ผศ.ดร.ปริญญา แคนดิเดตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 2567 ขึ้นเวทีดีเบตแสดงวิสัยทัศน์ ชูธรรมศาสตร์โมเดล ลดค่าครองชีพนักศึกษา และสร้างสวัสดิการแก่บุคลากร พร้อมช่วยเหลือคดีทางการเมืองนักศึกษา
เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สภานักศึกษามหาวทิยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเวทีดีเบต ‘เวทีสุดท้าย โค้งสุดท้าย ก่อนการเสนอชื่ออธิการบดี’ โดยมีการประชันวิสัยทัศน์ ระหว่าง ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล และ รศ.ดร.พิภพ อุดร ขณะที่ ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ แคนดิเดตอีกราย ติดภารกิจ

ในช่วงต้น ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า เสียดายที่วันนี้ขาดไปท่านหนี่ง (ศ.ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์) เอาเป็นว่าใครมาเวทีดีเบตวันนี้ ขอให้ได้เป็นอธิการบดี จากนั้นเปิดแผยว่า ตนกับอาจารย์พิภพใกล้ชิดกัน ตนเรียนรังสิตรุ่นแรก ส่วนอาจารย์พิภพท่าพระจันทร์รุ่นสุดท้าย เรียนต่อกันช่วงปี 2528-2529
“ตอนผมมาธรรมศาสตร์เป็นรังสิตรุ่นแรก มีโรงอาหารกลาง สวนญี่ปุ่น หอพักหญิง และหอชาย เป็นภาพของธรรมศาสตร์เมื่อกว่า 38 ปีที่แล้ว ซึ่งตอนนี้มีการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักศึกษาที่ดีขึ้น” ผศ.ดร.ปริญญาเผย
จากนั้น ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ที่ผ่านมาตนเปิดให้สแกนคิวอาร์โค้ดนำเสนอความคิดเห็นว่า ถ้าท่านเป็นอธิการบดีท่าจะทำอะไร เพราะมองว่าอธิการบดี คือ ผู้บริหารที่จะต้องรับฟังเสียงของประชาคม ซึ่งการรับฟังเสียงประชาคมได้ดีที่สุด คือการให้ท่านจิตนาการว่าถ้าท่านเป็นอธิการบดี ท่านจะทำอะไร
“ผมใช้คำถามนี้ถามประชาคมมากว่า 23 ครั้งแล้ว และคำตอบน่าสนใจมาก เช่น ขอเครื่องฟอกอากาศทุกห้องเรียน ทำให้ค่าอาหารลดลง ปัญหารถติด แก้ระเบียบการเงิน หรือขอให้อาจารย์พิภพเป็นนายกสภาฯ อันนี้ยิ่งกว่าเป็นอธิการบดี เดี๋ยวต้องไปคุยกับอาจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ อันนี้ผมไม่เกี่ยวนะครับ นอกจากนี้ยังมีเรื่อง Mental Welfare” ผศ.ดร.ปริญญาระบุ
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ถ้าถามว่านโยบายของตนคืออะไร มันก็คือนโยบายทั้งหมดที่เขียนมา อันคือหน้าที่ของอธิการบดีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มันต้องมาจากการรับฟังปัญหาของประชาคม เราต้องถือว่าความเดือดร้อนของนักศึกษาคือบุคลากร และความเดือดร้อนของมหาวิทยาลัย
“ถ้าเราใช้การทำงานแบบแนวราบ เราเป็นผู้นำจากแนวราบ เรารับฟังและมาช่วยกันแก้ปัญหา เราจะไม่ตอบว่าทำไม่ได้ ช่วยไม่ได้ ปัญหาข้อเดือดร้อนต้องแก้ให้ แต่จะแก้อย่างไรต้องไปดูว่าทางแก้ปัญหานั้น ซึ่งจากที่ถามมา เรามีข้อเดียวที่ไม่มั่นใจว่า จะทำให้ได้หรือเปล่า คือ ให้อาจารย์พิภพเป็นนายกสภาฯ นอกนั้นคิดว่าทำได้” ผศ.ดร.ปริญญาเผย
เมื่อถามว่าจะทำอย่างไรให้คุณภาพชีวิตของนักศึกษาธรรมศาสตร์ดีขึ้น?
