หน้าแรก การเมือง โรม คาใจ &#82...

โรม คาใจ ‘ทักษิณ’ ปิ๊กเชียงใหม่ ป่วยจริงหรือรบ.หลอกปชช. รับ โทนี่ มีอิทธิพลทางการเมือง

14.03.24 | 12:29 น.

“โรม” คาใจ “ทักษิณ” ปิ๊กเชียงใหม่ ป่วยจริงหรือรัฐบาลหลอกประชาชน ยอมรับ “โทนี่”มีอิทธิพลทางการเมืองจริง จากอภิปรายเทียบ “เศรษฐา” ปฏิกิริยาแตกต่าง ไม่รู้ใครนายกฯตัวจริงแน่

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 14 มีนาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ มีนัยยะทางการเมืองในช่วงที่ใกล้จะมีการเลือกตั้งนายก อบจ.หรือไม่ ว่า หลายฝ่ายก็มองความเป็นไปได้ว่าสุดท้ายนายทักษิณต้องการทวงคืนพื้นที่ ก็คงต้องไปรอดูรายละเอียดมากกว่านี้ แต่อาจจะเป็นการอยากกลับบ้านหรือไม่ก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องมองมากกว่านี้ที่สังคมเข้าใจคือเรื่องสุขภาพ เพราะที่ผ่านมาประชาชนรับรู้ว่านายทักษิณสุขภาพแย่มาก แต่อยู่ๆ ก็สามารถเดินทางไปจังหวัดเชียงใหม่ได้ คิดว่าเรื่องนี้ทำให้เกิดความคาใจว่าตกลงแล้วรัฐบาลหลอกเราหรือไม่ เพราะถ้ารัฐบาลไม่ตรงไปตรงมากับประชาชน เชื่อว่าเป็นรัฐบาลที่ใช้ไม่ได้ ดังนั้นถ้านายทักษิณไม่ได้ป่วยจริง และรัฐบาลหลอก ก็ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ในทางการเมืองต้องยอมรับว่านายทักษิณ มีอิทธิพลต่อการเมืองไทย ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ พวกเราเคยอภิปรายถึงนายทักษิณ ถึงนายเศรษฐา ทวีสิน นายกฯและ รมว.คลังในสภา เห็นปฏิกิริยาที่แตกต่างกันคนละเรื่อง จึงเริ่มไม่แน่ใจว่าตกลงใครคือนายกรัฐมนตรี ใครไม่ใช่ หลังจากนี้เชื่อว่านายทักษิณก็จะมีบทบาทสำคัญ ส่วนจะเป็นในการเลือกตั้งนายก อบจ.หรือเลือกตั้งระดับอื่น เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาและวางยุทธศาสตร์ทางการเมือง แต่สุดท้ายอาจจะเป็นแค่อยากกลับบ้านก็เป็นไปได้

“ผมอยากโฟกัสถึงความตรงไปตรงมา ความซื่อสัตย์ของรัฐบาลมากกว่า ไม่ต้องการเห็นรัฐบาลที่หลอกลวงประชาชน อยากเห็นรัฐบาลที่พูดความจริง ซึ่งหลายฝ่ายบอกว่านายทักษิณถูกกระทำมาก่อน ผมก็เห็นด้วย มีหลายข้อที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่การแก้ไขไม่ใช่การโกหก ต้องมาคุยด้วยกติกาในระบบ ซึ่งสามารถแก้ไขได้” นายรังสิมันต์กล่าว

Advertisement

เมื่อถามว่า จะนำเรื่องนี้มาอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ยังอยู่ในกระบวนการสรุปหัวข้ออภิปราย คงยังตอบไม่ได้ แต่จะพยายามหยิบยกเรื่องสำคัญขึ้นมา เนื่องจากครั้งนี้เป็นการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติ คงไม่นำไปสู่การถอดถอนนายกฯ หรือรัฐมนตรีได้ แต่แน่นอนว่ามีภาระทางการเมืองที่รัฐบาลต้องตอบและต้องยอมรับ เพราะถ้าเราดูจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในการจัดตั้งรัฐบาล มาจนมาถึงกรณีของนายทักษิณ ที่ประชาชนไม่เชื่อว่ารัฐบาลพูดความจริง ผนวกกับเมื่อฟังคำตอบในเวทีการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ก็จะยิ่งสร้างปัญหาความไม่เชื่อมั่นต่อรัฐบาล ขออย่าดูเบาผลลัพธ์ทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องจับตาดู

นายรังสิมันต์กล่าวต่อว่า ต้องยอมรับว่าเรามีเวลาน้อย เนื่องจากมีการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ต้องพูดตรงๆ ว่ารัฐบาลนี้ไม่เหมือนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่สามารถนับการบริหารตั้งแต่ คสช.ต่อเนื่องมา ดังนั้นหากคิดว่ารัฐบาลนี้ตอบไม่ดี จะไม่ใช่ปัญหาเฉพาะในวันนี้ แต่จะเป็นปัญหาในการบริหารงานในอนาคตอย่างแน่นอน ยืนยันว่าการอภิปรายในครั้งนี้ไม่ใช่หมัดแย็บ แต่จะเป็นคำถามสำคัญ แม้พรรคก้าวไกล จะต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องอื่นก็ตาม แต่ยอมรับว่ามีหลายเรื่องที่ทำให้เราหลุดโฟกัส เช่น การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งเรื่องยุบพรรคไปที่ศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคก้าวไกลมักอ้างว่าจะแตะไปที่กระบวนการในกรณีของนายทักษิณ ไม่เหมือนกับยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ที่พุ่งไปที่ตัวบุคคล นายรังสิมันต์กล่าวว่า ครั้งที่เราอภิปราย ไม่ใช่ว่าเราไม่แตะนายทักษิณ เราอภิปรายถึงกระบวนการที่เกี่ยวข้องหลายครั้ง แต่ที่โฟกัสกระบวนการเพราะยั่งยืนที่สุด และต้องยอมรับว่านายทักษิณกับ พล.อ.ประยุทธ์เป็นคนละกรณีกัน เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ยึดอำนาจมา และสืบทอดอำนาจ แต่กรณีนายทักษิณที่สามารถกลับเข้าประเทศได้ ตนมองว่าเป็นกระบวนการที่ไม่ควรเกิดขึ้นในลักษณะนี้ เพราะไม่สามารถทำให้เกิดขึ้นกับทุกคนได้ สุดท้ายสังคมจะมองเป็นอภิสิทธิ์ชน ซึ่งการที่สังคมไทยถูกทำให้รู้สึกว่ามีคนบางกลุ่มได้อภิสิทธิ์บางอย่างเหนือกว่าคนอื่น สังคมจะอยู่ได้อย่างไร และไม่มีทางไว้ใจกัน สุดท้ายใครอยากได้อภิสิทธิ์แบบนี้ ก็ต้องมีเส้นสาย มีเครือข่ายเข้าถึงศูนย์กลางอำนาจ เป็นสิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้น