เครือข่ายนิรโทษกรรมฯ เปิดยอดลงชื่อพุ่งกว่า 35,905 ราย ด้านอาสาปลื้ม เล่าปชช.ลำปาง มุ่งมั่งขี่รถเครื่อง ตามลงชื่อไกล 20 กิโล
เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ที่ลานประชาชน รัฐสภา เกียกกาย กรุงเทพฯ เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน 23 องค์กร จัดกิจกรรม “ส่งรักให้ถึงสภา ถามหาความยุติธรรม เพื่อนิรโทษกรรมประชาชน” โดยจะมีการส่งมอบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน พร้อมรายชื่อสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว ให้กับประธานรัฐสภาและหัวหน้าพรรคการเมืองทุกพรรค หลังร่วมรณรงค์เป็นเวลา 14 วัน
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศเวลา 18.35 น. ซึ่งเข้าสู่ช่วงกิจกรรม ‘การเดินทางของรายชื่อ และความร่วมมือของประชาชน’ โดยตัวแทนจากอาสาสมัครและเครือข่ายทั่วประเทศขึ้นเวทีบอกเล่าประสบการณ์ความประทับใจในการทำงานจากการลงพื้นที่รวบรวมรายชื่อเพื่อผลักดันร่างนิรโทษกรรมฉบับประชาชน
‘เต้ย’ อาสาสมัครสหภาพคนทำงาน กล่าวว่า สิ่งที่ตนประทับใจจากการทำแคมเปญนี้ คือ การได้ทำงานกับผู้คนหลากหลายมาก หลากหลายสถานะทางชนชั้น อันดับแรกเจอแม่คนหนึ่งที่เขาติดตามความเป็นไปทางการเมือง เดินมาเจอบูทของเรา แล้วเขามาขอเอกสารไปให้ญาติพี่น้อง ที่อยู่ในบ้านและรอบบ้านลงชื่อได้มา 5 คน
‘เต้ย’ กล่าวอีกว่า ส่วนอีกคนที่เจอคือคนไร้บ้าน ขอทาน เขาเดินผ่านบูทของตน ถามว่าตนกำลังทำอะไรอยู่ พอเราเล่าให้เขาฟัง เขาก็ขอร่วมลงชื่อด้วย และยังมีน้องคนหนึ่งเขาอายุ 17 กำลังจะอายุ 18 ก็ขอมาร่วมขอลงชื่อด้วย
“คนที่ที่เต้ยเจอแล้วก็งงอยู่ คือ เจอทหารคนหนึ่งเขาเดินผ่านมา ทีแรกก็เอ๊ะ งงว่าเขามองมาทำไม ตอนแรกก็มีไบแอสกับทหาร แต่เพอเขามาลงชื่อก็ค่อนข้างช็อก แบบไม่รู้ว่าจะทำยังไง แต่ก็รู้สึกดีที่สุดท้ายก็ยังมีทหารที่เขาอยู่ข้างเรา
บรรยากาศการทำงาน ตอนที่ตนเดินออกไปล่ารายชื่อประมาณ 7 วัน ได้รายชื่อมา 50 รายชื่อ มันก็น้อยกว่าตอนที่ทำแคมเปญ Conforall ที่ทำได้ดีกว่านี้ แต่ก็ถือว่าเป็น 50 รายชื่อที่ค่อนข้างอบอุ่น” เต้ย กล่าว
ด้าน ‘จุ๊บจิ๊บ’ อาสาสมัครอีกรายกล่าวว่า ตนขอเล่าถึงบรรยากาศต่างจังหวัด ซึ่งไม่ได้มีจุดตั้งโต๊ะมากนัก
“วันนี้เราจึงจะพาทุกคนไปรู้จักกับป้าจันทร์ ซึ่งวันนี้โทรมาหาเราวันนี้ ตั้งแต่เช้า เวลา 8.00 น. ตอนนั้นเราไม่ได้รับสาย ซึ่งป้าจันทร์โทรมาราว 9 สาย จึงตัดสินใจโทรกลับไป ป้าจันทร์ก็บอกว่า ตัดสินใจขับรถไปร่วมลงชื่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง ตอนนั้นเราบอกกับป้าจันทร์ว่า เดี๋ยวเย็นนี้เราจะติดต่อกลับไป เราจะไปรับรายชื่อกับป้าจันทร์เอง แต่พอตอนเย็นเราโทรกลับไป ป้าจันทร์บอกว่าอยู่ชุมชนแห่งหนึ่งในลำปาง ซึ่งห่างจากมหาวิทยาลัยเกือบ 20 กิโลเมตร จะขับรถเครื่องมาลงชื่อ” จุ๊บจิ๊บเผย
