09.00 INDEX มติผ่าน ร่างคุ้มครอง แรงงาน สร้าง จุดต่าง ทาง ‘การเมือง’
การตัดสินใจคว่ำร่างพรบ.คุ้มครองแรงงาน ที่เสนอโดย นายเซีย จำปาทอง และคณะจากพรรคก้าวไกลด้วยคะแนนเสียง 252 ต่อ 149 ทรงความหมายเป็นอย่างสูง
ไม่เพียงสะท้อนถึงจุดต่างระหว่างรัฐบาลกับพรรคก้าวไกล ที่สำคัญเป็นอย่างมากคือบรรทัดฐานอันมาจากพรรคเพื่อไทย
เหมือนกับว่าการตัดสินใจของพรรคเพื่อไทยจะดำเนินไปบนหลักแห่งการประนีประนอมเพราะมิได้ยอมรับร่างของพรรคภูมิใจไทยเท่านั้นหากยังเป็นร่างของ น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ด้วย
กระนั้น ก็ต้องยอมรับว่าพรรคก้าวไกลนำเสนอร่างของ น.ส.วรรณวิภา ไม้สน ก็เป็นการประกบเข้ากับร่างอันมาจากพรรคภูมิใจไทย โดยที่ด้านหลักอยู่ที่ร่างของ นายเซีย จำปาทอง
ในความเป็นจริง การนำเสนอร่างกฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นของ นายเซีย จำปาทอง ไม่ว่าจะ เป็นของ น.ส.วรรณวิภา ไม้สน คือการรุกและปักธง
นั่นก็คือ ปักธงในเรื่องของ “แรงงาน” นั่นก็คือ การรุกเพื่อสะท้อนให้เห็นแนวทางการทำงานของฝ่ายค้านอย่างสร้างสรรค์เพื่อ เตรียมความพร้อมที่จะเป็นรัฐบาลตามยุทธศาสตร์
ที่สุดก็คือ กำหนด “เส้นแบ่ง” กับพรรคเพื่อไทยอย่างชัดเจน
ทุกอย่างยังดำเนินไปบนหลักการ อันพรรคก้าวไกลสืบทอดและพัฒนามาจากพื้นฐานที่วางไว้เป็นยุทธศาสตร์โดยพรรคอนาคตใหม่ นั่นก็คือ การปักธงในทาง “ความคิด”
น่ายินดีที่พรรคเพื่อไทยเองก็ตระหนักในเรื่องนี้และยอมรับต่อยุทธศาสตร์อันมาจากพรรคก้าวไกลอย่างเต็มภาคภูมิ
พื้นที่อันเป็นเป้าหมายในการช่วงชิงคือ พื้นที่ “แรงงาน”
ความน่าสนใจก็คือ พรรคก้าวไกลมิได้มองเรื่องของ “แรงงาน” โดยความคิด “คลาสสิค” ดั้งเดิม หากแต่มองอย่างโอบรัด ต่อพัฒนาการแห่งสังคมสมัยใหม่
นั่นก็โดยการขยายกรอบของ “แรงงานคอขาว” ไปสู่มิติใหม่เป็นแรงงานอิสระ แรงงานฟรีลานซ์ ในแวดวงธุรกิจบันเทิง รวมถึง แรงงานจากทุก “แพลตฟอร์ม”
ขณะที่พรรคก้าวไกลเปิดรับต่อรูปแบบใหม่แห่ง “แรงงาน” เด่นชัดว่าพรรคเพื่อไทยยืนยันในการปิดกั้น ปฏิเสธ
ความชัดเจนในเรื่องคุ้มครองแรงงาน จึงสะท้อนรูปธรรมในทางความคิดอันยืนยันจุดต่างอย่างมีนัยสำคัญในทางความคิด
การคิดแบบพรรคเพื่อไทย กับ การคิดแบบพรรคก้าวไกล
มวลชนอันเป็นเป้าหมายในทางการเมืองสามารถมองเห็น และแยกจำแนกความต่างในเรื่องมุมมองต่อ “แรงงาน” ระหว่าง พรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกลได้อย่างชัดเจน แจ่มแจ้ง
ไม่ว่าแต่ละพรรคการเมืองจะคิดอย่างไรในการ “ลงมติ” แต่มตินี้จะมีผลอย่างแน่นอนเมื่อเข้าสู่สมรภูมิแห่ง “การเลือกตั้ง”