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า คิดว่าอย่างที่หนึ่ง คือ ค่าครองชีพภายในมหาวิทยาลัยจะต้องถูกลง รวมถึงค่าเล่าเรียนด้วย เพราะยิ่งเก็บเท่าไหร่ ก็ยิ่งเดือดร้อนผู้ปกครองเท่านั้น มหาวิทยาลัยต้องหยุดล้วงเงินจากกระเป๋าตังค์นักศึกษาออกมา
“ผมเรียนที่ประเทศเยอรมัน 20 ปีที่แล้ว ผมเสียค่าหน่วยกิตละ 60 เยอรมันมาร์ค ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ 800 บาท ซึ่งเป็นการเรียน ป.โท กฎหมายมหาชน โดยเขามีหลักว่า ถ้ายิ่งเก็บเงินค่าหน่วยกิตมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีความเหลื่อมล้ำมาก ซึ่งผมคิดว่าเราไม่ควรเก็บให้แพง และต้องช่วยเรื่องทุนการศึกษา รวมถึงช่วยให้นักศึกษามีรายได้ด้วย” ผศ.ดร.ปริญญาระบุ

ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า คิดว่าเราควรมีสวัสดิการพื้นฐานให้นักศึกษามีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย เขาอุตส่าห์มาเรียนธรรมศาสตร์ และมาอยู่หอพักด้วย ซึ่งตนก็รู้สึกว่าหอพักก็ดีขึ้นเยอะกว่าตอนที่ตนเรียนอยู่ แต่ก่อนมีแต่ห้องพัดลม อยู่รวมกัน 4 คน อันนี้ก็ดีขึ้นเยอะ
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวต่อว่า อีกเรื่องคือ การรักษาพยาบาล เรามีโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่ควรจะดูแลบุคลากรนักศึกษาทุกคน เราต้องมาตั้งหลักกันใหม่ว่า โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ต้องเป็นโรงพยาบาลของบุคลากรและคนทั่วไปพร้อมกัน โดยไม่เพิ่มภาระให้กับบุคลากรของเราจนมากเกินไป ซึ่งเรามีทีมที่เชี่ยวชาญจากประชาคมแต่ละคณะยู่แล้ว
เมื่อถามถึงแนวทางของการส่งเสริมสวัสดิการ สำหรับบุคลากรมหาวิทยาลัย?
“ผมคิดว่ามาตรฐานคุณภาพชีวิต อันที่หนึ่ง คือ ต้องมีการคุ้มครองไม่ต่ำกว่ากฎหมายแรงงาน ธรรมศาสตร์ต้องดูแลคนของเราให้ดีกว่ากฎหมายแรงงาน ข้อที่สอง เงินเกษียณที่บอกว่าจะไม่ให้แล้ว แลกกับเงินเดือนที่เพิ่มมากขึ้น พูดแบบนี้มื่อ 9 ปีก่อนมันพูดได้ แต่ตอนนี้มีปัญหาต้องช่วยกันแก้
ผมคิดว่าตอนนี้ธรรมศาสตร์ออกจากระบบมา ก็ต้องมาช่วยกันหาเงินด้วยตนเอง โดยที่ไม่เป็นองค์กรธุรกิจแสวงกำไรจากนักศึกษา โดยที่ยังมีเงินเป็นของตัวเอง ผมขอเรียกว่า Thammasat Welfare” ผศ.ดร.ปริญญาเผย
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า ยกตัวอย่างหนึ่งประชาคม เราขอให้คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ช่วยศึกษาให้หน่อยว่า เรามีรายรับรายจ่ายเท่านี้ต่อปี ถ้าเรามาดีไซน์ว่าเรามีต้นทุนอะไร แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง
