ทนายเมย์ ฝากถึง ส.ส. เปรียบนิรโทษกรรมคือ ‘ยาทาแผล’ บรรเทาความเจ็บปวดคนนับพัน
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ลานประชาชน รัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพฯ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน 23 องค์กร จัดกิจกรรม “ส่งรักให้ถึงสภา ถามหาความยุติธรรม เพื่อนิรโทษกรรมประชาชน” โดยจะมีการส่งมอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พร้อมรายชื่อสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว ให้กับประธานรัฐสภาและหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค หลังร่วมรณรงค์เป็นเวลา 14 วัน
ในช่วงเวลา 18.15 น. มีเวที ‘ข้อเสนอ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน’ โดย น.ส.พูนสุข พูนสุขเจริญ หรือ ทนายเมย์ ตัวแทนจากศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชน ดำเนินรายการโดย นายรัชพงษ์ แจ่มจิรชัยกุล ตัวแทนโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน หรือไอลอว์ (iLaw) ผู้ดำเนินรายการ
น.ส.พูนสุข กล่าวว่า การร่างกฎหมายนิรโทษกรรม มีจุดมุ่งหมายเพื่อยุติคดีความทางการเมือง และความขัดแย้งทางการเมือง ตอนนี้เรามี 40 คน ที่เข้าไปอยู่ในเรือนจำ โดยล่าสุดก็มี นางสาวทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือตะวัน นายณัฐนนท์ ไชยมหาบุตร หรือแฟรงค์

“เครื่องมือเดียวที่จะยุติคดีต่างๆเหล่านี้ ก็คือการร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมประชาชน เป้าหมายของเราชัดเจน คือนิรโทษกรรมประชาชน ไม่รวมเจ้าหน้าที่รัฐ เรามองเห็นความขัดแย้งที่มันไกลไปกว่านั้น ตั้งแต่ปี 2549 – ปัจจุบัน ในการนิรโทษกรรมประชาชน ที่ไม่รวมเจ้าหน้าที่รัฐ ที่กระทำเกินกว่าเหตุ โดยแบ่งการนิรโทษกรรม 2 ก้อนหลัก
1.นิรโทษกรรมทันที คือ คดีประกาศคำสั่ง คสช. คดีมาตรา 112 คดีพรก.ฉุกฉิน คดีประชามติ และคดีที่เกี่ยวข้อง
2.นิรโทษกรรมคดีที่ต้องผ่านการพิจารณา คือ ดูว่าเป็นคดีที่แสดงออกทางการเมืองหรือไม่ เกิดขึ้นเพราะความขัดแย้งทางการเมืองหรือไม่ ก็ต้องไปผ่านคณะพิจารณานิรโทษกรรมประชาชน ซึ่งคณะพิจารณานิรโทษกรรมประชาชนมีถึง 20 คน สัดส่วน 14 คน มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเราก็เพิ่มจากผู้ที่ถูกดำเนิคดีจริงๆเข้ามา 4 คน และเพิ่มองค์กรที่ทำหน้าที่เรื่องความยุติธรรม 2 คน
เราทำด้วยกัน 3 เรื่อง พิจารณาว่า 1.เป็นคดีการเมือง 2. ศึกษาเรื่องการเยียวยา เพราะเราคิดว่าการลบล้างคดีอย่างเดียวไม่เพียงพอ มีทั้งคนที่บาดเจ็บ ทั้งสูญเสียในหลายมิติ และ3.ลบประวัติอาญากรรม ซึ่งเราคิดว่าคนหลายพันคน ตั้งแต่ปี 2549 -ปัจจุบัน จะได้รับประโยชน์จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมนี้” น.ส.พูนสุข กล่าว
เมื่อผู้ดำเนินรายการถามว่า ได้รับความเห็นอย่างไรบ้างจากการพูดคุยกับพี่น้องประชาชน
