โรม ไม่โต้แย้ง ปมเมียนมา ออกแถลงการณ์ไม่พอใจ รัฐสภาไทยเสวนารัฐประหาร ย้ำทำหน้าที่ในฐานะกมธ. เพราะดูความมั่นคง-ผลกระทบไทย ยันไม่ได้แทรกแซง-หนุนยุทโธปกรณ์ชนกลุ่มน้อย หวัง ปานปรีย์ แสดงวิสัยทัศน์แสดงจุดยืน
เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ที่ด่านเจดีย์สามองค์ อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงการต่างประเทศของเมียนมาออกแถลงการณ์ไม่พอใจกรณีที่รัฐสภาของไทย นำโดย กมธ.ความมั่นคง จัดงานเสวนา 3 ปี หลังรัฐประหารเมียนมา เมื่อวันที่ 2-3 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยให้พื้นที่กับฝ่ายต่อต้านรัฐบาลเมียนมา
นายรังสิมันต์กล่าวว่า เข้าใจที่ทางการเมียนมาทำหนังสือมา และคงไม่ได้ไปโต้แย้ง แต่ขอยืนยันว่าเราทำหน้าที่ในฐานะที่เป็น กมธ.ความมั่นคง มีหน้าที่ต้องศึกษาผลกระทบต่างๆ ที่อาจมีต่อประเทศไทย ภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของไทย ดังนั้น การกระทำที่เกิดขึ้นไม่ได้ไปละเมิดกฎหมายอย่างแน่นอน
นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้นในเมียนมามันมีผลกระทบมาถึงประเทศไทย เช่น การลักลอบเข้าเมือง รวมถึงอีกหลายปัญหา หากไม่มีการศึกษาปัญหานี้ก็คงหาทางแก้ไม่ได้ ยืนยันว่าหากไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทยก็คงไม่จำเป็นจะต้องจัดเวทีเสวนานี้ขึ้น แต่สาเหตุที่ทำเนื่องจากต้องการรวบรวมข้อมูลให้กับรัฐบาลไปแก้ปัญหาวิกฤตที่เกิดขึ้น และปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในสายตาของคณะกรรมาธิการฯ
เมื่อถามว่า การเชิญผู้นำกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับรัฐบาลเมียนมา จะไม่เป็นการสร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศหรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ฝ่ายทหารเมียนมากับรัฐบาลไทยมีความสัมพันธ์ที่ดีกันอยู่แล้ว ทางไทยมีการติดต่อและรับข้อมูลที่มากเพียงพอแล้ว แต่แนะว่าเราควรฟังให้รอบด้าน ไม่ใช่ข้อมูลที่มาจากย่างกุ้ง หรือเนปิดอว์เท่านั้น หากไม่รู้จักบริบทมากพอ โอกาสที่ไทยจะแก้ปัญหาและสร้างมาตรการรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
“ถ้าดูดีๆ งานของเราไม่ถึงขนาดว่าเปิดเผยกว้างขวางไปทั่วโลก หลักๆ คือเราต้องการให้เขาถ่ายทอดให้เรา เพื่อรวบรวมเป็นรายงานส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป“ นายรังสิมันต์กล่าว
นายรังสิมันต์ยืนยันว่า การพูดคุยครั้งนี้ไม่ได้ทำเพื่อวางแผนแทรกแซงรัฐบาลเมียนมา และไม่ได้เป็นการสนับสนุนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้กับชนกลุ่มน้อย แต่มาพูดคุยว่าจะช่วยเหลือคนที่อยู่ในเมียนมาได้อย่างไร เชื่อว่ารัฐบาลเมียนมาควรภูมิใจและเห็นด้วยที่ไทยยื่นมือมาช่วยแบบนี้ จึงไม่คิดว่าจะมีผลกระทบเกิดขึ้น
ส่วนหากสภาบริหารแห่งรัฐเมียนมา (SAC) มองว่ามีผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับไทยก็คงไม่เถียง แล้วแต่มุมมอง แต่เชื่อว่าในระดับประชาชนเมียนมาที่จะได้รับประโยชน์จากการพูดคุยกันคงไม่มีผลกระทบต่อความสัมพันธ์อย่างแน่นอน
เมื่อถามว่า ได้พูดคุยกับกระทรวงการต่างประเทศของไทยหรือยัง นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยกัน แต่พยายามเชิญให้มาร่วม แต่กลับถูกปฏิเสธในนาทีสุดท้าย พร้อมระบุ อยากให้พื้นที่กับนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงวิสัยทัศน์ในประเด็น แต่ทราบว่าได้ส่งเจ้าหน้าที่กระทรวงเข้ามาฟังและเก็บข้อมูล รวมทั้งมีเจ้าหน้าที่ของทางการ แต่ไม่ระบุว่าเป็นใคร เข้ามาฟัง พร้อมแจ้งผลตอบรับว่าข้อมูลที่ได้รับเป็นประโยชน์ในการประเมินเรื่องความมั่นคง ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศก็มีสิทธิจะไม่เข้ามา และคณะกรรมาธิการฯก็ไม่ได้ใช้อำนาจไปเรียก แต่หลังจากนี้จะรวบรวมเป็นรายงานแล้วส่งให้กระทรวงการต่างประเทศต่อไป และหวังว่าข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์

