‘สนช.’ผ่านฉลุยงบกลาง 3 วาระรวด วงเงิน 1.9 แสนล้าน ‘คลัง’ ฟุ้ง ศก.ปรับดีขึ้น!

สนช.ผ่านฉลุยงบกลาง 3 วาระรวด วงเงิน 1.9 แสนล้าน รมว.คลัง ฟุ้งเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ชี้แนวโน้มมั่นคง โวรบ.ทุ่มงบลงกลุ่มจว.มาก ตั้งเป้าปชช.อยู่ดีกินดี

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 27 มกราคม ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุม ได้พิจารณาเรื่องด่วนร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณพ.ศ.2560 พ.ศ…ที่เสนอโดยคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวิสุทธ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายสุธี มากบุญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมชี้แจงต่อประชุมด้วย โดยนายอภิศักดิ์ ได้ชี้แจงหลักการและเหตุผล ว่า ร่างพ.ร.บ.งบประมาณนี้มีวงเงินจำนวนไม่เกิน 190,000 ล้านบาท โดยเป็นการมุ่งเน้นดำเนินนโยบายเร่งด่วน เพื่อเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศให้มีความเข้มแข็ง และยั่งยืน ซึ่งเงินได้สำหรับจ่ายตามงบประมาณนี้คือ รายได้จากรัฐบาลที่จะจัดเก็บได้ และเงินกู้ ทั้งนี้มีวัตถุประสงค์และโครงการที่สำคัญในการใช้งบประมาณ คือ 1.เป็นค่าใช้จ่ายตามแผนงานบูรณาการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ เป็นจำนวน 115,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการตามแผนพัฒนากลุ่มจังหวัด ซึ่งมีลักษณะบูรณาการเบ็ดเสร็จ โดยเน้นการทำงานตามแนวประชารัฐ ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความเข้มแข็ง และยั่งยืนในทุกภูมิภาคพร้อมๆกันไป

นายอภิศักดิ์ กล่าวต่อว่า 2.กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติเป็นจำนวนเงิน 15,000 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการเพิ่มศักยภาพของหมู่บ้านและชุมชน เพื่อความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากด้วย 3.กองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นจำนวน 10,000 ล้านบาท เพื่อเป็นเครื่องมือส่งเสริมการลงทุนให้มีความหลากหลายและมีประสิทธิภาพสามารถดึงดูดเงินลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงอาจจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 4.เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นเป็นจำนวน 22,921,300 บาท เพื่อสำรองไว้เป็นค่าใช้จ่ายในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ สำหรับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมาย และไม่สามารถปรับแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ และใช้จากแหล่งอื่นได้ 5.เป็นรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลังเป็นจำนวน 27,078,278,700 บาท

นายอภิศักดิ์ กล่าวอีกว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2560คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ3-4 ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปี 2559 โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากการขยายตัวของการลงทุนภาครัฐ ซึ่งมีแนวโน้มขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีต่อเนื่องตามความคืบหน้าของโครงการลงทุนภาครัฐ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งและการฟื้นตัวของภาคผลิต ภาคเกษตร ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญสนับสนุนการขยายตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือน แนวโน้มการฟื้นตัวของการส่งออกและราคาสินค้าส่งออก ซึ่งจะส่งผลให้การผลิตภาคอุตสาหกรรม และการลงทุนของเอกชนปรับตัวดีขึ้น และรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งมีแนวโน้มการขยายตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงจากความผันผวนของระบบเศรษฐกิจ และการเงินโลก สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศไทยยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดีและมั่นคง อัตราเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ระดับ1.5-2.5 เปอร์เซ็นต์ ตามแนวโน้มการฟื้นตัวของราคาน้ำมัน และการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ ในขณะที่การจ้างงานก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวของภาคผลิต ภาคเกษตร และดุลบัญชีเงินเดินสะพัดมีแนวโน้มเกินดุลงบประมาณอยู่ร้อยละ 10.2 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ

Advertisement

“รัฐบาลได้กำหนดยุทธศาสตร์ นโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนเฉพาะหน้า และวางรากฐานสำหรับการพัฒนาในระยะยาว ภายใต้บริบทเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจประเทศไทยจำเป็นต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศส่วนใหญ่มาจากเศรษฐกิจในภูมิภาค ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาลที่มีเป้าหมายในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเร่งด่วน ซึ่งร่างพ.ร.บ.งบเพิ่มเติมนี้ถือเป็นกลไกหนึ่งที่จะช่วยให้การดำเนินงานของรัฐบาลบรรลุผลตามเจตนารมณ์ได้ จึงหวังว่าสนช.จะรับหลักการและสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวเพื่อที่รัฐบาลจะได้นำงบประมาณไปดำเนินงานเรื่องสำคัญเร่งด่วนของรัฐบาลอย่างคุ้มค่าโปร่งใส เพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติ และประชาชนต่อไป” นายอภิศักดิ์ กล่าว

