‘สังศิต’ แนะนายกฯรีบแก้ปัญหาสินบนอื้อฉาว เตือนระวังถูกแซงก์ชั่นธุรกรรมการเงิน

“สังศิต” แนะยกสัญญาระหว่างประเทศแก้ปัญหาสินบนโรลส์-รอยซ์หมดอายุความบางส่วน ชี้หากนายกฯ ไม่เร่งแก้ปัญหาก่อนเส้นตายต้นพฤษภาคม 2560 อาจทำให้ไทยถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือทางธุรกรรมการเงิน หวั่นธนาคารชาติถูกแซงก์ชั่นการทำธุรกรรมการเงินระหว่างประเทศ สร้างความเสียหายต่อประเทศชาติมหาศาล ด้าน “สุรศักดิ์” กรรมการ ป.ป.ช.หวั่น เอาข้อมูลมาเปิดเผยส่งผลต่อรูปคดี ทำให้ยากในการประสานข้อมูลต่างประเทศและความไว้วางใจ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 มกราคม 2560 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สถาบันพัฒนาการเมืองและการเลือกตั้งระดับสูง (พตส.) จัดอบรมนักศึกษาหลักสูตร พตส. รุ่น 8 เรื่อง “คอร์รัปชั่นกับปัญหาในการพัฒนาประเทศ” โดยนายสังศิต พิริยะรังสรรค์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) และคณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า สถานการณ์โลกไปไกลกว่าหัวข้อคอร์รัปชั่นมีผลต่อการพัฒนาประเทศอย่างไร เนื่องจากคอร์รัปชั่นเปลี่ยนแปลงความหมายในตัวเองไปตลอดเวลา เพราะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐมีการเปลี่ยนรูปแบบตลอด จนนิยามการคอร์รัปชั่นของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ก็ยังต้องเปลี่ยน ของไทยก็พยายามเปลี่ยนมาตรการรับมือแต่ไม่ทัน เพราะยังมีคนค้าน พ.ร.บ.ผลประโยชน์ทับซ้อนอยู่ ขณะที่โลกก้าวไปอีกก้าวไปถึงเรื่องการฟอกเงิน เขามองว่าเงินสกปรกที่ได้มา หากเข้ามาหมุนในระบบเศรษฐกิจจะถือเป็นการฟอกเงิน หากทุจริตมาแล้วเก็บยังไม่ถือเป็นการฟอกเงิน

“เรื่องสินบนโรลส์-รอยซ์กำลังทำให้เกิดความสะเทือนอย่างหนัก ขอทำนายว่า หาก 2-3 เดือนข้างหน้าแก้ปัญหาไม่ตกจะเกิดปัญหามโหฬาร คนไทยจะตกอยู่ในภาวะลำบาก เพราะมีข่าวว่าการทุจริตฉุดความเชื่อมั่น ในขณะที่ยูเอ็นจับมือกันสู้ ไม่ใช่แค่คอร์รัปชั่น แต่เขาจะจับเรื่องการฟอกเงิน ประเทศมหาอำนาจจะเริ่มควบคุมการให้สินบนประเทศต่างๆ โดยจะถือเป็นการฟอกเงิน” นายสังศิตกล่าว

นายสังศิตกล่าวว่า ที่เราเผชิญหน้าเรื่องโรลส์-รอยซ์ ซึ่งต้นเรื่องเกิดขึ้นจากบริษัทแม่ที่อังกฤษกับบริษัทลูกด้านพลังงานที่รัฐโอไฮโอสหรัฐอเมริกา อย่างที่ทราบข่าวว่าโรลส์-รอยซ์ขอยอมเสียค่าปรับ 170 ล้านดอลลาร์ให้สหรัฐ และ 605 ล้านดอลลาร์ให้อังกฤษ และให้บราซิลอีก 25 ล้านดอลลาร์ รวมกว่า 800 ล้านดอลลาร์ ทั้งสองประเทศให้จับมือกันโดยมีเอกสารมัดราว 30 ล้านแผ่น จนโรลส์-รอยซ์ไม่สู้ แต่ประเทศไทยยังไม่ดำเนินการทำอะไรเลยทั้งที่มีเอกสาร 52 แผ่นที่เกี่ยวข้องกับ ปตท. และ ปตท.สผ. กับ 40 แผ่นที่เกี่ยวข้องกับการบินไทย เอกสารที่เกี่ยวข้องสรุปว่ามีการจ่ายเงินติดสินบนในสองหน่วยงาน

