“ชัยธวัช” ยกบทเรียนปี’20 ซัดอย่าผลักให้คนไปสุดขั้ว ฟังเสียงคนตะโกนบ้าง ยันปัญหาถวายความปลอดภัย ไม่ใช่เกิดจากอาชญากรรม แต่เกี่ยวข้องกับการเมือง หวังรัฐบาลมีสติ ระงับอารมณ์โกรธ อย่าพูดเหมือนยุครปห. ผลักคนเห็นต่างไปปท.อื่น
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณา ญัตติด่วนด้วยวาจา จำนวน 2 ญัตติ ตามที่ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ และ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอขอให้รัฐบาลเร่งรัดดำเนินการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมาย ทบทวนระเบียบ แผน และมาตรการถวายความปลอดภัยขบวนเสด็จให้เหมาะสมทันสมัย มีการฝึกซ้อม และประชาสัมพันธ์สื่อสาร กับประชาชนเพื่อเป็นการถวายความปลอดภัยให้สมพระเกียรติ และรักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ
ต่อมาเวลา 15.45 น. นายชัยธวัช ตุลาธน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า ตนฟังหลายคนอภิปรายก็เห็นว่า จริงๆแล้วเรามีความเห็นร่วมกันหลายอย่าง ประการที่ 1.เราเห็นตรงกันว่าการรักษาความปลอดภัยให้กับบุคคลสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประมุขของรัฐ องค์พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ประมขของรัฐต่างประเทศ ผู้นำทางการเมือง หรือแม้แต่บุคคลสาธารณะที่สำคัญนั้นเป็นเรื่องสำคัญ และเป็นหลักปฏิบัติสากล ขบวนเสด็จของสมเด็จพระเทพฯ เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการไปอย่างเหมาะสม ไม่ได้สร้างผลกระทบกับประชาชน
2.เราเห็นตรงกันว่า ขบวนเสด็จของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพฯ ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น เจ้าหน้าที่ก็ดำเนินการไปอย่างเหมาะสมแล้ว อย่างน้อยก็ในแง่ที่ว่าไม่ได้สร้างผลกระทบต่อประชาชนเกินสมควร 3.เราต่างเห็นตรงกันว่า เราไม่อยากจะเห็นเหตุการณ์วันที่ 4 กุมภาพันธ์เกิดขึ้นมาอีก และตอนที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้อภิปรายเปิดญัตติ ตนฟังแล้วก็ดีใจที่นายเอกนัฏ รู้สึกโกรธในแว๊บแรกหลังทราบเหตุการณ์ แต่ภายหลังก็สามารถที่จะสงบสติอารมณ์ได้ และคิดที่จะหาวิธี หรือเสนอวิธีที่จะบริหารจัดการที่จะไม่ให้เหตุการณ์อย่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์นั้น เกิดบานปลายนำไปสู่การปะทะ ขัดแย้งใหญ่โตกว่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี
นายชัยธวัช กล่าวต่อว่า ปัญหาอยู่ที่ว่า เราจะบริหารจัดการกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ให้บานปลายมากกว่านี้ได้อย่างไร ตนคิดว่า เป็นประเด็นที่เราควรจะถกเถียงกันให้รอบด้าน ตนยังยืนยันว่าเวลาเราพิจารณาเกี่ยวกับมาตรการถวายความปลอดภัยซึ่งสืบเนื่องจากกรณี 4 กุมภาพันธ์นี้ เราไม่สามารถที่จะพิจารณาเฉพาะเรื่องกฎหมาย ระเบียบ แผนในการถวายความปลอดภัยได้อย่างเดียวเท่านั้น ตนขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราที่กระทบกับการถวายความปลอดภัยต่อองค์พระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ อย่างรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งก็ว่าได้ เพื่อเป็นตัวอย่าง เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2520 เคยเกิดเหตุการณ์รอบทำร้ายในหลวงรัชกาลที่ 9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ไปที่จ.ยะลา รุนแรงกว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาสัปดาห์ก่อนหน้านี้หลายเท่า เกิดความปั่นป่วนในขบวนเสด็จ และเกิดการลอบวางระเบิดที่ประทับของพระองค์ นี่เป็นตัวอย่างว่าเหตุการณ์ในวันนั้นถ้าจะแก้การถวายความปลอดภัยในวันนั้นไม่สามารถที่จะพิจารณา เฉพาะกฎหมายและแผนมาตรการในการถวายความปลอดภัยเท่านั้น เพราะสุดท้ายปฏิเสธไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองในจังหวัดชายแดนภาคใต้ในขณะนั้น
นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่า เหตการณ์เกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยหลายครั้งเกี่ยวข้องกับปัญหาทางการเมือง ปัญหาทางความคิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เสียดายเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็ใช้วิธีทางการเมืองจัดการและผิดทาง เพราะหลังจากนั้นเกิดกลุ่มฝ่ายขวา คือกลุ่มกระทิงแดง พยายามใช้กรณีที่เกิดขึ้นที่จ.ยะลา ปลุกปั่นกล่าวหาโจมตีรัฐบาลขณะนั้น ซึ่งเป็นรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร ว่าไม่มีความจงรักภักดีเพียงพอ จนกระทั่งนำไปสู่การรัฐประหารหลังจากนั้นอีกไม่กี่เดือน และกว่าประเทศจะฟื้นฟูไปสู่ประชาธิปไตยได้ต้องใช้เวลาหลายปี ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตนยังยืนยันว่าเราทราบกันดีว่า นี่ไม่ใช่ปัญหาเกี่ยวกับการถวายความปลอดภัยอันเกิดจากการก่ออาชญากรรม เพื่อหมายปองทำร้ายพระบรมวงศานุวงศ์ แต่เป็นปัญหาที่สืบเนื่องจากปัญหาทางการเมืองและปัญหาทางความคิด ต้องยอมรับตรงนี้ก่อนถึงจะมีการพิจารณาอย่างรอบด้านว่าจะจัดการการบริหาร การถวายความปลอดภัย และจัดการกับการเมืองที่เกี่ยวข้องอย่างไร
นายชัยธวัช กล่าวด้วยว่า วันนี้คงไม่ใช่วาระที่เราจะมาพูดกันเรื่องการแก้ปัญหาทางการเมืองโดยละเอียดแต่อย่างน้อยที่เราเรียนรู้ได้จากกรณีคุณตะวัน คือมันต้องมีปัญหาอย่างแน่นอนที่รัฐไทยสามารถทำให้คน คนหนึ่งเขาแสดงออกความคิดทางการเมืองด้วยการถือกระดาษแผ่นหนึ่ง แล้วผลักให้เขาตัดสินใจทำในสิ่งที่ตนคิดว่าคนไทยจำนนวนมากไม่คาดคิดว่ามีใครกล้าทำ มันต้องมีปัญหาอะไรสักอย่าง เมื่อประชาชนคนหนึ่งเขาอยากจะพูด แต่เราไม่อยาฟัง เพราะมันไม่น่าฟังและไม่อยากให้คนอื่นได้ยิน และจะไปปิดปากเขา สุดท้ายเขาก็เลยตัดสินใจที่ตะตะโกน และก็นำมาสู่สถานการณ์ที่เราไม่พึงปรารถนา ตนคิดว่านี่เป็นบทเรียนที่เราควรพิจารณากันจากนี้ โดยเฉพาะฝ่ายบริหาร
“ขณะเดียวกันผมคิดว่าคนที่กำลังตะโกนอยู่ ก็ควรจะไตร่ตรองว่าวิธีการอะไรที่จะทำให้คนหันมาเปิดใจฟังพวกเรามากขึ้น การตะโกนแล้วไม่มีใครฟังอาจจะเป็นสิ่งที่ไม่พึ่งปรารถนาเช่นกัน สุดท้ายไม่ว่าจะฝ่ายไหน ผมคิดว่าเราไม่ควรจัดการสถานการณ์ด้วยการผลักฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งให้ไปสุดขั้วไปมากกว่านี้ และนอกจากผมจะเสนอทบทวนกฎหมาย ระเบียบ แบบแผนต่างๆแล้ว คิดว่าสิ่งที่ฝ่ายบริหารทำได้คือกุศโลบายทางการเมือง ผมเองไม่สบาย ที่ฝั่งรัฐบาลพูดว่าถ้าไม่สบายใจให้ไปอยู่ประเทศอื่น หนักแผ่นดิน นิ้วไหนร้ายก็ตัดนิ้วนั้นทิ้ง
นี่ผมยังนึกว่า เราอยู่ในรัฐบาลจากการรัฐประหาร ผมคิดว่าเราเคยมีบทเรียนมาแล้วว่า การใช้ความจงรักภักดีมาแบ่งแยกประชาชน สุดท้ายไม่ส่งผลดีกับใครเลย เราเคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลามาแล้ว มันสอนเราแล้วว่าสุดท้ายต่อให้เราใช้กำลัง ใช้อาวุธร้ายแรง ยิงเข้าไปสู่ประชาชนที่เราไม่อยากฟัง ฆ่าเขาตายทางการเมือง ลากเขาไปแขวนคอใต้ต้นมะขาม ตอกอก หรือกล่าวหาผู้คนจำนวนมากว่าเป็นคอมมิวนิสต์ จนสุดท้ายเขาไม่มีทางเลือกก็ต้องเป็นคอมมิวนิสต์จริงๆในป่า มันไม่ใช่ทางออก สุดท้ายก็ต้องจบด้วยการแก้ไขปัญหาการเมือง นิรโทษกรรม เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์มาเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย มันก็วนลูบอยู่แบบนี้ ผมหวังว่ารัฐบาล ส.ส.จะมีสติและระงับความโกรธ แล้วใช้กุศโลบายทางการเมืองแก้ปัญหาอย่าผลักใครให้ไปสุดขั้วไปมากกว่านี้ แล้วเพิ่มพื้นที่ตรงกางให้มากที่สุด เพื่อให้คนเห้นต่างสามารถหาจุดร่วมกันได้ เพื่อให้ประเทศออกจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น” นายชัยธวัช กล่าว