จุ๊บจิ๊บกล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกคนอาจจะคิดว่าแค่หนึ่งรายชื่อ อาจไม่มีความหมาย แค่หนึ่งรายชื่ออาจจะไม่คุ้มค่าน้ำมันรถ แต่สำหรับเรา 1 รายชื่อมีค่ามากกว่านั้น หนึ่งรายชื่อมันคือการเปิดพื้นที่ในต่างจังหวัด ให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการผลักดันนิรโทษกรรมประชาชน มันควรเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน มึ่ควรมีรัฐใดที่พรากไปจากเราได้
ขณะที่ ‘มานา’ หนึ่งในอาสาสมัครจาก ‘ไอลอว์’ กล่าวว่า หน้าที่หลักส่วนใหญ่ของตนอยู่เบื้องหลัง ไม่ได้ออกไปล่ารายชื่อด้วยตัวเอง แต่มีวันหนึ่งตนได้รับมอบหมายไปซื้อของที่ห้างสรรพสินค้าเพื่อมาทำสกอร์บอร์ด โดยวันนั้น ตนสวมเสื้อแคมเปญออกไป
“เรากำลังเดินหลงทางอยู่แถวบิ๊กซี ก็มีลุงมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ตะโกนเรียกว่าแถวนี้มีจุดลงชื่อด้วยหรือ เรารู้ว่าหนึ่งชื่อสำคัญมาก ก็เลยเดินเข้ามไปหาลุง บอกว่าไอลอว์อยู่ใกล้ตรงนี้เอง ลุงรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวหนูไปซื้อของเดี๋ยวกลับมา เราไปเลือกซื้อของจนกลับมา ปรากฏว่าลุงยังรอยู่ เราก็นั่งกับลุงกลับไปที่ไอลอว์ ลุงเขาก็มาร่วมลงชื่อ
วันต่อมาเรากลับไปหาลุง ที่จุดขึ้นมอเตอร์ไซต์รับจ้าง เขาก็บอกว่าติดสติ๊กเกอร์ใส่หมวกกันน็อกแล้วด้วย แต่ตอนแรกเขาก็ไม่กล้าติด เพราะไม่รู้คนอื่นเขาจะคิดอย่างไร สังคมเรามันก็น่ากลัวแต่ก็เลือกที่จะแสดงออก แต่สิ่งที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ครั้งนี้ คือ การซื้อเสื้อยืดแคมเปญนี้ มันสำคัญมาก ถ้าวันนั้นไม่ใส่เสื้อยืดของแคมเปญนี้ไปก็ไม่ได้หนึ่งรายชื่อนี้” มานาเล่า
ด้าน ‘ฝน’ อาสามัคจากกลุ่มศิลปะปลดแอก กล่าวว่า ส่วนที่ประทับใจที่สุด คือ ความร่วมมือ ที่ทำให้เกิดแคมเปญนี้ขึ้นมาจากหลายองค์กรด้วยกัน ซึ่งในประเทศที่เรียกตัวเองว่าประชาธิปไตย แต่ว่ามีคนที่ถูกดำเนินคดีกว่า 5,000 คน มันเป็นเรื่องประหลาด จนเกิดแคมเปญนี้ขึ้นมา
“คนคิดแคมเปญก็ช่างคิดว่า เดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์เดือนแห่งความรัก ซึ่งคนคิดก็ขมวดคิ้ว ก็คือคุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ เป๋า ไอลอว์ คิดแล้วก้ไปคุยกับ ไผ่ ทะลุฟ้า เลยเกิดรถสีฟ้าชื่อ รถเลอทรัก (รักเธอ) เพื่อเดินทางไปหาประชาชน มันทำหน้าที่ในการฝากความรัก ความหวังถึงผู้ต้องหาทางการเมืองทั้งหมดทุกคน และชวนทุกคนมาเขียนข้อความ ผูกโบว์ขาวที่รถ และถ่ายภาพท้องฟ้าที่สื่อถึงเสรีภาพ” ฝนเผย