น.ส.พูนสุข กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ประมาณ 5-6 จังหวัด มีหลายคนได้ขอบคุณ ที่ให้เขาได้มามีส่วนร่วม เมื่อเขามีความรู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม เขาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาก็เดินมาขอบคุณบ้าง แชทมาขอบคุณบ้าง ผู้ถูกดำเนินคดีก็เข้าคุยด้วย ขอบคุณที่เราทำเรื่องเช่นนี้
“มีพื้นที่หนึ่งที่เราไป คือสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เวลาพูดถึงปัญหานี้ เขารู้สึกเชื่อ เพราะเป็นสิ่งที่เขาเผชิญมา เขารู้สึกว่าถ้าเราทำเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเขาก็ได้ประโยชน์ ส่วนหนึ่งเขาก็ตั้งคำถามเหมือนกันว่า แล้วคดีความมั่นคงในบ้านเขาที่เกิดขึ้นอยู่จะทำอย่างไร เราคิดว่า เวลาเราเคลื่อนไหวในงานการเรียกร้องความยุติธรรมต่างๆ มันมักส่งถึงกัน
“สิ่งที่เราสังเกตเห็น แม้มีการเสนอชื่อตามกฎหมายแต่มีบรรยากาศบางพื้นที่มีการแสดงการคุกคามเกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ อย่างเช่น จังหวัดพิษณุโลก ชลบุรี พัทลุง พื้นที่ต่างๆ มันทำให้บางคนที่อยู่หน้างานเกิดความหวาดกลัว ทั้งที่เรื่องนี้คือสิทธิทางกฎหมาย” น.ส.พูนสุข กล่าว

จากนั้น น.ส.พูนสุข เล่าเรื่องจาก น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง ซึ่งไม่สามารถพูดเรื่องนี้ได้เลย เพราะกระทบต่อความรู้สึก
“รุ้งบอกว่าร่างนี้มันสำคัญมากที่ทำเรื่องนี้ มันไม่ใช่เพียงแค่ให้คดีความของเขามันจบไป นั้นหมายถึงชีวิตใครหลายคน เรากำลังทำเรื่องสำคัญที่ไม่ใช่แค่ว่าคนพันกว่าคนหลุดคดีนี้ไป แต่มันคือการคืนชีวิตให้ครอบครัว นี่คือเรื่องสำคัญ ยกตัวอย่างเวลาที่เราถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ และถูกดำเนินคดี คนไม่รู้ว่า 2 คำถามพ่วงคือะไร และเขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า คำถามพ่วงวันนั้นมันจะกลับมาทำร้ายในการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ทั้งเปลี่ยนผลการตั้งรัฐบาลที่ผ่านมาได้เลย นี่เป็นความสำคัญเวลาที่เราถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ และความอยุติธรรรมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตนเองอย่างเดียว แต่สงผลกระทบต่อวงกว้างของสังคม
ขอส่งเสียงถึงผู้แทนราษฎร คดีมาตรา 112 คือความขัดแย้งใหญ่ในสังคมอย่างแน่นอน การที่จะแก้ไขปัญหาโดยการตัดปัญหาใหญ่ๆ ทิ้ง ปัญหานั้นก็ยังอยู่ การนิรโทษกรรมเปรียบเสมือนยาทาแผล ร่างกายเรากำลังอักเสบแล้ว ถ้าเราไม่ต้องการให้มันเรื้อรัง หรือรุนแรงมากขึ้น เราใช้ยาทานี้ก่อนไหม เราบรรเทาความเจ็บปวดนี้ก่อนไหม แล้วค่อยไปแก้ไขพูดคุยอย่างมีวุฒิภาวะ เพื่อแก้ไขปัญหาต้นตอของมันจริงๆ เราหวังว่า ผู้แทนของประชาชนจะเห็นปัญหา จะแก้ไขปัญหานี้อย่างระมัดระวัง และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน เพราะคุณมีที่มาจากประชาชน”น.ส.พูนสุขกล่าว

