หน้าแรก การเมือง เปิดบทสัมภาษณ...

เปิดบทสัมภาษณ์ฉบับละเอียด ‘เศรษฐา’ ขึ้นปกไทม์ กู้วิกฤตศก.และการเมืองเรื่องอำนาจ

13.03.24 | 15:01 น.
ภาพ เดอะ ไทม์

เปิดบทสัมภาษณ์ฉบับละเอียด ‘เศรษฐา’ ขึ้นปกไทม์ กู้วิกฤตศก.และการเมืองเรื่องอำนาจ

นิตยสารไทม์ สื่อดังของสหรัฐ ได้สัมภาษณ์ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และนำเรื่องดังกล่าวขึ้นเป็นภาพปกของนิตยสารฉบับวันที่ 25 มีนาคม โดยระบุว่า นายเศรษฐาเป็น “เดอะ เซลส์แมน” ที่เปิดประเทศสำหรับการทำธุรกิจ ในประเทศที่คนรู้สึกว่าไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่คาดหวังหลังการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ มติชน รายงานว่า ไทม์เขียนหัวบทความนี้ด้วยการตั้งคำถามว่า “นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยกำลังต้อนรับการทำธุรกิจ แต่เขาจะช่วยเยียวยาประเทศของเขาได้หรือไม่?” โดยชาลี แคมป์เบล ผู้เขียนบทความได้เริ่มต้นด้วยการแสดงให้เห็นถึงความเป็นคนที่ไม่ติดกับกรอบพิธีการของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา จากการที่ได้เรียกให้เขาขึ้นไปพูดคุยในห้องทำงานบนชั้น 2 ของตึกไทยคู่ฟ้า ที่ปกติแล้วจะเป็นพื้นที่หวงห้ามสำหรับคนนอกเป็นเวลา 1 ชั่วโมง โดยไม่มีการจดบันทึกใดๆ

สถานที่ที่นั่งพูดคุยกันนั้นเป็นห้องประชุมเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยกระดานไวท์บอร์ด และมีนโยบายที่ถูกเขียนขึ้นเอาไว้บนนั้น อาทิ กระเป๋าเงินดิจิทัล ศูนย์กลางการบินแห่งชาติ เหมืองแร่โปแตซ และเทสลา ซึ่งดูเหมือนความพยายามของนายเศรษฐาจะออกดอกออกผลให้เห็นบ้างแล้ว หลังจากที่เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และในเดือนพฤศจิกายนเพียงเดือนเดียวเขาได้พูดถึงการลงทุนในประเทศไทยของ Amazon Web Services, Google และ Microsoft มูลค่ารวม 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเสน่ห์อันเหลือล้นของเซลล์แมนที่ดูเหมือนคุณลุงที่มีเมตตา เศรษฐากล่าวว่า “ผมอยากบอกให้โลกรู้ว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการทำธุรกิจอีกครั้ง”

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมาประเทศไทยต้องเผชิญกับความแตกแยกทางการเมืองอันขมขื่น และภายใต้ทศวรรษของการปกครองที่สับสนวุ่นวาย เศรษฐกิจไทยซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ประสบความซบเซา ขณะที่ความไม่เท่าเทียมกันก็เพิ่มสูงขึ้น หนุ่มสาวหลายพันคนออกมาเดินขบวนตามท้องถนนเพื่อเรียกร้องให้กองทัพยุติการก้าวก่ายในกระบวนการประชาธิปไตย โดยการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเฉลี่ยในไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน อยู่ต่ำกว่า 2% ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และเวียดนามนั้นมีอัตราการเติบโตมากขึ้นเป็นสองหรือสามเท่า การแพร่ระบาดใหญ่ได้ทำให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งมีความสำคัญสำหรับประเทศไทยถูกทำลายลง และขณะนี้นักท่องเที่ยวยังกลับมาเพียง 70% ของที่เคยสูงสุดในปี 2562

Advertisement

ไทม์ระบุว่า นายเศรษฐาได้พูดตรงไปตรงมาเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ประเทศไทยอยู่ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ” ซึ่งเป็นเรื่องที่เขาจะต้องรับมือโดยตรง โดยเขาได้ลดภาษีเชื้อเพลิงและประกาศพักชำระหนี้เป็นเวลา 3 ปีสำหรับเกษตรกรที่ประสบปัญหา รวมทั้งวางแผนที่จะเปิดตัวกระเป๋าเงินดิจิทัลมูลค่า 10,000 บาทให้กับคนไทยที่เป็นผู้ใหญ่ทุกคนเพื่อเป็นการกระตุ้นการบริโภค มีการยกเว้นวีซ่าสำหรับผู้เดินทางจากจีนและอินเดีย รวมทั้งยังขยายไปยังประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ

นอกเหนือจากการท่องเที่ยวแล้ว เขายังต้องการให้ประเทศไทยกลายเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์ การดูแลสุขภาพ และการเงิน ยังเตรียมที่จะยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลก โดยไทยเพิ่งให้การต้อนรับ นายเจค ซัลลิแวน ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐ และ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนในเดือนมกราคม

