) มาเป็น active (เชิงรุก) เราก็มักจะบอกว่าให้ไปทำอีเวนต์อะไรของตัวเอง แต่ว่ามันเป็นบันไดที่มันสูงไป ต้นทุนมันสูงไป อะไรล่ะที่ลดทอนลงมา ไปทำโพลไหม หรือไปล่ารายชื่อไหม พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ก็กังวลอีก มาอยู่กับคนเยอะๆ แล้วตะโกนไหม อยู่กับคนเยอะๆ แล้วตะโกนไหม ไม่ได้อีก ตัวต่อตัวไหม”

ผมคิดว่ามันเป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกคนพยายามย่อบันไดของต้นทุนในการแสดงออกให้มันต่ำลงที่สุด ให้มีสเต็ปที่หนึ่งน่ะ เพราะฉะนั้นการยื่นไมค์มันเป็นสเต็ปของการทดลองตะโกนเสียงของตัวเอง ถ้าได้เดี๋ยวขั้นสอง ขั้นสาม เขาก็ไปเอง” ชูเวชกล่าว

หลากมิติ หลายชาติพันธุ์

ในสุ้มเสียงของความเป็นหนึ่งเดียว

ในงานนี้ ยังมีการแสดงคอนเสิร์ตของศิลปินจากประเทศไทยและเมียนมา รวมทั้งกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง จำนวนทั้งสิ้น 6 ศิลปิน ในหลากหลายแนว ทั้งดนตรีพื้นบ้าน โฟล์ก คลาสสิก ฮิพฮอพและร็อก ซึ่งแต่ละวงได้ร่วมถ่ายทอดเรื่องราวการต่อสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพในหลากหลายมิติ พร้อมทั้งเสนอทางออกอย่างสันติ

คอนเสิร์ตเปิดตัวโชว์แรกด้วยเพลง เฉลิมฉลองชัยชนะ (Triumph of the Victory) ซึ่งเป็นดนตรีบรรเลงด้วยพิณพม่า ฝีมือของวา วา ซานเสียงพิณกังวานใส พร้อมท่วงทำนองที่มีชีวิตชีวา นับเป็นบทเปิดเรื่องที่ตรึงสมาธิของผู้ชม ให้พร้อมที่จะรับฟังเรื่องราวของเหล่านักต่อสู้ในบทต่อๆ ไป

มิติหนึ่งที่คอนเสิร์ตถ่ายทอด คือการตั้งคำถามกับผู้มีอำนาจ ซึ่ง Triple Edge วงดนตรีกลุ่มชาติพันธุ์และชนพื้นเมืองจากเชียงใหม่ ได้บอกเล่ามุมมองนี้ผ่านเพลง Inner-net ซึ่งว่าด้วยกลุ่มคนที่แสดงความคิดเห็นโจมตีผู้เห็นต่างในอินเตอร์เน็ต โดยลืมไปว่าศัตรูที่แท้จริงคือผู้มีอำนาจ และการใช้อำนาจอย่างไม่สมเหตุสมผล รวมถึงเพลง เพลง Built on Blood รวมทั้งเพลง Hero ที่แต่งเนื้อเพลงเป็นภาษาเหนือ ไทยกลาง ภาษาอังกฤษ และภาษาพม่า เพื่อบอกคนรุ่นใหม่ว่า สังคมที่ดีไม่จำเป็นต้องมีฮีโร่แค่คนที่รับรู้ปัญหาและออกมาแก้ไข ออกจากระบบที่ทำให้คนเชื่องแล้วทำในสิ่งที่รัก

อีกหนึ่งการแสดงที่น่าสนใจ มาจาก Co-Culture Ensemble วงดนตรี Chamber Music ที่ประกอบด้วยนักดนตรีจากหลายชาติ ถ่ายทอดกำลังใจสู่นักต่อสู้รุ่นใหม่ ผ่านเพลง คำสาบานเลือด (Oath by Blood), อย่ายอมแพ้ (Don’t Give up), ปฏิวัติฤดูใบไม้ผลิ (Spring Revolution) ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งโดยกลุ่ม Generation Z ดัดแปลงจากเพลงกะบามะเจวู ให้มีเนื้อหาสะท้อนการต่อสู้ทางการเมืองในยุคใหม่ รวมถึงเพลง สหพันธรัฐ (Federal Union) ที่มีเนื้อหาเรียกร้องความเป็นหนึ่งเดียวในการต่อสู้โค่นล้มระบอบเผด็จการ

ด้าน น้ำ คีตาญชลี ศิลปินไทย ครวญเพลง รามัญคดี ที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์การต่อสู้ของชาติพันธุ์มอญ รวมทั้งเพลง จวบจนวันสิ้นโลก ที่มาจากต้นฉบับเพลง Dust in the Wind ก็เป็นการระลึกถึงวีรบุรุษในอดีต และปลุกใจให้ลุกขึ้นสู้ต่อเช่นกัน

เมื่อการต่อสู้ที่ยาวนานจำเป็นต้องมีเพื่อนร่วมทางที่เข้าอกเข้าใจและมีเป้าหมายเดียวกัน หลายเพลงในคอนเสิร์ต Do you Hear the People Sing? จึงถ่ายทอดประเด็นเกี่ยวกับมิตรภาพและความเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นเพลง มิงกาละบา และ Rise of Freedom โดยศิลปินวง Rattikan ที่ยึดโยงแนวคิดเรื่องมิตรภาพระหว่างไทยกับเมียนมาที่ต่างก็เผชิญชะตากรรมเดียวกัน จากการรัฐประหาร

นอกจากการปลุกใจให้ฮึกเหิมพร้อมต่อสู้แล้ว หลายวงยังนำเสนอมิติแห่งการเยียวยาและให้กำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นเพลง เริ่มใหม่ ที่ให้กำลังใจในวันที่ทุกคนเหนื่อยล้าและสิ้นหวังจากการเดินทางอันยาวไกลหรือ กระเป๋าเดินทาง เพลงโทนสดใส รื่นเริง เชิญชวนให้ทุกคนส่งต่อความฝันที่จะสร้างโลกนี้ให้สวยงาม ส่วนวงสามัญชน ก็เล่นเพลง รุ้ง ซึ่งเป็นเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อเป็นกำลังใจให้ รุ้ง ปนัสยา ที่ถูกดำเนินคดีมาตรา 112

คอนเสิร์ตจบลงด้วยเพลงธีมหลักของงาน ได้แก่เพลง Do you Hear the People Sing? ซึ่งเป็นเพลงประกอบละครเวทีและภาพยนตร์ Les Miserables

ปลุกใจให้ประชาชนลุกขึ้นสู้เพื่อสิทธิเสรีภาพ โดยมีปลายทางเป็นความหวัง