หน้าแรก การเมือง ชัยธวัช ชี้หั...

ชัยธวัช ชี้หัวใจหลัก ‘เชียงใหม่โมเดล’ กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น แก้ PM2.5 แบบรัฐรวมศูนย์ไม่ได้

1.03.24 | 20:11 น.

ชัยธวัช จับเข่าคุยชาวเชียงใหม่ หาแนวทางแก้ไฟป่า PM2.5 ชี้หัวใจสำคัญ ‘เชียงใหม่โมเดล’ ต้องเร่งกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 1 มีนาคม ที่โรงแรมดวงตะวัน จ.เชียงใหม่ นายชัยธวัช ตุลาธน ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน หัวข้อ “การรับฟังความเดือดร้อนของประชาชนอันเนื่องมาจากฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศ” โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และผู้แทนพรรคการเมือง ร่วมอภิปรายในเวทีเสวนา “แนวทางและเครื่องมือสำหรับการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และมลพิษทางอากาศ”

นายปริเยศ อังกูรกิตติ ผู้อำนวยการฝ่ายการสื่อสารองค์กรและประชาสัมพันธ์ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ทุกคนรู้ดีว่าปัญหารุนแรงมากน้อยแค่ไหน ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นมีต้นตอนอกจากภาคเกษตร และยังเกิดจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย แต่นายกรัฐมนตรียังไม่เข้าใจปัญหานี้อย่างถ่องแท้ การลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ถึง 3 ครั้งและครั้งล่าสุดก็พูดว่าเชียงใหม่แก้ PM2.5 สำเร็จ และยกเชียงใหม่ให้เป็นโมเดลในการแก้ปัญหา

นายปริเยศกล่าวว่า มองว่านายกฯยังไม่เข้าใจคำว่า “เชียงใหม่โมเดล” อย่างแท้จริง จุดความร้อน หรือ Hotspot ที่ลดลงในเดือนมกราคมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นช่วงเร่งจัดการและเคลียร์พื้นที่เกษตร ทำให้สัดส่วนการเผาจุดนี้น้อยลง แต่จุด Hotspot กลับไปโผล่ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ และอีก 2 เดือนนับจากนี้เป็นช่วงที่ชาวบ้านจะเข้าไปหาของในป่า ถ้าจุด Hotspot ในพื้นที่เกษตรลด แสดงว่าตอนนี้ชาวบ้านกำลังหันไปทำอย่างอื่นแทนหรือไม่ เช่น การเข้าไปหาของป่า ซึ่งต้องจุดไฟเผา เพื่อให้ไข่มดแดง ผักหวาน เห็ดถอบออก

ด้าน นายกัณวีร์ สืบแสง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้หาเสียงโดยให้คำมั่นสัญญาเรื่องการแก้ปัญหา PM2.5 กับประชาชนไว้ 4 ข้อ คือ 1.จะเดินหน้าลงพื้นที่ทั่วประเทศเพื่อรับฟังความเห็นและปัญหาจากประชาชน เพราะต้นตอของปัญหาแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน 2.เมื่อจัดตั้งรัฐบาลแล้ว จะส่งรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน

Advertisement

นายกัณวีร์กล่าวต่อว่า 3.จะใช้กระบวนการเจรจาระดับทวิภาคีกับอาเซียน แม้ที่ผ่านมาอาเซียนจะถูกวิจารณ์ว่าล่าช้า แต่รัฐบาลต้องใช้เวทีอาเซียนในการเจรจาให้ได้ เพื่อแสวงหาความร่วมมือและยกระดับปัญหา PM2.5 เป็นวาระแห่งชาติอันดับต้นๆ ของอาเซียน และ 4 รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง ต้องเรียกเอกชนมาคุยว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศ

ขณะที่ นายสมใจ ชาวบ้านโปง ต.ป่าไผ่ อ.สันทราย กล่าวในเวทีรับฟังข้อเสนอจากภาคประชาชนในช่วงบ่ายว่า กาเผาเพื่อหาของป่ามากที่สุดคือการเผาให้เห็บถอบออก ยิ่งช่วงนี้ราคาเห็ดถอบสูงกว่าลิตรละ 300 บาท ชาวบ้านจึงพากันเข้าป่าไปหาเห็บถอบมาขายเพราะมีรายได้เป็นกอบเป็นกำ

