“ชญาภา” ยก 6 เดือน รบ.“เศรษฐา“ ผลงานเพียบ ชี้โรดโชว์ในเวทีโลก 16 ประเทศ สร้างความเชื่อมั่น ดึงเม็ดเงินลงทุนทยอยไหลเข้าประเทศ โดยที่ยังไม่ใช้งบ 67
เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2567 น.ส.ชญาภา สินธุไพร ส.ส.ร้อยเอ็ด และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลว่าไม่เป็นรูปธรรมว่า เป็นเรื่องปกติในสังคมที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่ความเป็นจริงภาพที่พี่น้องประชาชนเห็นตรงกัน คือนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯ และรมว.คลัง บริหารประเทศเข้าสู่เดือนที่ 6 ถือเป็นช่วงเวลาไม่นาน แต่มีผลงานที่ทยอยผลิดอกออกผลเป็นรูปธรรมไม่น้อย เช่น นโยบาย 30 บาท รักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ที่รัฐบาลเดินหน้าทำทันที ภายใน 3 เดือนแรกหลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ช่วยอำนวยความสะดวก ลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ลดการกระจุกตัวของผู้ป่วยในโรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งคิกออฟใน 4 จังหวัดนำร่องไปแล้ว และต่อยอดความสำเร็จเฟสสองในเดือนมีนาคมนี้ในอีก 8 จังหวัด รวมถึงราคาสินค้าเกษตรที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในรอบหลายปี ทั้งอ้อย ราคาปรับขึ้นมาเป็นตันละ 1,700-1,850 บาท จากเดิมตันละ 850-950 บาท ยางพารากิโลกรัมละ 75 บาท จากเดิม 3 กิโลกรัม 100 บาท รวมถึงมันสำปะหลัง ข้าวโพด ข้าว ราคาก็พุ่งสูงมาก
น.ส.ชญาภา กล่าวต่อว่า ในขณะที่การเดินทางไปราชการต่างประเทศของนายกฯ นับตั้งแต่รับตำแหน่งรวม 16 ประเทศ ได้พบปะหารือผู้นำนานาประเทศและภาคเอกชนจำนวนมาก โดยมีเป้าหมายที่จะประกาศว่าประเทศไทยพร้อมเปิดรับการลงทุนเต็มที่ จนในที่สุดงานที่นายกฯ มุ่งมั่นตั้งใจทำตั้งแต่วันแรกก็ทยอยสร้างผลลัพธ์ เฉพาะช่วงต้นปีนี้มีตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งบอร์ดบีโอไอได้อนุมัติส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่ 4 โครงการในประเทศไทย มูลค่ารวม 29,702 ล้านบาท รวมทั้งล่าสุดสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่าเทสล่าได้เข้ามาสำรวจพื้นที่ตั้งโรงงานในไทยแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากการที่นายกฯ ได้หารือกับผู้บริหารเทสล่าในห้วงการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปก ครั้งที่ 30 ที่สหรัฐฯ เมื่อเดือน พฤศจิกายน 2566
“นายกฯ บริหารประเทศเพียง 6 เดือน แต่สามารถสร้างความเชื่อมั่น และเชิญชวนบริษัทยักษ์ใหญ่ต่างชาติมาลงทุนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างงาน สร้างรายได้ให้พี่น้องประชาชน และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ โดยที่ยังไม่ต้องใช้งบก้อนใหญ่จากงบประมาณรายจ่ายประจำปี 67 ด้วยซ้ำ” น.ส.ชญาภา กล่าว