Advertisement

“ถามว่าทำไมในต่างประเทศเขาจับได้ แต่ในประเทศไทยจับไม่ได้ ต้องไปขอข้อมูลขอความร่วมมือ เพราะสหรัฐมีสองหน่วยงานตรวจสอบ คือ กลต. เป็นหน่วยงานตรวจสอบบัญชี และกระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานยึดทรัพย์แยกจากกันเพื่อถ่วงดุล แต่ของไทยพิลึก คือสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ทำทั้งตรวจสอบและอายัดทรัพย์ ทั้งที่การตรวจสอบการฟอกเงินต้องคำนึงถึงระบบการถ่วงดุล อย่าให้องค์กรใดมีอำนาจเบ็ดเสร็จองค์กรเดียว”

นายสังศิตกล่าวต่อว่า กรณีของไทยมีส่วนเกี่ยวข้องกับสินบน 11 ล้านดอลลาร์ จากสัญญาจ้าง 7 โครงการ ถือเป็นหน่วยงานรัฐบาลและถูกตีความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ปัญหาของเราคือ เราเพิ่งแก้กฎหมาย ป.ป.ช. ในยุครัฐบาลนี้ให้รวมเอกชนที่ให้สินบนมีความผิดทุจริตด้วย จากเดิมเพียงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้น ตรงนี้ยังมีความผิดปกติในกฎหมาย ปปง. คือปี 2550 คณะทำงานเฉพาะกิจเพื่อดำเนินมาตรการทางการเงินเกี่ยวกับการฟอกเงิน (FATF) ตรวจสอบ ปปง. พบว่าทำไมมีเพียงองค์กรเดียวที่ใช้อำนาจ และเสนอว่าควรให้ ป.ป.ช. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ปปท.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ร่วมบังคับใช้กฎหมายด้วย

“มีคำถามว่า บางคดีทั้งแพ่งและอาญาในกรณีของสินบนโรลส์-รอยซ์ที่หมดอายุความจะไปดำเนินการอย่างไร สำหรับประเทศไทยมีทางออกคือ การที่เราเป็นสมาชิกสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกำหนดมาตรฐานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีการระบุว่าการฟอกเงินไม่มีอายุความ ถ้าเราเอามาใช้ก็จะสามารถจัดการกับผู้ร่วมคอร์รัปชั่นในประเทศไทยได้ ทั้งนี้ มาตรการที่เราไปตกลงกับยูเอ็นในปี 2549 ระบุว่าการจัดซื้อของรัฐและการจัดการเงินของรัฐบาลหากกระทำผิดถือเป็นการฟอกเงิน ถามว่ากระบวนที่ ปตท. และการบินไทยสำเร็จตามที่ FATF กำหนดหรือไม่ พบว่าองค์ประกอบสำเร็จทั้งสามขั้นตอนตามกระบวนการฟอกเงิน คือนำเข้าสู่ระบบการเมือง มีการปิดบังอำพราง และมีการนำเงินนี้กลับสู่ระบบเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย ถือว่าครบตามกรอบของ FATF จึงเข้าข่ายกระบวนการฟอก”

นายสังศิตกล่าวอีกว่า ขอยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีสิทธิขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องตามพันธกรณีอนุสัญญา FATF โดยยังมีเงินอีกก้อนที่ส่งไปสิงคโปร์ที่เกี่ยวกับ ปตท. ปตท.สผ. และการบินไทย ซึ่งมี Asia Pacific Group (APG) ที่ก่อตั้งขึ้นที่มีพันธกรณีที่สิงคโปร์ต้องเอาข้อมูลให้รัฐบาลไทย ถ้าไม่ให้ทั้งสหรัฐและสิงคโปร์ก็มีความผิด และตามข้อเสนอแนะ 40 ประการของ FATF ระบุชัดว่าประเทศที่เป็นสมาชิกห้ามขัดขวางการขอข้อมูล ดังนั้น ถ้ารัฐบาลไทยขอต้องให้ และข้อมูลการเงินระหว่างประเทศและในประเทศต้องเก็บไปอย่างน้อย 5 ปี และประเทศไทยยังสามารถขอความช่วยเหลือทางกฎหมายอย่างสหรัฐ และหากไม่ขอจะถือว่ามีความผิดด้วย ฐานช่วยปกป้องคนทุจริต

นายสังศิตกล่าวอีกว่า เรื่องนี้จะมีการตรวจสอบอีกครั้งว่ามีการทำตามข้อตกลงเสร็จสิ้นหรือไม่ ตอนนี้ ปปง. มีเวลาเหลือแค่ 27 สัปดาห์ หาก ปปง.ไม่ยอมทำ ขอเรียนว่าเป็นเดิมพันของทั้งประเทศที่มีเจ้าหน้าที่ไทยรับผิดชอบอยู่คนเดียว และสัปดาห์แรกของพฤษภาคมปีนี้ หาก ปปง.ไม่แก้ไขตามข้อเสนอแนะอันเกี่ยวเนื่องกับพันธสัญญาระหว่างประเทศดังกล่าว สิ่งที่เกิดขึ้นคือจะมีการถูกลงโทษ เพราะถือว่าระบบธนาคารไทยไม่โปร่งใส กลายเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงจากการฟอกเงิน และจะถูกตัดออกจากประเทศร่วมค้าในระบบการเงิน แปลว่าธนาคารไทยจะทำธุรกรรมกับหลายประเทศไม่ได้ ทำให้สถาบันการเงินไทยและประเทศเกิดภาวะไม่มั่นคง นี่คือมรสุมใหญ่ที่สุดที่รัฐบาลนี้กำลังเผชิญในต้นพฤษภาคมนี้

“มีเจ้าหน้าที่เพียง 1 คนที่กำลังตัดสินใจที่เกี่ยวพันกับชะตากรรมของประเทศ จึงขอให้สัญญาณกับรัฐบาล ขอให้นายกรัฐมนตรีรีบดำเนินการ เพราะในปี 2559 ประเทศไทยถูกจัดลำดับความเสี่ยงที่ 156 อยู่ในความเสี่ยงอันดับ 4 ถือว่าอยู่ในช่วงอันตรายแล้ว อยากฝากถึงรัฐบาลขอให้รีบจัดการให้ประเทศไทยก้าวพ้นมรสุมจากภัยพิบัติทางการเงินและถูกแซงก์ชั่นต่างๆ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระหว่างฟังการอภิปราย นายสุรศักดิ์ คิรีวิเชียร กรรมการ ป.ป.ช. ผู้รับผิดชอบคดีโรลส์-รอยซ์ ในฐานะนักศึกษา พตส. 8 ได้ขอโอกาสในการชี้แจง กล่าวว่า องค์กรตรวจสอบปัจจุบันนี้มีภาระหน้าที่ตามกฎหมาย สิ่งที่เจ้าหน้าที่แถลงนั้นเพียงบางส่วนในสำนวนการสอบสวนเปรียบเทียบปรับเท่านั้น กฎหมายเขาให้เปรียบเทียบปรับได้ แต่ของไทยต้องไปขึ้นศาล เอกสารต่างๆ มีกระบวนการที่เปิดเผยไม่ได้ เอกสารที่เอามาอ่านยังไม่รู้ว่าเป็นเอกสารทางการหรือไม่ บางทีก็เข้าสำนวนสอบสวนไม่ได้ ไม่ใช่ว่าสำนวนเหล่านี้ศาลไทยจะรับฟัง ตนไม่สามารถนำข้อมูลมาเปิดเผยเพราะมีกฎหมายบังคับไว้ ที่ว่าจะขอข้อมูลยังต้องไปดูกฎหมายว่าขาดกรณีคดีอาญาหรือแพ่ง มันยังมีรายละเอียดมากมายที่คนมีหน้าที่เขาต้องอ่าน

นายสุรศักดิ์ยังกล่าวด้วยว่า การเอาคดีเหล่านี้มาพูดหรือมาเปิดเผย มันจะทำให้อีกฝ่ายใช้โอกาสนี้เป็นช่องทางนำไปสู้คดีในชั้นศาล การเปิดเผยข้อมูลเขามีกฎหมายและมีหน่วยงานที่รับผิดชอบ เขายังไม่รู้เลยว่าในบ้านเรามีหน่วยงานไหนที่รับผิดชอบที่จะดำเนินการตรวจสอบ การที่จะขอเอกสารยังต้องให้กระทรวงการต่างประเทศรับรอง การที่เรารับข้อมูลต่างๆ แล้วมาวิพากษ์วิจารณ์ก่อนหน่วยงานที่รับผิดชอบอาจไม่ถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม นายสังศิตให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมภายหลังว่า รัฐบาลจะต้องเอาคนผิดมาลงโทษให้ได้ และจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน โดยต้องเอา ป.ป.ช. ปปท. และดีเอสไอ เข้ามามีส่วนร่วมตามข้อเสนอของ FATF ไม่ใช่เอา ปปท. ดีเอสไอ ออกไปจากการตรวจสอบเหมือนเป็นอยู่ในปัจจุบัน และต้องมีการเปลี่ยนอำนาจของ ปปง.ใหม่ โดยให้มีอำนาจเฉพาะยึดทรัพย์และอายัดเท่านั้น เพื่อให้มีการถ่วงดุลกันระหว่างองค์กร ดังนั้น รัฐบาลควรใช้มาตรา 44 ในการแก้ไขกฎหมายเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการฟอกเงินให้ทันสถานการณ์

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image