“ความจริงเรามีต้นทุนมา แต่เราไม่ค่อยได้ใช้ เช่น โรงพยาบาล แล้วอธิการบดีเป็นกรรมการบริหารโรงพยาบาล ประการที่สองมีสวัสดิการเยอะ เช่น เงินยืดหยุ่น 1 หมื่นบาท แต่เราเบิกได้ยากมาก ติดระเบียบนู่นระเบียบนี่ เราต้องไปปลดล็อกให้หมด และเรื่องที่สำคัญที่สุด คือ เราออกจากระบบราชการมา แต่ไม่ยอมออกจากราชการ อันนี้ต้องแก้ไข ถ้าธรรมศาสตร์แก้ได้ก็จะเป็นโมเดลให้มหา’ลัยอื่นในไทยได้” ผศ.ดร.ปริญญาเผย
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับในแบบที่ยังเป็นเลิศทางวิชาการ ยังเอาโจทย์ของประชาชนมาเป็นโจทย์ของมหาวิทยาลัย ยังเป็นมหาวิทยาลัยที่ทำเพื่อสังคม ไปพร้อมกับกับดูแลบุคลากรด้วย นี่คือ ธรรมศาสตร์โมเดล
“เรามีความรู้มากพอที่จะทำ สำคัญคือ ให้ผู้เชี่ยวชาญของเราซึ่งมีหลายคณะ เช่น สังคมสงเคราะห์ศาสตร์ หรือเรื่องรักษาพยาบาล มีหลายคณะฝ่ายวิทยาศาสตร์สุขภาพมาช่วยคิด แล้วก็ดีไซน์ออกมา ไม่ว่าจะเป็นแผนแบบ A B หรือ C แล้วก็ให้ประชาคมธรรมศาสตร์โหวตเลือกกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะไกลกว่าความเป็นจริง เราสามารถทำได้” ผศ.ดร.ปริญญาเผย
เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวภายในมหาวิทยาลัย ถูกคุกถามจากทางการเมืองมาโดยตลอด และยังถูกดำเนินคดีอยู่ อยากทราบว่าในฐานะจะได้รับตำแหน่ง จะดูแลสถานการณที่เกิดขึ้นอย่างไร?
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า สำหรับเรื่องการคุกคามการทำกิจกรรมเคลื่อนไหวทางการเมือง คิดว่าแยกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มนักศึกษา แล้วมีคดีอยู่ในชั้นศาลแล้ว ตนในฐานะอยู่ในศูนย์นิติศาสตร์ เคยแจ้งมหาวิทยาลัยว่า ยินดีที่จะช่วยเหลือด้านคดีของนักศึกษา
“ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมมันง่ายมาก ทุกครั้งที่มีการละเมิดกฎหมายอาญา ม.113 คือ ผู้ได้ล้มล้างรัฐธรรมนูญ ล้มล้างรัฐบาล ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ ผู้นั้นมีความผิดประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต แต่เรากลับไม่เคยมีการลงโทษผู้ที่รัฐประหารเลย เพราะทุกครั้งเขาจะนิรโทษกรรมตัวเอง อันนี้ก็เป็นข้อเปรียบเทียบกันว่า ตรงนี้มีความผิดรุนแรงแต่สามารถนิรโทษกรรมได้” ผศ.ดร.ปริญญาชี้
ผศ.ดร.ปริญญากล่าวว่า อีกเหตุการณ์บาดหมางกันมาก จนนักศึกษาต้องหนีไปเข้าป่ามาแล้ว เพราะเห็นเหตุการณ์ที่เพื่อนถูกฆ่าที่ธรรมศาสตร์ อยู่กรุงเทพฯไม่ได้ ต้องถูกปราบ จนหนีเข้าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
“ประเทศเราฆ่ากันอยู่เกือบ 4 ปี จนกระทั่งรัฐบาลตอนนั้นเห็นว่า จะต้องใช้การเมืองในการนำหน้า มีการประกาศนโยบายที่ 66/2523 ถ้าหากผู้เคยไปอยู่กับพรรคคอมมิวนิสต์ให้มามอบตัว มอบวุธ แล้วก็จะไม่ดำเนินคดีแล้วก็จบ นักศึกษาก็ออกจากป่าคืนสู่เมือง เรื่องแบบนี้เราเคยคลี่คลายมาแล้ว โดยใช้การเมืองนำหน้า ธรรมศาสตร์ก็ต้องเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยคิด ช่วยแก้ปัญหา ช่วยกันหาทางออก” ผศ.ดร.ปริญญากล่าวทิ้งท้าย

