ทุกวันนี้ เอาจริงก็ตั้งนานแล้ว การตลาดสูตรสำเร็จที่จับใจทุกคนนั้นเป็นไปไม่ได้ หรือเอาแค่ให้คนส่วนใหญ่พอใจไม่ติดลบงานเข้า หรือทัวร์ลงนั้นก็ยากแล้ว
บทเรียนจากการโปรโมตภาพยนตร์ไทยเรื่องหนึ่งที่จะเข้าฉายในเดือนเมษายนนี้ หน้าหนังเหมือนจะเล่าเรื่องราวของครอบครัวคนไทยที่เชื้อสายจีนคงบางเบาแล้ว โดยรุ่นหลานก็น่าจะราวรุ่นอัลฟา คะเนจากใบหน้าน่าจะเกิดหลังปี พ.ศ.2550
เดาว่าน่าจะเริ่มมีการโปรโมตมาจากทีมงานผ่านเพจเกี่ยวกับภาพยนตร์หลายเพจ โควตประโยค ว่า “สิ่งที่ผู้สูงอายุทุกคนต้องการ แต่ลูกหลานไม่มีใครให้ คือ ‘เวลา’…” ประกอบภาพของอาม่าทำหน้าเหงา พร้อมกันโดยมิได้นัดหมายราวกับเป็นการฉลองวันมาฆบูชากระนั้น
แต่ก็เป็นการเรียก สันติสหบาทากันไป ประมาณว่า ลูกหลานเองก็ต้องการเวลาของพวกเขาด้วยหรือเปล่า แล้วที่ผ่านมาอาม่าเลี้ยงลูกหลานมาแบบให้เวลาแค่ไหนล่ะ พอแก่แล้วจะมาเรียกร้อง เลี้ยงลูกหลานมาแบบไหนเขาก็ดูแลกลับไปแบบนั้น ฯลฯ จนกระทั่งหลังจากนั้น ต้องมีบางเพจออกมาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า ประโยคดังกล่าว ไม่ใช่อาม่าในภาพนั้นเป็นคนพูด อีกทั้งก็ไม่ใช่คำพูดที่มีนัยเป็นการตัดพ้อน้อยใจ หรือลำเลิกเอาแก่ลูกหลานใดๆ แต่กลับกันเป็นคำพูดเชิงจิกกัดเสียดสีในเชิงประชดประชันด้วยระแวงว่า ลูกหลานบางคนมาเอาใจด้วยหวังสมบัติคนแก่ ด้วยข้อมูลในเนื้อหาของหนังที่ยังไม่ได้ฉายนี้ ผู้ที่รู้ดีก็ต้องเป็นคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับภาพยนตร์นั่นเอง ซึ่งการที่ต้องยอมลงทุนออกมาเปิดเผยข้อมูลที่ถือว่าเป็นการ “สปอยล์” หรือเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของภาพยนตร์โดยไม่จำเป็นนี้ ก็เท่ากับเป็นการ “เสียรังวัด” แต่ก็ต้องยอมเพื่อลดความเสียหายของแผนประชาสัมพันธ์อันผิดพลาดอย่างน่าสงสารนี้
ที่ว่าน่าสงสาร ก็เพราะประเด็นนี้ปกติถือว่า “ควรจะ” ปลอดภัยไม่น่าจะเรียกทัวร์มาได้ คือ สักสิบหรือสักใกล้ๆ แค่ห้าปีก่อนยังเป็นสูตรสำเร็จที่โฆษณาบริษัทประกันชีวิตเอาไว้เรียกน้ำตาแห่งความซาบซึ้งของผู้ชมทางโทรทัศน์เสียด้วยซ้ำ ก็กลับคาดไม่ถึงว่า นอกจากจะทำให้คนซึ้งไม่ได้แล้ว ยังส่งผลในทางตรงกันข้ามอีกต่างหาก
สาเหตุที่ทำให้เรื่องที่ไม่ควรจะเป็นดราม่า หรือมีทัวร์ลงกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากความเปลี่ยนแปลงรุ่นของผู้คนที่รับสื่อ ที่เรียกว่า “คนรุ่นซี” หรือ Generation Z ผู้เริ่มเข้าสู่ตลาดงาน หรือบางส่วนเริ่มรับผิดชอบชีวิตมีครอบครัว บางคนมีลูกต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ รวมถึงอาจจะมี “อาม่า” หรือรุ่นยายย่าเป็นของตัวเอง รวมถึงอาจจะต้องถึงกลุ่มปลายรุ่นวาย (Generation Y) นั้น มีการให้คุณค่าทางสังคม จริยธรรม หรือคุณธรรมที่แตกต่างไปจากคนรุ่นก่อนหน้า คือ ให้คุณค่ากับเสรีภาพ (Liberty/Freedom) และความเป็นปัจเจก (Individualism) มากกว่าคุณค่า หรือคุณธรรมของการรวมหมู่เหล่าพวกพ้อง (Mutualism) หรือความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียว (Fraternity/Solidarity)
ซึ่งต้องขอย้ำตัวหนาขีดเส้นใต้ตรงนี้ว่าคุณค่า หรือคุณธรรมทั้งสองนี้ไม่มีคุณค่า หรือคุณธรรมใดที่ดีกว่า หรือเหนือกว่าอีกด้านหนึ่ง โดยคุณค่าหรือคุณธรรมทั้งสองนี้ต้องมีควบคู่กันไป หากคุณค่าทั้งสองด้านนี้หนักไปด้านใดด้านหนึ่ง ก็จะเป็นปัญหาไปคนละแบบทั้งสิ้น เพราะการมองหมู่เหล่าพวกพ้องอย่างเป็นองค์รวมที่มองว่าสังคมเป็นองคาพยพเดียวกันจนบุคคลแทบไม่เหลือความเป็นปัจเจก หรืออัตลักษณ์ และคนแต่ละคนก็จะเหมือนมดงานไร้หน้าใครตายไปสักคนก็จะมีคนมาแทนไม่ต่างกัน ในขณะที่ระบบที่มองแต่ละคนเป็นปัจเจกโดยละเลยสังคมก็เป็นสังคมต่างคนต่างอยู่อันเปราะบางที่ถ้าไม่กลายเป็นอนาธิปไตยแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา หรือกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไป ก็จะกลายเป็นโลกที่ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมาย แต่เป็นเครื่องจักร AI ไร้น้ำใจที่มุ่งแต่ประโยชน์เฉพาะตน ในที่สุดทั้งสองทางก็เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กันทั้งคู่
ข้อโต้คืนหนึ่งที่ออกจะฟังขึ้นของฝ่ายคณะทัวร์คือที่ว่า “แล้วก่อนหน้านี้ อาม่ามีเวลาให้ลูกหลานแค่ไหนล่ะ จะได้มาเรียกร้องเวลาเอากับลูกหลานในตอนแก่”
เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าคนไทยเชื้อสายจีนในรุ่นของ “อาม่า” คือคนรุ่นที่เกิดในช่วงปี 2490 ถึง 2510 เป็นรุ่นสร้างเนื้อสร้างตัว แม้จะไม่ใช่ยุคเสื่อผืนหมอนใบ แต่ก็เป็นรุ่นรับสืบทอดกิจการที่เป็นจุดเริ่มต้นความมั่งคั่งมาจากรุ่นพ่อรุ่นแม่ ในยุคสมัยที่ “อาม่า” (และอากง) ยังสาวหนุ่มนั้น เพียงแค่ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารเฉยๆ อัตราสูงสุดที่เป็นไปได้ในกรณีของการฝากประจำระยะยาวที่สุดอาจจะเป็นไปได้ถึง 20% ต่อปีแบบทบต้น ทำให้ผู้คนสามารถร่ำรวยจากความเพียรในการทำงานเพื่อเก็บเงินฝากธนาคารให้เงินงอกเงยได้ ส่วน “เวลา” นั้นถึงจะเป็นของที่มีค่าก็จริง แต่ก็เหลือเฟือโดยที่ไม่มีใครมองว่า “เวลา” จะมีมูลค่า
ดังนั้น “เวลา” จึงเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่มีไว้เพื่อมาแลกเป็น “เงิน” เพื่อสร้างสมความมั่งคั่ง