นายสมใจระบุว่า สาเหตุของไฟป่ารุนแรงที่ออบหลวง อ.ฮอด เพราะเป็นแหล่งเห็ดถอบใหญ่ ขณะเดียวกันการจัดการเชื้อเพลิงในป่าจำเป็นต้องเผา เพราะการสะสมของใบไม้แห้งในป่าจำนวนมาก นอกจากจะเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี ยังทำให้ต้นไม้ใหญ่บางชนิดยืนต้นตาย แต่การเผาก็ต้องบริหารจัดการให้ดี

นายชัยธวัชกล่าวปิดเวทีเสวนาว่า วันนี้ฝ่ายค้านอยากทราบว่าแนวคิดเชียงใหม่โมเดลคืออะไร จึงลงพื้นที่มาเปิดเวทีเสวนาที่ จ.เชียงใหม่ เป็นแห่งแรก ซึ่งก็ได้รับคำอธิบายจากภาคประชาชนและประชาสังคม ทำให้มองเห็นปัญหาชัดเจนมากขึ้น เพื่อวางแผนรับมือ PM2.5 ในปีหน้า รวมทั้งรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นใน 1-2 เดือนข้างหน้านี้ โดยสิ่งที่ได้จากเวทีเสวนาคือเราต้องมีกลไกที่มีเจ้าภาพชัดเจน มีขอบเขตจัดการปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ รวมทั้งการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดน และประเด็นที่เกี่ยวกับเอกชน

“ประเด็นหลักที่อยากเน้นย้ำ เราต้องจัดการ PM2.5 บนพื้นฐานความรู้ ให้ความสำคัญกับงานวิจัย และแก้ไขปัญหาจากแหล่งต้นกำเนิดทุติยภูมิ ซึ่งอาจมีนัยสำคัญมากกว่าแหล่งปฐมภูมิ แน่นอนว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ก็มีความสำคัญ แต่ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง จึงอยากให้ประชาชนช่วยกันติดตาม

ส่วนหัวใจของเชียงใหม่โมเดล หัวใจสำคัญคือการเร่งกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น เพื่อจัดการปัญหาที่ใกล้ตัวที่สุดในขณะนี้ เพราะ PM2.5 ไม่สามารถจัดการด้วยระบบรัฐรวมศูนย์ได้” นายชัยธวัชกล่าว

ผู็สื่อข่าวรายงานว่า หลังจบเวทีเสวนา นายชัยธวัชพร้อมคณะเดินทางไปยังศูนย์ปฏิบัติการไฟป่าเชียงใหม่ ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมี นายสมนึก ท้าวพา ผู้อำนวยการส่วนควบคุมและปฏิบัติการไฟป่าเชียงใหม่ ให้การต้อนรับและรายงานผลปฏิบัติงานดับไฟป่าในเขตป่าอนุรักษ์ รวมทั้งจุด Hotspot ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-1 มีนาคม 2567 รวมสะสมทั้งหมด 1,182 จุด เทียบกับช่วงเดียวกันปี 2566 สะสมอยู่ที่ 3,516 จุด ลดลงไป 67% ถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เพราะตามนโยบายของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช จะต้องลดจุด Hotspot ลงให้ได้ 50%

สมนึก ท้าวพา

สำหรับเหตุไฟป่ารุนแรงที่อุทยานแห่งชาติออบหลวงทรงตัวมาตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ แต่เริ่มรุนแรงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ 16 เชียงใหม่ จึงระดมกำลังเจ้าหน้าที่ดับไฟป่าจาก 18 สถานีในเชียงใหม่-ลำพูนกว่า 150 คน เข้าควบคุมจนไฟป่าสงบ และได้จัดชุดเฝ้าระวังในพื้นที่ต่อเนื่อง แต่ตอนนี้เข้าสู่ฤดูแล้งและเข้าสู่ภาวะไฟป่าอย่างสมบูรณ์ จึงได้วางกำลังไว้ทุกพื้นทีแล้ว

อย่างไรก็ตาม การเผาป่าเพื่อหาของป่าของชาวบ้านเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ประเด็นหลักคือพื้นที่ป่าอุทยานแห่งชาติออบหลวงที่ติด อ.แม่แจ่ม มีต้นประดู่ที่สมบูรณ์จำนวนมาก จึงเป็นเป้าหมายของขบวนการลักลอบค้าไม้ เจ้าหน้าที่ได้เร่งปราบปรามอย่างหนัก จนเกิดการเอาคืนโดยการจุดไฟเผาป่า แต่หลังฤดูไฟป่าจบ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแก้ไขปัญหาและเร่งปราบปรามขบวนการลักลอบตัดไม้โดยเร็วต่อไป

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง