จาตุรนต์ชี้ ระบบต้านคอร์รัปชั่นไร้หลัก คสช.อำนาจเหนือทุกองค์กร หลังน้ำลดตอจะผุด

วันนี้ (27 มกราคม) นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก หัวข้อ “ระบบในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ไร้หลักเกณฑ์” ระบุว่า

จากการที่ประเทศไทยถูกลดอันดับในการต่อต้านคอร์รัปชั่นนั้น ถ้าศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นกับระบบต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นใน 2-3 ปีมานี้ จะเข้าใจสาเหตุและปัญหาได้ไม่ยาก

ผมจะขอพูดถึงปัญหาในส่วนที่เชื่อมโยงกับประเด็นที่มีการกล่าวถึงในการจัดอันดับดังนี้

1. ระบบองค์กรที่ใช้ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540 ได้ถูกกระทบอย่างรุนแรงจากการกำหนดให้ คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จครอบจักรวาลตามมาตรา 44 จนสามารถพูดได้ว่า องค์กรอิสระนั้น “มีก็เหมือนไม่มี” เพราะ คสช.อาจสั่งการองค์กรอิสระอย่างไรก็ได้ หรือจะหักล้างการวินิจฉัยขององค์กรอิสระเมื่อใดก็ได้

ระบบใหม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยการตั้ง คกก.ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตภาครัฐ จัดตั้งศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติขึ้นภายในสำนักงาน คกก. ปปท. เรียกโดยย่อว่า ศอตช. มี รมว.ยุติธรรมเป็นประธาน เลขาธิการป.ป.ช.เป็นกรรมการ เลขาธิการสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นกรรมการ รวมองค์กรภาคเอกชนอีก 2 องค์กรเป็นกรรมการ เท่ากับเอากลไกขององค์กรอิสระและเอกชนไปอยู่ใต้การนำของฝ่ายบริหาร

ต่อมามีการแต่งตั้งคณะกรรมการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ มีหัวหน้า คสช.เป็นประธาน มีอำนาจหน้าที่กว้างขวางมาก และหลังจากนั้นจะเห็นภาพการเรียก ป.ป.ช., สตง.มาสั่งการ ร่วมประชุมเป็นว่าเล่น สภาพเหล่านี้ทำให้สามารถสรุปได้ว่า คสช.ได้เปลี่ยนระบบและองค์กรในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นไปเป็นระบบอื่น ที่ไม่ใช่ระบบที่อาศัยองค์กรอิสระ หรือเรียกได้ว่าไม่มีองค์กรอิสระ อำนาจที่แท้จริงอยู่ที่ คสช.และรัฐบาลไปแล้ว

2. ไม่มีระบบถ่วงดุลและตรวจสอบระหว่างอำนาจอธิปไตยตามระบอบประชาธิปไตย คสช.มีอำนาจเหนือองค์กรอื่นทั้งปวง องค์กรอย่างสภานิติบัญญัติแห่งชาติเป็นองค์กรที่ตั้งโดย คสช. และไม่เคยทำหน้าที่ในการตรวจสอบ คสช.หรือรัฐบาล การใช้คำสั่งของ คสช.ตัดสินกรณีต่างๆ เป็นข้อยุติ โดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งศาล

3. ประชาชนและสื่อมวลชนไม่มีเสรีภาพในการหาข้อมูลและแสดงความคิดเห็น การหาข้อมูลถูกขัดขวางและการแสดงความคิดเห็นต่อกรณีการทุจริตของรัฐไม่สามารถทำได้ เนื่องจากมักถูกคุกคามหรือถูกจัดการด้วยกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม เช่น คำสั่งของ คสช.เอง

สภาพดังกล่าวเป็นไปตามคำกล่าวที่ว่า “การมีอำนาจมากๆ มักมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การทุจริต และการมีอำนาจเบ็ดเสร็จมักทำให้เกิดการทุจริตอย่างสมบูรณ์”

การจัดอันดับครั้งนี้ได้พูดถึงปัญหาเชิงระบบในการต่อต้านคอร์รัปชั่นของไทย แต่ไม่ได้บอกว่ามีคอร์รัปชั่นมากเพียงใด ซึ่งก็เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะภายใต้ระบบอย่างปัจจุบัน เราจะยังไม่ทราบได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นมากเพียงใดแน่ เนื่องจากยังไม่มีช่องทางที่สังคมจะสามารถตรวจสอบการทำงานของภาครัฐได้

คงต้องรอให้ถึงเวลาที่น้ำลดเสียก่อน ตอถึงจะผุดให้เห็นครับ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่เผย ตรุษจีนถึงงานไม้ดอกไม้ประดับ คาด นทท.กว่าแสน เงินสะพัดทะลุพันล้าน
บทความถัดไปยึดรีสอร์ต บุกรุกอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า