ขณะที่ น.ส.ธนพร วิจันทร์ หรือ ไหม เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน กล่าวว่า ตั้งแต่ก่อนที่จะร่วมรณรงค์ลงชื่อร่างนิรโทษกรรมประชาชน วันที่ 29 มกราคม ที่ผ่านมา ตนไปเปิดประชาสัมพันธ์ที่ราชประสงค์ เราก็ไปเดินมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีตำรวจต้อนรับเราเป็นกองร้อย แต่เราไปกันกันแค่ 10 กว่าคน และที่สำคัญเดินผ่านโรงพยาบาลตำรวจด้วย
“วันนั้นเราก็ไปติดหัวใจให้ตำรวจทุกคนที่อยู่ตรงนั้นว่า เรามารณรงค์นิรโทษกรรม ตำรวจน่ารักมาก เขาก็ให้เราติดหัวใจ หลังจากนั้นเรามาต่อที่ BTS หมอชิต วันนั้นประชาชนที่ผ่านมาเขาสแกนคิวอาร์โค้ด แต่เรายังไม่ได้เปิดการลงชื่อ เพราะยังไม่ถึงวันเริ่มแคมเปญ ทุกคนก็กระตือรือร้นกันมาก
เราต้องการสื่อสารว่าพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของประชาชน เรารวม ม.112 ด้วย แต่ประชาชนก็สนับสนุนพวกเรา แสดงว่าประชาชนจำนวนมากยังสนับสนุนพวกเรา และอยากให้รวมมาตรานี้อยู่ในร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพวกเราด้วย” น.ส.ธนพร กล่าว
น.ส.ธนพร กล่าวต่อไปว่า ตนยังมีความประทับใจอีกหลายสถานที่ มีหลายคนเดินเข้ามาหาเรา แม้จะมีบางคนที่เห็นต่างจากเรา แต่ไม่เกิดความรุนแรง เราก็เชิญชวนเขาและเขาก็เห็นด้วย ซึ่งพี่น้องประชาชนก็ได้ให้ความสำคัญกับเราพอสมควร
ด้าน ‘แชมป์’ อาสาสมัครแคมปเปญ กล่าวว่า ตนกำลังแจกใบปลิวอยู่และพูดถึงการต่อสู้ช่วงปี 2563 มีชื่อที่ทุกคนคงรู้จัก คือ นายอานนท์ นำภา ก็มีคนมารับใบลงชื่ออยู่ต่อเนื่อง ก็เป็นความประทับใจที่ว่า ประชาชนยังจำเขาได้ ยังจำเขายังจำเพื่อนเราได้
“อยากจะขอเสียงตบมือให้กับทุกคนที่ช่วยกันล่ารายชื่อ เครือข่ายปรชาธิปไตยที่ได้มา 3 หมื่นกว่ารายชื่อ สุดท้ายนี้ก็อยากให้ทุคนตบมือดังๆ ให้กับคน 3 หมื่นกว่ารายชื่อนี้ เป็นสามหมื่นคน ที่จำเพื่อนของเราได้ ” นายแชมป์เผย
จากนั้น ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เครือข่ายนิรโทษกรรมประชาชน ได้นับคะแนนจากครือข่ายต่างๆ ที่ร่วมล่ารายชื่อเข้ามาเสริม โดยมีการนับแบบเรียลไทม์ อาทิ พีมูฟ 69 รายชื่อ, ธรรมศาสตตร์ รังสิต 224 ชื่อ , ศิลปากร 100 รายชื่อ, อักษรศาสตร์ จุฬาฯ 328 รายชื่อ และ ม.ขอนแก่น 45 รายชื่อ เป็นต้น รวมยอดหลังนับรวม 35,905 รายชื่อ

