เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่รัฐสภา มีการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) โดยมีนายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสปท.คนที่1 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณารายงานเรื่องการจัดระเบียบการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าไม้และเพิ่มพื้นที่ป่าของประเทศ:มาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ร่าง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ….และร่าง พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ… ที่คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ที่มีนางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ เป็นประธานกมธ.ฯ เป็นผู้เสนอ
รายงานดังกล่าวมีสาระสำคัญคือ การออกมาตรการและปรับปรุงกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการครอบครองที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ซึ่งตามมติครม.วันที่30 มิถุนายน 2541 มีผู้ครอบครองที่ดินในเขตป่าอนุรักษ์จำนวน 5.9 ล้านไร่ ซึ่งกฎหมายและกลไกทางนโยบายในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้กรรมาธิการฯ มีข้อเสนอแนะคือสำหรับการออกมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์นั้น ให้มีคณะกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ตามกฎหมายซึ่งแต่งตั้งโดยนายกรัฐมนตรี เพื่อกำกับดูแลและแก้ไขปัญหา โดยพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดี นายทุนหรือ ผู้บุกรุกรายใหม่ภายหลังคำสั่งคสช.ที่ 66/2557 จะต้องถูกดำเนินคดีทุกราย นอกจากนั้นต้องมีการปรับแก้ พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ.2504 และ.พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 ที่บังคับใช้มานานและไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบันเพื่อให้การแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินในป่าอนุรักษ์อย่างไม่เหมาะสม โดยมีการแบ่งเขตและจัดการพื้นที่ป่าตามหลักวิชาการ และอนุวัตให้เป็นไปตามพันธสัญญาระหว่างประเทศ
ต่อมาที่ประชุมได้เปิดให้มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง โดยส่วนมากเห็นด้วยกับแนวทางแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ซึ่งต้องเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม นอกจากนั้นการจัดทำแนวเขตอุทยานฯ ต้องมีความชัดเจน ซึ่งขณะนี้รัฐบาลกำลังจัดทำแผนที่วันแม็ปที่ควรเป็นแผนที่สุดท้ายที่ใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาที่ดินป่าไม้ทั้งหมด ทั้งนี้ที่ประชุมสปท. ได้มีมติเห็นชอบในรายงานฯ และร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับด้วยมติ 159 คะแนน งดออกเสียง 7 คะแนน จากนั้นกรรมาธิการฯ จะนำข้อเสนอแนะของสมาชิกมาปรับปรุงและนำเสนอต่อประธานสปท.และ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่าง พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ…. มีข้อสังเกตคือ ในหมวด 5 เรื่องบทกำหนดบทลงโทษ มาตรา 46 ของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีการะบุว่า บรรดาอสังหาริมทรัพย์จำพวกสิ่งปลูกสร้างที่ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว ไม่ต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ และอาจนำมาใช้ประโยชน์ในภารกิจของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตามหลักเกณฑ์และวิธีและวิธีการที่อธิบดีกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกฤษฎีกาเคยตีความว่ากรมอุทยานฯ ไม่สามารถรับมอบสิ่งปลูกสร้างที่บุกรุกพื้นที่อุทยานฯได้ หรือนำมาใช้ประโยชน์อื่นได้ เนื่องจากการบุกรุกพื้นที่อุทยานฯ เป็นการทำผิดกฎหมาย และขัดต่อเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ.2504
นอกจากนั้นในมาตรา 52 ระบุว่า กรณีที่รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ป่าไม้ตามมาตรการและแนวทางที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่อยู่อาศัยหรือทำกินอยู่แล้วในเขตอุทยานฯแห่งใดอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.นี้บังคับใช้ ให้อธิบดีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการจัดทำโครงการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติของอุทยานฯ เพื่อเสนอให้ ครม.เห็นชอบ โดยอธิบดีมีอำนาจอนุญาตเป็นหนังสือให้บุคคลดังกล่าวสามารถอยู่อาศัยหรือทำกินในที่ดินที่ได้อยู่อาศัยหรือทำกินอยู่แล้วได้เป็นการชั่วคราว แต่ต้องไม่เกิน 20 ไร่ ต่อครอบครัวและมีกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปีแต่ไม่เกิน 20 ปี แต่ไม่ถือว่าได้สิทธิในที่ดินตามกฎหมาย โดยให้สิทธิ์ตกทอดถึงทายาทได้ และให้อำนาจอธิบดีในการพิจารณาอนุญาต หรือเพิกถอนสิทธิ์ รวมทั้งเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในการใช้พื้นที่และการตกทอดสิทธิ์ได้ ซึ่งพ.ร.บ.อุทยานฯ พ.ศ.2504 ไม่มีบทบัญญัติใดอนุญาตให้สามารถใช้ประโยชน์ในพื้นที่อุทยานฯ ได้