สำหรับประเด็นละเอียดอ่อนของการแข่งขันด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างชาติมหาอำนาจ เศรษฐาหวังว่าประเทศไทยซึ่งเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐในเอเชีย จะสามารถทำหน้าที่เป็นสะพานและพื้นที่ปลอดภัย เขาต้องการยกระดับชื่อเสียงของไทยในเวทีนานาชาติ และ “อยากเห็นประเทศไทยเปล่งประกาย”

อย่างไรก็ดีหนทางข้างหน้ายังคงมืดมนอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากพรรคเพื่อไทยของนายเศรษฐาไม่ได้ชนะการเลือกตั้งทั่วไปในเดือนพฤษภาคม แต่มีคะแนนตามมาเป็นลำดับ 2 ตามหลังพรรคก้าวไกล ซึ่งถูกขัดขวางโดยวุฒิสภาไม่ให้มีอำนาจในการจัดตั้งรัฐบาลแม้จะได้ที่นั่งมากที่สุด และพรรคเพื่อไทยได้รวมกลุ่มกับพันธมิตรอีก 10 พรรคเพื่อให้เศรษฐาได้เป็นนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการสนับสนุนจากวุฒิสภา

สิ่งที่ขัดแย้งคือเศรษฐากำลังต่อสู้เพื่อแก้ไขเศรษฐกิจของไทยโดยร่วมมือกับกลุ่มเดียวกันกับที่ขัดขวางการปฏิรูปครั้งใหญ่ และเมื่อพิจารณาจากภาวะของเศรษฐกิจไทยที่ย่ำแย่และเส้นทางสู่อำนาจที่ขัดแย้งกันของเขา เศรษฐาจึงตกอยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างหนักที่จะต้องเร่งให้เกิดผลจากการกระทำอย่างแท้จริง และต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วอีกด้วย

อย่างไรก็ดี นายเศรษฐย้ำว่าความกดดันไม่ได้มาจากการที่มาเป็นพรรคอันดับ 2 แต่แรงกดดันมาจากความจำเป็นในการแก้ไขความยากจนและปรับปรุงความเป็นอยู่ของคนไทยทุกคนให้ดีขึ้น นั่นคือ ความกดดันที่เขาเผชิญอยู่ทุกวัน

เศรษฐายังเป็นเพียงนายกรัฐมนตรีคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์ไทยที่มีห้องนอนในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเขาบอกว่ามันทำให้เขาสามารถเริ่มประชุมได้ในช่วงเช้ารวมถึงตอนดึก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเขาไม่ต้องการกีดขวางการจราจรด้วยขบวนรถ

เศรษฐาไม่ใช่นักธุรกิจคนแรกที่ผันตัวมาเป็นนักการเมืองที่พยายามที่จะผลักดันการทำงานของรัฐบาล แต่เมื่อเขาเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึงเดือน กลุ่มฮามาสได้โจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งคร่าชีวิตแรงงานไทยไป 39 รายและอีก 32 คนถูกจับเป็นตัวประกัน หลังจากนั้นรัฐบาลของเขาได้เจรจาเพื่อทางปล่อยตัวประกันทั้งหมด ยกเว้นอีกเพียง 8 คนที่ยังเหลืออยู่ โดยเขาบอกว่าข่าวออกมาอย่างช้าๆ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจมากที่สุดคือ การเสียชีวิต จาก 8 เป็น 9 และ 10 เขาจำความรู้สึกนั้นได้ว่า เมื่อไหร่ตัวเลขของผู้เสียชีวิตจะหยุด

หลังจากเหตุการณ์นั้น การขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าถือเป็นเป้าหมายหลักของนายเศรษฐา นอกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว นายเศรษฐายังดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังด้วย แต่ประเทศไทยยังคงไม่ผ่านร่างงบประมาณ และยังคงมีการถกเถียงกันหลังการเลือกตั้งระดับชาติเกี่ยวกับความสามารถของเขาในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมาย โครงการกระเป๋าเงินดิจิทัลทำให้เขาต้องปวดหัวกับธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งหวั่นเกรงว่าการแจกเงินสดมูลค่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์ จะกระตุ้นให้เกิดภาวะเงินเฟ้อ

นายเศรษฐากล่าวว่า “การเป็นซีอีโอของบริษัท คุณจะรู้ว่าคุณมีอำนาจ” แต่สิ่งที่เขาพบว่าน่าประหลาดใจที่สุดคือ “การไม่มีอำนาจอย่างที่นายกรัฐมนตรีควรจะมี”

ไทม์ยังได้กล่าวถึง นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่กลับเข้ามาอยู่ในประเทศไทย หลังจากอยู่นอกประเทศนานถึง 15 ปี และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวออกจากห้องพักในโรงพยาบาลตำรวจ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ โดยมีผู้กล่าวหาว่านายเศรษฐาเป็นเพียงหุ่นเชิดของนายทักษิณเท่านั้น แต่นายกรัฐมนตรีเศรษฐาปัดคำพูดดังกล่าว โดยยืนยันอย่างหนักแน่นว่า เขาเป็นผู้ควบคุมทุกอย่าง

นายเศรษฐาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจุดมุ่งเน้นของเขาคือการลงทุนจากต่างประเทศ การค้า และการพยายามที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจที่กำลังกำลังตกต่ำ เขายังคิดถึงการปฏิรูปอุตสาหกรรมประมงของไทย ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อควบคุมการค้ามนุษย์ที่เคยแพร่ระบาดอยู่ในระยะหนึ่ง

อย่างไรก็ดี นายฟิล โรเบิร์ตสัน รองผู้อำนวยการภูมิรองผู้อำนวยการภูมิภาคเอเชียของฮิวเมนไรท์วอทช์ กล่าวว่า เห็นได้ชัดว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ได้เป็นวาระสำคัญของนายเศรษฐา แม้จะมีเยาวชนไทยอีกเกือบ 2,000 คนถูกดำเนินคดีจากการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยอย่างสันติในระหว่างปี 2563-2564 และคดีความอื่นๆ แต่เศรษฐายืนยันว่าไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัญหาใดๆ “สิทธิที่จะได้รับการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม และสิทธิที่จะแสดงความเห็นยังคงมีอยู่”

ไทม์ยังได้เขียนถึงการพบกับประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีนที่กรุงปักกิ่ง ในเดือนตุลาคม เพื่อชักชวนให้จีนเข้ามาลงทุน โดยเฉพาะโครงการแลนด์บริดจ์ของไทย โดยเศรษฐาบอกว่าเขารู้สึกได้ถึงรัศมีของความเป็นผู้นำโลกในตัวสี จิ้นผิง แต่เขาคิดว่าสิ่งที่สีต้องการคือ การค้า และคิดว่าประธานาธิบดีสีไม่ได้ต้องการสร้างปัญหา และไม่ต้องการแสวงหาสงคราม

ขณะเดียวกันนายเศรษฐายังได้พบกับประธานาธิบดี วลาดีมีร์ ปูติน ของรัสเซียในเดือนตุลาคมเช่นกัน และได้เชิญให้ปูตินเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ แม้ว่าศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) จะออกหมายจับประธานาธิบดีปูตินในกรณีของยูเครนแล้วก็ตาม

ขณะที่เจ้าหน้าที่อาวุโสของสหรัฐระบุว่า ได้แจ้งความกังวลให้รัฐบาลไทยทราบเกี่ยวกับการกระทำของปูติน รวมถึงการรุกรานยูเครนโดยปราศจากการยั่วยุ และการเสียชีวิตของ นายอเล็กซี นาวัลนี ผู้นำฝ่ายค้านรัสเซียที่ไซบีเรียเมื่อเร็วๆ นี้ แต่นายเศรษฐาไม่สนใจคำวิพากษ์วิจารณ์ใดๆ และถามว่า “มีหลักฐานว่าเขาเป็นผู้รับผิดชอบหรือไม่ มันเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในดินแดนของพวกเขา หากมันเป็นอาชญากรรมจริงๆ เราก็จะไม่ก้าวก่ายในอธิปไตยของประเทศอื่น”

ไทม์ยังตั้งคำถามถึงประเด็นการถูกครอบงำทางเศรษฐกิจโดยกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ในไทย โดยมีการยกตัวอย่างถึงการขายแอลกอฮอล์ ซึ่งถูกผูกขาดโดยครอบครัวใหญ่เพียงสองครอบครั วคิดเป็นสัดส่วนถึง 90% ขณะที่นายเศรษฐาระบุว่า ไม่เห็นว่าสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันมีอะไรผิด พร้อมกับยืนยันว่ายังมีพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติในส่วนแบ่งการตลาด และเขาไม่คิดว่าเศรษฐกิจไทยถูกครอบงำโดยกลุ่มบริษัทข้ามชาติแต่อย่างใด

ไทม์สรุปว่า การละทิ้งระเบียบพิธีการในทำเนียบรัฐบาลอาจเป็นส่วนที่ง่ายที่สุด เพราะในท้ายที่สุดแล้วนายเศรษฐาจะถูกตัดสินจากการตัดสินใจในเรื่องที่ยากลำบากเพื่อยกระดับกลุ่มคนที่อยู่ชั้นล่างสุดของสังคม แม้ว่าจะต้องแลกกับผู้สนับสนุนที่อยู่ในระดับบนของเขาก็ตาม และมีเพียงการปฏิรูปด้วยความกล้าหาญเท่านั้นที่เศรษฐกิจไทยต้องการอย่างแท้จริง

ในช่วงท้ายนายเศรษฐากล่าวว่า จากการเป็นซีอีโอของบริษัท มาเป็นซีอีโอของประเทศ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้นมีมากมาย ซึ่งไทม์ตบท้ายบทความว่า ก็เป็นเช่นเดียวกับในห้องประชุมที่อำนาจไม่เคยถูกแบ่งได้เท่าๆ กัน

อ่านฉบับเต็ม : https://time.com/6899782/thailand-prime-minister-srettha-thavisin-business-hub/