ดังนั้น “ป๊า–ม้า” ของหลานๆ ก็จะถูกเลี้ยงมาโดยพี่เลี้ยงชาวเหนือหรืออีสาน (และหลานๆ ก็ถูกเลี้ยงมาโดยพี่เลี้ยงชาวพม่า หรือกัมพูชาตามลำดับ) เพื่อให้อากงอาม่าได้มีเวลาทำงาน ถ้าจะมีวันหยุดได้กินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตา หรือได้เที่ยวเล่นกันบ้าง ก็อาจจะเป็นตรุษจีน หรือเช็งเม้ง … ซึ่งก็เป็นการเที่ยวเล่นเชิงพิธีกรรม ไม่ใช่การเที่ยวเล่นเพื่อพักผ่อน หรือถ้าภาษาแบบปัจจุบัน คือ “เที่ยวเล่นเพื่อเที่ยวเล่น” อีกนั่นแหละ
ในขณะที่ปัจจุบันนี้ ยุคที่คนรุ่นวายและรุ่นซีทำงานนั้น เงินฝากธนาคารได้ดอกเบี้ยไม่ถึง 0.1% และการลงทุนที่จะชนะเงินเฟ้อนั้นต้องอาศัยความสามารถและประสบการณ์ในการลงทุนที่ถ้าไม่รู้จริงก็เป็นแมงเม่า หรือติดดอย คนทั่วไปปลงแล้วว่านอกจากรายได้ประจำและไม่ประจำสองสามทางแล้ว ก็ทำได้เพียงสะสมรายได้นั้นไว้เลี้ยงตัวตามแผนการออม แล้วใช้จ่ายเงินนั้นไปเพื่อซื้อหาความสุขเพื่อให้มีแรงทำงานหาเงินเก็บเงินวนไป จนเกิดเป็นแนวคิด “ใช้เงินซื้อเวลา” คืองานใดก็ตามที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรืองานใดที่สามารถ ใช้วิธีการจ่ายเงินจ่ายเพื่อซื้อเวลาที่จะต้องทำได้ ก็ควรจะใช้เงินจ่ายไป ส่วน “เวลา” ของเรานั้น ควรเอาไว้ใช้กับเรื่องที่เราเท่านั้นที่จะทำได้ดีกว่า หรือไม่ก็หาความสุขใส่ชีวิต ซึ่งวิธีคิดนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเป็นอันขาดกับคนรุ่นอาม่าอากง หรือแม้แต่รุ่นป๊าม้า
ซึ่งเรื่อง “การเอาเงินซื้อเวลา” นี้ ในที่สุดก็อาจจะนำไปสู่เรื่องที่ทำให้คนรุ่น “อาม่า” หรือ “ป๊าม้า” สะเทือนใจ ก็คือคนรุ่นวาย หรือซีที่พอจะมีเงิน ก็เลือกใช้วิธีการจ้างคนมาดูแลผู้เฒ่าแทนการต้องดูแลเอง หรือจัดหาให้อยู่ในสถานพักคนชราที่ดีสมฐานะ เพราะมองว่า การให้อยู่กับผู้ดูแลมืออาชีพนั้นเป็น “เรื่องที่คนอื่นทำได้ดีเท่า หรือดีกว่าตัวเอง” และควรจะ “จ่ายเงิน” ให้เขาทำไป ในขณะที่ตัวเองนั้นเอา “เวลา” ที่จะต้องเสียไปในการดูแลพ่อแม่ย่ายายนั้นไปในการทำงาน หรือแม้แต่เลี้ยงดูลูกที่ยังเล็ก
ซึ่งกรณีหลังนี้ก็น่าสนใจว่า คนรุ่นใหม่อาจจะยอมจ่ายเงินจ้างคนดูแลพ่อแม่ แต่มักจะเลี้ยงลูกด้วยตัวเอง เพราะในระยะหลังมีแนวคิดที่ว่า งานเลี้ยงดูลูกนั้นเป็นงานของพ่อแม่ที่ใครก็ทำแทนไม่ได้ ดังนั้นเวลาที่พ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกนี้ จึงถือเป็น “เวลาอันมีค่า” ที่ไม่อาจเอา “เงิน” ไปแลกได้ ซึ่งแนวคิดนี้เพิ่งจะมีขึ้นในช่วงน่าจะราวๆ 20 ปีนี้เอง เพราะอย่างน้อยคนที่โตมาในรุ่นที่ตอนนี้อายุราวๆ 40-50 ปี คงจำได้ว่าเราโตมากับพี่เลี้ยงหรือไม่ก็พี่จริงๆ มากกว่าพ่อแม่ เพราะในตอนนั้นมองว่า การเลี้ยงเด็กไม่มีอะไรมากกว่าป้อนนม ป้อนข้าว แล้วพาส่งเข้าโรงเรียนตามขวบปี
