คนส. คุยภูมิธรรม ยื่น 4 ข้อ ชะลอดำเนินคดีนักโทษการเมือง รอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
สืบเนื่องจาก เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) นัดหมายยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเรื่อง “ขอให้ดำเนินคดีผู้แสดงออกทางการเมืองด้วยความเป็นธรรม” โดยยื่นหนังสือและหารือผ่านทาง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในวันจันทร์ที่ 4 มีนาคม เวลา 13.00 น. ณ การกระทรวงพาณิชย์ สนามบินน้ำ นนทบุรี

โดย 2 ตัวแทนที่เข้าไปอย่าง รศ.ดร.อนุสรณ์ อุณโณ อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ผลการพูดคุยในครั้งนี้ ทางด้านรองนายกเห็นด้วยกับสภาวะของผู้ถูกดำเนินคดีแสดงออกทางการเมือง ซึ่งน่าเป็นห่วงอยู่ อย่างไรก็ดี เหมือนกับว่ามีเงื่อนไขที่เป็นข้อกำจัดที่จะคลี่คลายปัญหานั้น วันนี้เรามีสิ่งที่เราจะทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายรับกันได้ ส่วนหนึ่งพูดคุยก็รับปากว่าจะนำข้อเสนอ 4 ข้อด้วยกัน เอาไปตั้งกรรมการพิจารณาหารือว่าจะทำอย่างไรต่อ
ด้าน รศ.ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ
อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวว่า มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้วัน 2 วัน แต่เราก็พยายามส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เริ่มคลี่คลายแล้ว คดีต่างๆทางการเมืองทั้งหมด มีส่วนไหนทีจะคลี่คลายได้บ้าง ที่จะสร้างบรรยากาศที่ดีให้กับสังคมไทย วันนี้เป็นวันที่ดีที่เราได้พบกับรองนายก ท่านก็รับปากว่าจะลองดู
ผู้สื่อข่าว ได้รายงานการเปิดจดหมายผนึก ซึ่งมีเนื้อหาจดหมายจาก คนส. ถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง ขอให้ดำเนินคดีผู้แสดงออกทางการเมืองด้วยความเป็นธรรม ผ่านช่องทางเฟซบุ๊ก ‘เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง – คนส.’ โดยในเนื้อหาหนังสือกล่าวว่า

“เรื่อง ขอให้ดำเนินคดีผู้แสดงออกทางการเมืองด้วยความเป็นธรรม
เรียน นายกรัฐมนตรี (ผ่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์)
สถานการณ์การเมืองไทยเหมือนกลับสู่สภาวะปกติ เพราะมีรัฐบาลพลเรือนบริหารประเทศมาเป็นเวลา 7 เดือนแล้ว อีกทั้งยังมีระบบรัฐสภาเป็นกลไกแก้ปัญหา แต่การดำเนินคดีผู้แสดงออกทางการเมืองกลับไม่ได้กลับสู่สภาวะปกติตามไปด้วย นับตั้งแต่ในชั้นพนักงานสอบสวนที่มีการเร่งสอบสวนผู้ต้องหาและมีความเห็นควรสั่งฟ้องคดีโดยไม่ได้พิจารณาอย่างรอบคอบว่าครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ขณะที่ในชั้นอัยการนอกจากมักมีการสั่งฟ้องคดีแม้จะเป็นคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ยังมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาคดีการแสดงออกทางการเมืองบางประเภทขึ้นมาเพื่อจะสามารถสั่งฟ้องได้สะดวกขึ้น ประการสำคัญคือในชั้นศาลที่ผู้ต้องหาถูกพรากสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการพิจารณาคดีไปอย่างมาก โดยเฉพาะสิทธิในการปล่อยตัวชั่วคราว ส่วนในชั้นการลงทัณฑ์ ผู้ต้องขังในคดีถึงที่สุดยังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม
นอกจากนี้ การแก้ปัญหาด้วยการออกกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ยังคงถกเถียงกันว่าจะครอบคลุมความผิดประเภทใดและต้องใช้เวลาอีกมาก ส่วนการแก้ปัญหาในเชิงโครงสร้าง เช่น การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการถกเถียงกันเรื่องการออกเสียงประชามติและยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเนื้อหารัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร ทว่าสภาวการณ์ที่เกิดกับผู้แสดงออกทางการเมืองอยู่ในขั้นวิกฤติ ไม่สามารถรอกระบวนการรัฐสภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติได้ ประกอบกับหลายกรณีรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารมีอำนาจหน้าที่ที่สามารถช่วยบรรเทาสภาวการณ์นี้ได้
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) รวมถึงกลุ่ม องค์กร และเครือข่ายต่างๆ จึงเรียกร้องนายกรัฐมนตรีรวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่เกี่ยวข้องให้มีนโยบายเกี่ยวกับการดำเนินคดีผู้แสดงออกทางการเมืองในช่วงที่ผ่านมาดังนี้
- ชะลอการดำเนินคดีผู้แสดงออกทางการเมืองระหว่างที่พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา โดยให้พนักงานสอบสวนมีความเห็นควรสั่งไม่ฟ้องคดีโดยเฉพาะกรณีที่ไม่เข้าข่ายองค์ประกอบความผิด และให้อัยการชะลอการสั่งคดี หรือถอนฟ้อง ถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกา โดยเฉพาะในคดีที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ หรือไม่อุทธรณ์กรณีศาลชั้นต้นยกฟ้องหรือมีคำพิพากษาให้รอลงอาญา
- เคารพสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้ต้องหาตามรัฐธรรมนูญ กติการะหว่างประเทศ และหลักยุติธรรมทางอาญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม ปราศจากอคติหรือการแทรกแซงใด ๆ สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยเปิดเผยและมีโอกาสต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือสิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวที่จะต้องสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาบริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด การไม่อนุญาตต้องเป็นข้อยกเว้นและกระทำอย่างเคร่งครัดและมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติเท่านั้น และการกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวต้องไม่เอื้อให้เกิดการถอนคำสั่งการปล่อยตัวอย่างผิดหลักการ
- ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองการดำเนินคดีผู้แสดงออกทางการเมืองในชั้นพนักงานสอบสวน และพิจารณายุบเลิกคณะกรรมการพิจารณาคดีผู้แสดงออกทางการเมืองในชั้นอัยการ
- คุมขังผู้ต้องหาและผู้ต้องขังคดีทางการเมืองแยกจากผู้ต้องหาและผู้ต้องขังคดีอื่น รวมถึงพิจารณาทางเลือกอื่นแก่ผู้ต้องขัง เช่น การกักบริเวณ และการควบคุมตัวในรูปแบบอื่น ตลอดจนปรับปรุงทัศนคติบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการคุมขังว่าผู้แสดงออกทางการเมืองไม่ใช่อาชญากร”
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) เห็นว่าแม้ความขัดแย้งทางเมืองที่ดำเนินมากว่าทศวรรษดูเหมือนจะคลี่คลาย แต่ประชาชนที่ถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งกลับยังต้องเผชิญกับผลที่ติดตามมาจนไม่สามารถหลุดไปจากความขัดแย้งนี้ได้ นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลจึงจำเป็นต้องอาศัยอำนาจหน้าที่ที่มีในการช่วยคลี่คลายปัญหานี้ ควบคู่ไปกับกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ในรัฐสภา เพื่อสังคมไทยจะก้าวไปข้างหน้าได้โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ขอแสดงความนับถือ
เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.)”

เครดิตภาพ : เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง – คนส.

