ผบ.ทร.ยื่น กมธ.งบ อุทธรณ์งบซื้อเรือฟริเกต ขอใช้ของดี ยอมกินมาม่าแทน
วันที่ 4 มีนาคม 2567 พล.ร.อ.อะดุง พันธุ์เอี่ยม ผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 เรื่อง ขออุทธรณ์ผลการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการด้านมั่นคงฯ ที่มีมติให้ปรับลดงบประมาณ ในโครงการจัดหาเรือฟริเกต จำนวน 1 ลำ ที่เสนอขอรับงบประมาณปีงบประมาณ พ.ศ.2567 จำนวน 1.7 พันล้านบาท
โดยระบุว่า กองทัพเรือทราบถึงสถานการณ์ด้านงบประมาณที่จำกัดของประเทศ ที่จำเป็นต้องมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ตามความจำเป็นในต้านต่างๆ แต่ด้วยภารกิจและหน้าที่ของกองทัพเรือที่ต้องเตรียมกำลังกองทัพเรือในการรักษาอธิปไตย ป้องกันราชอาณาจักร รักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล และช่วยเหลือประชาชน ซึ่งปัจจุบันกองทัพเรือ มีกำลังทางเรือและขีดความสามารถที่จำกัด อันเป็นเหตุให้ความมั่นคง อธิปไตยของชาติและผลประโยชน์ที่ประชาชนพึงจะได้รับจากการทำหน้าที่ของกองทัพเรือต้องได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนั้น ยังส่งข้อมูลให้ทางสำนักงบประมาณกระทรวงกลาโหม เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการชุดใหญ่ในวันที่ 5 มี.ค.นี้ด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพเรือได้รับอนุมัติโครงการในการจัดหาเรือฟริเกตสมรรถนะสูงจำนวน 2 ลำในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และจัดหาแล้ว 1 ลำ คือเรือหลวงภูมิพลฯ จากประเทศเกาหลีใต้ แต่เนื่องจากขาดแคลนงบประมาณ และถูกตัดงบ ช่วงโควิด-19 ประกอบกับยังติดปัญหาคาราคาซังในโครงการจัดเรือดำน้ำจากจีน ทำให้ ทร.ชะลอการจัดหาลำที่ 2 ไป แต่หลังสถานการณ์โควิด-19 ในยุคที่ พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ดำรงตำแหน่ง ผบ.ทร.ได้เดินหน้าในการจัดหาโครงการฟริเกตลำที่ 2 วงเงิน 1.7 หมื่นล้านบาท ผูกพันงบ 5 ปี เริ่มงบตั้งต้นในปี 2567 วงเงิน 1.7 พันล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 10 ของทั้งโครงการ และได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีชุดนี้แล้ว
ผบ.ทร.ได้ไปชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในขั้นคณะกรรมาธิการ ตั้งแต่ต้น เกี่ยวกับนโยบายการเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือเนื่องจากเรือฟริเกตที่ประจำการอยู่เหลือแค่ 4 ลำใกล้ปลดประจำการ ได้แก่ ร.ล.ตากสิน (ประจำการครบ 40 ปีใน ปี 2578) ร.ล.นเรศวร (ประจำการครบ 40 ปี ในปี 2577) ร.ล.รัตนโกสินทร์ (ปลดประจำการปี 2569) และ ร.ล.ภูมิพล ที่เข้าประการได้กว่า 5 ปี ถ้าไม่จัดหาในปีนี้อาจไม่ทันเรือฟริเกตที่กำลังจะปลดประจำการในอนาคต โดยเน้นย้ำนโยบายการต่อเรือในประเทศโดยมีบริษัทชั้นนำจากต่างประเทศเข้ามาร่วมทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยี
“ในปีนี้เราขอความกรุณาให้กองทัพเรือ ได้ใช้ของดีๆ เรายินดีที่จะกินมาม่า” ผบ.ทร.กล่าวในคณะกรรมาธิการ
มีรายงานด้วยว่า ในการต่อเรือในประเทศครั้งนี้ กองทัพเรือได้เปิดโอกาสให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาร่วมทุนเข้ามาประมูล เช่น บริษัท Damen ของฮอลแลนด์ บริษัท Thyssenkrupp Marine System ของเยอรมัน
นอกจากนั้นยังมีบริษัทจากเกาหลีใต้ ตรุกี อิตาลี สเปน โดยจะมีอู่ต่อเรือเอกชนในประเทศไทยเป็นพาร์ตเนอร์ในการร่วมดำเนินการ เช่น มาร์ซัน ล็อกซ์เล่ย์ แต่ในเบื้องต้นบริษัทชั้นนำเหล่านั้นจะลงทุนในการปรับปรุงพัฒนาอู่เรือของไทยให้มีศักยภาพรองรับการต่อเรือสมรรถนสูง รวมถึงการสร้างโมดูลเรือเป็นส่วนๆ เพื่อนำมาประกอบใน 3 โมดูลแรก และให้อู่ต่อเรือไทยต่อจนครบ 6 โมดูล โดยมีเป้าหมายให้อู่ต่อเรือของไทย เพื่อรองรับการร่วมทุนต่อเรือเองในอนาคต สำหรับเรือที่จะต่อขึ้นนั้นเป็นไปตามมาตรฐานของเรือชั้นที่ผลิตในประเทศดังกล่าว โดยมีเทคโนโลยีซ่อนพราง และมีระบบอำนวยการรบที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าเรือภูมิพล รวมระบบป้องกันภัยทางอากาศแบบ 3 มิติที่ทันสมัย
อย่างไรก็ตาม เมื่อคณะอนุกรรมาธิการความมั่นคงฯ แขวนงบดังกล่าวไว้ ทางกองทัพเรือก็ต้องชี้แจง เพื่อขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาล และฝ่ายค้าน ซึ่งที่ผ่านมา กมธ.ฝ่ายค้าน ก็ไม่เห็นด้วยกับการตัดงบส่วนนี้ไปแขวนอยู่ในงบกลาง เพราะจะไม่รู้รายละเอียดต่างๆ ในการใช้ และส่วนหนึ่งอาจถูกนำไปใช้ในโครงการใหญ่ของรัฐบาล

