เมื่อเวลา 17.40 น.วันที่ 30 มกราคม ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ครั้งที่ 1/2560 และมอบนโยบายและซักซ้อมความเข้าในการทำงานของคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความปรองดองสามัคคี (ป.ย.ป.) ให้กับคณะกรรมการทั้ง 4 คณะ และสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี (พีเอ็มดียู) ว่าคณะกรรมการปรองดองที่ทุกคนอยากรู้ว่าจะทำงานกันอย่างไร สำคัญที่สุดคือมีคณะกรรมการฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายการเมือง ฝ่ายเศรษฐกิจสังคม อยู่ข้างล่างฝ่ายเหล่านี้เขาจะเอาสิ่งเหล่านี้มาคุยอันไหนที่ตรงกันก็จะเสนอขึ้นมาเพื่อที่จะมาคุยต่อ
“ฝ่ายกฎหมายก็จะไปดูเรื่องคดีที่อ้างกันว่าไม่เป็นธรรมว่ามีคดีอะไรอยู่บ้างและสร้างการรับรู้กับสังคมให้ได้ ส่วนจะทำอย่างไรก็ไปว่ากันอีกครั้งไม่ใช่การนิโทษกรรมทุกคนต้องไปเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ก่อนเพราะมีกฎหมายเดิมอยู่แล้ว ต้องเข้าสู่การพิจารณาของศาล เมื่อศาลตัดสินและรับโทษแล้วพอสมควรมันก็จะเป็นลดโทษ นิรโทษกรรมไปในแนวทางอย่างนี้มากกว่า อย่ามามองว่าอยู่ดีๆ ยังไม่เข้ากระบวนการแล้วให้ออกคำสั่งมาตรา 44 นิรโทษ ผมทำไม่ได้ ต้องถามประชาชนด้วย ยืนยันว่าเราไม่จำเป็นที่จะไปทำเพื่ออะไร เพียงแต่สร้างความเข้มแข็งในอนาคตเพื่อให้คณะเหล่านี้ส่งต่อไปสู่รัฐบาลหน้าอย่างไร ไม่ได้มองว่าจะมีการดีล มันจะดีลกับใคร ใครจะมาดีลกับผมแล้วดีลเขาเรื่องอะไร ยืนยันด้วยคำสัตย์ของผม ผมไม่ได้ดีลกับใครทั้งสิ้น อะไรก็ตามที่พูดกันไปมาในสื่อใครพูดก็แล้วแต่ ถ้าผมไม่ได้พูดเรื่องนั้นจากปากของผมจะไม่เกิดขึ้นทั้งสิ้น เพราะผมเป็นคนตัดสินใจ เข้าใจหรือยังวันหน้าจะเกิดอะไรก็เรื่องของวันหน้า ผมไม่ต้องการไปสู่เรื่องการเมืองทั้งสิ้น การเมืองคือการเมืองก็ว่ากันไปผมก็อยู่ของผมตรงนี้ก่อนที่จะทำงานตรงนี้ให้เสร็จโดยเร็ว อย่าเอามาพันกันเลย ถ้ายังตีกันอยู่เรื่องปรองดองมันทำอย่างอื่นได้หมดเพราะทุกคนจะลุกมาพูดโน่นพูดนี่ และไปกันใหญ่โต” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า การปรองดองคือต้องปรองดองกับทุกคน คณะกรรมการมีตั้งกี่คณะก็ไปปรองดองกับกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ และเมื่อกลุ่มนี้ตกลงกันได้ก็ไปเชื่อมต่อกับกลุ่มนั้น ต้องทำงานอย่างมีขั้นตอนอยู่ดีๆ มานั่งคุยกันจะจบหรือไม่ ไม่จบหรอกเราเคยทำมาแล้วเคยตั้งศูนย์ปรองดองของคสช. นำนักการเมืองมาพูดคุยกันเขายังไม่มาเลย แต่กลับนำไปพูดกันข้างนอกว่าต้องการอย่านั้นอย่างนี้ ไปพูดผ่านสื่อสื่อก็นำไปขยายให้เขา ต่อไปนี้ต้องมาพูดในนี้ ถ้าไม่มาก็อย่ามาสื่อต้องไปบีบให้เขามาและหาทางออกให้ได้กับพรรคอื่นๆ เขาด้วย ไม่ใช่พรรคนี้จะเอาอย่างนี้อย่างเดี๋ยวตนทำตามให้ไม่ได้
นายกฯ กล่าวต่อว่า การปรองดองไม่ใช่เฉพาะนักการเมือง มันมีหลายกลุ่มวันนี้ขัดแย้งด้วยเรื่องอะไรกัน สื่อเลือกข้างก็ยังมีอยู่ นักการเมืองก็มีหลายกลุ่มหลายฝ่าย นักวิชาการก็มีการพูดใหญ่โตคนละเรื่องสองเรื่อง คณะกรรมการปรองดองก็มีหลายคณะ โดยในส่วนข้างบน ทั้งนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นายคณิต ณ นคร อดีตประธานคอป. ก็เชิญมาเป็นที่ปรึกษาพล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ตนก็ถอดเนื้อหามาทั้งหมดว่ามีกี่ข้อมีตรงกันบ้างไม่ตรงกันบ้าง อันไหนตรงก็ทำกัน อันไหนไม่ตรงก็เอาไว้ก่อน แต่ทั้งหมดไม่ตรงกับนักการเมืองหรอก เพราะเขามีธงของเขาแล้ว แต่ตนไม่มีธง เราต้องปรองดองเพื่อให้บริหารราชการได้ โครงการต่างๆ เม็ดเงินลงสู่ข้างล่างแก้ปัญหาน้ำท่วม การเกษตร เศรษฐกิจ รายได้ประชาชน นี่คือสิ่งที่เราทำใหม่ทั้งหมด แต่ผลยังไม่ออกร้อยเปอร์เซ็นต์ในตอนนี้