ในทางกลับกัน คนรุ่นก่อนหน้ามองว่าความกตัญญูต่อพ่อแม่ต่างหากเป็นหน้าที่ของผู้เป็นลูกหลานที่ไม่อาจให้ใครทำแทนได้เป็นอันขาด ผู้ใดบังอาจส่งพ่อแม่ย่ายายไปสถานพักฟื้นคนชรา หรือแม้แต่จ้างคนมาดูแล แต่ไม่กลับมาเหลียวแลโดยที่ตัวเองยังมีกำลังแรงกำลังทรัพย์นั้น ถือเป็นอนันตริยกรรมระดับสังคมที่ถ้าใครรู้เข้าอาจจะไม่มีที่ยืนในสังคมเครือญาติ
ทั้งหมดที่กล่าวมา คือ ความเปลี่ยนแปลงทางความคิดในสังคมที่เริ่มต้นมาช้าๆ กว่าเราจะรู้ตัวก็เห็นว่ามันเปลี่ยนไปแบบกลับทางเสียแล้ว ทั้งยังอาจกล่าวได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่มีผิดมีถูกโดยแท้ เพราะถ้าจะชี้ว่าความคิดส่วนใดในชุดความคิดนั้นที่ผิด ก็ต้องบอกว่าความคิดอีกส่วนในชุดความคิดตรงข้ามนั้นถูกอย่างไรด้วย ถ้าจะถามหรือเถียงว่า มีคนที่ทั้งเลี้ยงลูกไปพร้อมกับดูแลพ่อแม่ที่แก่เฒ่าไปด้วยตัวเองหรือไม่ ก็มีเช่นกัน แต่เขาหรือเธอผู้นั้นก็จะกลายเป็นคนรุ่นแซนวิช (Sandwich Generation) ของครอบครัวที่ต้องดูแลห่วงใยเรื่องสุขภาพจิตกันไป
มีผู้กล่าวไว้ว่า ถ้าเราพูดคำว่า “ไม่มีเวลา” ให้กับเรื่องใด แปลว่า เรากำลังบอกว่าเรื่องนั้นไม่มีความสำคัญ เพราะถ้าเรื่องนั้นเราเห็นว่าสำคัญจริงๆ เราคงหาเวลามาให้แน่ๆ เช่นเดียวกับที่เราไม่เคยไม่มีเวลาไปทำงานประจำ หรือไม่เคยไม่มีเวลาไปเติมน้ำมัน หรือชาร์จแบตเตอรี่รถยนต์ที่กำลังจะหมดพลังงาน แต่ถ้าจะกล่าวให้เบา หรือเป็นกลางกว่านั้น คือ เราจะจัดสรรเวลาให้กับสิ่งที่เราเห็นว่ามีความสำคัญต่อเรา หรืออาจจะเป็นภัยคุกคามอย่างร้ายแรงต่อเราก่อนเสมอ หากก็ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่เราไม่ได้ให้เวลาไปในขณะนั้นจะไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด
การที่ลูกหลานซึ่งเรารู้อยู่แล้วว่า เขาน่าจะรักเราจำเป็นต้องไปงานวันเกิดของลูกค้า หรือเจ้านายใจร้ายสักคน แทนที่จะมาเยี่ยมเราที่นอนป่วยออดแอดอยู่ที่โรงพยาบาล ก็คงไม่ได้แปลว่า ลูกค้าหรือเจ้านายคนนั้นสำคัญกว่าเรา แต่เป็นเพราะถ้าไม่ไปงานวันเกิดนั้น เขาอาจจะเสีย หรือพลาดงานชิ้นใหญ่ ซึ่งส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าในการงานของเขาในระยะยาว และอาจจะทำให้ในที่สุดเขาไม่มีเงินมาจ่ายค่าประกันสุขภาพในอัตราที่ให้เราได้มานอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลดีๆ แบบนี้อีกก็ได้
ถ้าเรายอมรับได้ว่า “เงิน” “เวลา” และ “ความสำคัญ” เป็นสิ่งที่แทนค่าย้ายข้างกันไปมาได้สมการ “การได้เงิน” หรือผลประโยชน์อันอาจคำนวณเป็นเงินได้ คือ “การได้รับความสำคัญ” ไม่ต่างจากการได้รับ “เวลา” แล้ว คิดแบบนี้ก็อาจจะเป็นสุขก็ได้
กล้า สมุทวณิช