จากนั้น ที่ประชุมได้เปิดให้อภิปรายโดยสมาชิกต่างอภิปรายเห็นด้วยและสนับสนุนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าว เพื่อนำไปใช้จ่ายเพื่อแก้ปัญหาให้เศรษฐกิจเดินหน้าไปได้ แต่ได้แสดงความกังวลถึงการใช้จ่ายบริหารงบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใสคุ้มค่า โดยงบประมาณต้องลงพื้นที่ถึงมือประชาชนจริงๆ อย่าเกิดความซ้ำซ้อน พร้อมเสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการที่มีประกอบด้วยทุกภาคส่วนเพื่อติดตามการใช้งบประมาณที่ลงไปตามกลุ่มจังหวัดเนื่องจากเป็นงบประมาณที่มีความสำคัญและเร่งด่วน ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลได้เร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณของส่วนราชการนอกจากนี้เสนอให้นำงบส่วนนี้ไปศึกษาเชิงลึกถึงต้นตอของภัยพิบัติน้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้เพื่อนำมาประกอบแผนป้องกันระยะยาว

ด้าน พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร สมาชิกสนช. กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับงบประมาณส่วนนี้ เพราะต้องนำไปใช้แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แต่การตั้งงบประมาณครั้งนี้เป็นการใช้งบขาดดุลอีกครั้ง ซึ่งทำให้ตัวเลขขาดดุลงบประมาณนั้นสูงขึ้น จึงสงสัยว่ารัฐบาลประมาณการณ์รายได้และการชดใช้เงินกู้อย่างไร อีกทั้งหนี้สาธารณะของประเทศเทศมีสัดส่วนเท่าไหร่ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และระดับหนี้สาธารณะของประเทศมีความน่าเป็นห่วงหรือไม่

ขณะที่ นายอภิศักดิ์ ชี้แจงว่า ขณะนี้เงินกู้ของภาครัฐต่อจีดีพีอยู่ประมาณ 42% ถ้าเรากู้เงิน 1.6 แสนล้านบาทจากงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมจำนวน 1.9 แสนล้านบาท จะทำให้สิ้นปีนี้มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพี 44% ซึ่งถือว่าต่ำกว่ามากจากขอบเขตที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี ดังนั้น ด้วยความเข้มแข็งของฐานะทางการเงินเช่นนี้ รัฐบาลจึงตัดสินใจว่าควรทำงบประมาณกลางปีและกู้เงินเพิ่ม 1.6 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตามงบประมาณที่เติมลงไป หากลงตรงๆคงทำให้จีดีพีเพิ่มขึ้น 0.4-0.5% ซึ่งไม่มาก แต่สิ่งที่เราหวังไม่ใช่แค่จีดีพีมากขึ้น แต่เราหวังว่าประเทศจะสามารถแข่งขันได้ ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ถ้าประเทศร่ำรวยแต่ประชาชนยังยากจน ก็คงไม่ใช่ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้งบประมาณครั้งนี้ลงไปในกลุ่มจังหวัดมากขึ้น

ต่อมา ที่ประชุมได้ลงลมติรับหลักการวาระหนึ่งด้วยคะแนน 182 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 และตั้งคณะกรรมาธิการเต็มสภาเพื่อพิจารณาในวาระที่สอง โดยสมาชิกส่วนใหญ่ได้ท้วงติงถึงการจัดสรรงบบางส่วนผิดประเภท มีความซ้ำซ้อนในหลายหน่วยงาน และไม่ได้มีความจำเป็นเร่งด่วน หลายส่วนสามารถนำไปใส่ในงบประมาณรายจ่ายปกติได้ หลังจากนั้นที่ประชุมได้พิจารณาเรียงตามมาตราทั้งหมด 10 มาตราแล้ว สมาชิกสนช.ได้ลงมติในวาระที่สามและ เห็นชอบให้ประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ด้วยคะแนน 163 ต่อ 0 งดออกเสียง 2 และได้ปิดการประชุมในเวลา 15.20 น. โดยที่ประชุมใช้เวลาในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวรวมทั้งสิ้นรวม 5 ชั่วโมง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image