หน้าแรก การเมือง ปลัด มท.ปลุก ...

ปลัด มท.ปลุก 7.3 ล้านอาสารักษ์โลกรวมพลังสู้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ ยกระดับใช้กม.คุมเข้มแหล่งพีเอ็ม 2.5

18.02.24 | 06:10 น.

ปลัด มท.ปลุก 7.3 ล้านอาสารักษ์โลกรวมพลังสู้ไฟป่า-ฝุ่นพิษ ยกระดับใช้กม.คุมเข้มแหล่งพีเอ็ม 2.5

 

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาสถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM2.5 โดยเฉพาะพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงต้นปีและช่วงปลายปีของทุกๆ ปี มีแหล่งกำเนิดจากไฟป่า การเผาในพื้นที่เกษตร หมอกควันข้ามแดน การจราจรและขนส่ง โรงงานอุตสาหกรรม ประกอบกับสภาพอากาศในช่วงต้นปีที่ความกดอากาศสูงแผ่ลงมาปกคลุมประเทศไทย ทำให้อากาศปิด ลมสงบ ฝุ่นละอองไม่ฟุ้งกระจาย ทำให้มีปริมาณฝุ่นละอองในอากาศสะสมในพื้นที่เป็นจำนวนมากจนเกินมาตรฐาน

“เมื่อประเมินสถานการณ์ฝุ่นละอองในปี 2567 คาดการณ์ว่า สถานการณ์เอลนีโญจะมีกำลังแรงขึ้นในช่วงฤดูร้อน ปี 2567 อุณหภูมิเฉลี่ยมีแนวโน้มจะสูงกว่าค่าปกติ ทำให้อากาศร้อนและแล้งมากขึ้น ประกอบกับปริมาณฝนโดยรวมของประเทศไทยมีแนวโน้มจะต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 10 ส่งผลให้สถานการณ์ไฟป่าหมอกควัน และฝุ่นละออง ในปี 2567 จะมีความรุนแรงมากขึ้น เพื่อการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อประชาชน คำนึงถึงบริบทของพื้นที่ รวมถึงให้มีการยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้น เพื่อบูรณาการ ติดตาม เฝ้าระวัง และแจ้งเตือนสถานการณ์ และบริหารจัดการในพื้นที่ให้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.66” นายสุทธิพงษ์กล่าว

ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวต่อว่า ในช่วงนี้หลายพื้นที่มีค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เกินค่ามาตรฐาน โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือ กรุงเทพมหานคร และจังหวัดปริมณฑล ยังเกิดสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) มีข้อสั่งการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาในมิติเชิงพื้นที่ และเชื่อมโยงกับแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง จัดให้มีการเฝ้าระวังและติดตามข้อมูลสภาพอากาศ และจุดความร้อน (Hotspot) ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม อาทิ ภาพถ่ายดาวเทียม แอพพลิเคชั่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยการ รวมถึงสื่อสารข้อมูลแจ้งเตือนประชาชน พร้อมทั้งวางกลไกแก้ไขอย่างเป็นระบบ รวมถึงแบ่งพื้นที่และมอบหมายภารกิจให้หน่วยงาน ตั้งแต่ระดับอำเภอ ตำบล และหมู่บ้านอย่างชัดเจน อีกทั้งซักซ้อมแนวทางการปฏิบัติตามแผนเผชิญเหตุแบบบูรณาการอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันและลดการเกิดมลพิษที่ต้นทาง (แหล่งกำเนิด) บังคับใช้มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด โดยเฉพาะการคมนาคมขนส่ง การก่อสร้าง ภาคอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน รวมถึงรณรงค์งดการเผาในพื้นที่การเกษตร พร้อมสนับสนุนการเตรียมพื้นที่เพาะปลูกโดยใช้การไถกลบ การใช้จุลินทรีย์ย่อยสลาย หรือแปรรูปเศษวัสดุทางการเกษตร อาทิ การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตเชื้อเพลิงชีวมวล

Advertisement

“กรณีการเผาในพื้นที่การเกษตรทางอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ รวมถึงใช้กลไกอาสาสมัครท้องถิ่นรักษ์โลก (อถล.) ที่มีอยู่กว่า 7.3 ล้านคนทั่วประเทศ ร่วมรณรงค์ลดการเผาพื้นที่แปลงเกษตร ภายหลังทำการเกษตรโดยให้ใช้การไถกลบแทน” นายสุทธิพงษ์กล่าว

นายสุทธิพงษ์ยังกล่าวว่า ช่วงที่เกิดวิกฤตหมอกควัน ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้มีอาสาสมัคร และประชาชนจิตอาสาพร้อมอุปกรณ์และเครื่องจักรกลสาธารณภัยปฏิบัติการดับไฟป่า และเฝ้าระวังการลักลอบเผาป่า รวมถึงประสานดับไฟป่าด้วยอากาศยานในพื้นที่เข้าถึงยาก อีกทั้งยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) ให้หน่วยงานสาธารณสุขดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยง กลุ่มเปราะบางที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ พร้อมให้ข้อมูลการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี รวมถึงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดพื้นที่และระบบบริการประชาชนในพื้นที่ปลอดภัย (Safety Zone) หรือห้องปลอดฝุ่น นอกจากนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้บูรณาการแก้ไขปัญหาเชิงรุก ให้คณะทำงานติดตามตรวจสอบข้อมูลจุดความร้อน ข้อมูลคุณภาพอากาศ และประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง กรณีฝุ่นละอองกระทบต่อสุขภาพให้ประสานศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตและหน่วยงานฉีดพ่นน้ำเพิ่มความชื้นและลดปริมาณฝุ่นละออง กรณีเกิดไฟป่าเข้าถึงยาก ประสานสนับสนุนเฮลิคอปเตอร์บรรเทาสาธารณภัย KA-32 ปฏิบัติการทิ้งน้ำดับไฟ เพื่อควบคุมไฟป่าและคลี่คลายสถานการณ์ฝุ่นละออง