หน้าแรก การเมือง ก้าวไกลแนะใช้...

ก้าวไกลแนะใช้งบทดรองราชการ แก้ฝุ่นภาคเหนือ ติงนายกฯปั่นจักรยาน ทำตรงข้ามที่ควรทำ

19.03.24 | 15:40 น.

‘เด็กก้าวไกล’ แนะใช้งบประมาณทดรองราชการ แก้ไขปัญหาฝุ่น-ไฟป่าภาคเหนือ ชี้ไม่ต้องประกาศภัยพิบัติใช้งบได้ทันที มองเกณฑ์ค่าฝุ่น 250 มากเกินไป ต้องสร้างความตระหนักให้ ปชช. ไม่ให้มองเป็น New Normal จวก ‘เศรษฐา’ ปั่นจักรยาน-กินข้าวเอาต์ดอร์ บอกว่าอากาศดี เป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่ควรจะทำ

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.เชียงใหม่ พรรคก้าวไกล ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ไม่ต้องการประกาศให้ จ.เชียงใหม่ เป็นพื้นที่ภัยพิบัติฉุกเฉินว่า หากดูจากระเบียบ ถ้าประกาศจะได้รับงบประมาณ 20 ล้านบาทในการบริหารจัดการได้ทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันว่าหากประกาศแล้วจะมีผลกระทบต่อนักท่องเที่ยวหรือไม่ แต่มีอีกประกาศที่ทุกคนมองข้ามไป คืองบประมาณทดรองราชการ ในส่วนของการยับยั้งภัยพิบัติที่สามารถใช้งบประมาณได้เลย 10 ล้าน โดยไม่ต้องประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ซึ่งทุกปีเราเห็นว่าปลายเดือน มี.ค.ถึงกลางเดือน เม.ย. ค่าฝุ่น PM2.5 จะสูงที่สุดในภาคเหนือ รวมถึง จ.เชียงใหม่ ส่วนนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถอนุมัติได้เลย ในอดีต จ.เชียงใหม่ใช้แค่เรื่องของภัยแล้ง แต่ทำไมเราไม่ใช้กับเรื่องฝุ่น ไฟป่า ที่เป็นมลพิษทางอากาศ กระทบกับสุขภาพอย่างรุนแรง เป็นเรื่องที่เราควรตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงไม่ประกาศออกใช้

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่าควรเป็นภัยพิบัติหรือไม่ เนื่องจากมีการนำเสนอข่าวจากสื่อต่างประเทศว่า จ.เชียงใหม่มีมลพิษทางอากาศสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกหลายวันติดกัน นายภัทรพงษ์กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประกาศพื้นที่ที่จะได้รับความช่วยเหลือทางด้านสาธารณภัยก็ต่อเมื่อให้พื้นที่มีค่า PM2.5 เกิน 250 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกิน 24 ชม. ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีจุดไหนเกิน

“ต้องตั้งคำถามว่าเกณฑ์ที่ตั้งขึ้นมาสูงเกินไปหรือไม่ เพราะจากข้อมูลในอดีตพื้นที่ที่จะถูกประกาศเป็นภัยพิบัติมีน้อยมาก เมื่อไหร่เราจะยอมรับว่า PM2.5 เป็นภัยพิบัติ และไม่จำเป็นต้องมีค่าถึง 250 เพราะค่ามาตรฐานที่เรากำหนดไว้โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติตั้งไว้แค่ 37.5 เราควรปรับเกณฑ์ในส่วนนี้” นายภัทรพงษ์กล่าว

นายภัทรพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนกระทบการท่องเที่ยวหรือไม่นั้น เรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นในภาคเหนือมาเป็น 10 ปีแล้ว ซึ่งนักท่องเที่ยวจะเลี่ยงมาท่องเที่ยวในช่วงนี้ ต้องยอมรับว่ามีผลกระทบต่อการท่องเที่ยวอยู่แล้วอยู่ที่ว่าจะยอมรับหรือไม่ การประกาศภัยพิบัติไม่ได้มีผลต่อการใช้งบเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างความตระหนักให้แก่ประชาชนด้วย รัฐขาดส่วนนี้อย่างชัดเจน เราต้องสร้างความตระหนักให้กับประชาชนจนไม่มองว่าภาวะฝุ่นควันเป็น New Normal เพราะปัจจุบันประชาชนเริ่มยอมจำนน ไม่ป้องกันตัวเพราะคิดว่าเป็นเรื่องปกติที่ต้องเกิด รวมถึงต้องไม่รณรงค์ ในทางที่ผิดแล้ว

Advertisement

“ภาพนายกรัฐมนตรีไปปั่นจักรยานแล้วบอกว่าอากาศดี แม้กระทั่งกินข้าวเอาต์ดอร์แล้วบอกว่าอากาศดีจังที่เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการกระทำที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เราควรจะทำ” นายภัทรพงษ์กล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่า ควรจะแก้ไขอย่างไรในระยะสั้น รวมถึงระยะยาว นายภัทรพงษ์กล่าวว่า แผนป้องกันบรรเทาสาธารณภัยจะมีศูนย์ตอบโต้ภาวะฉุกเฉินด้านสาธารณสุขที่แต่ละจังหวัดจะมีนายแพทย์ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เป็นผู้รับผิดชอบ ซึ่งตรงนี้ต้องชัดเจนว่าในปีนี้เราจะบริหารจัดการอย่างไร เพื่อให้กลุ่มเปราะบาง หรือประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อสุขภาพได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมและรวดเร็ว รวมถึงจะมีการ ตรวจสอบผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดอย่างไร เพราะรัฐบาลมีเป้าหมายที่จะลดผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับปอดให้เหลือแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ปัจจุบันใน จ.เชียงใหม่ทำได้เพียง 17 เปอร์เซ็นต์

นายภัทรพงษ์กล่าวว่า ในส่วนงบประมาณชัดเจนเรื่องไฟป่า ปัจจุบันพื้นที่ป่าแบ่งออกเป็นพื้นที่ป่าไม้และพื้นที่ของอุทยานฯ แต่พื้นที่ป่าไม้ถูกโอนให้กับท้องถิ่นไปหมดแล้ว ปัจจุบันมีประกาศจากคณะกรรมการกระจายอำนาจเพิ่มขึ้นอีกว่าให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการจัดการพื้นที่อุทยานฯด้วย แต่ท้องถิ่นไม่มีเงิน งบประมาณที่ขอผ่านกรมส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็ไม่ได้ตามที่ที่ตั้งไว้ ชัดเจนว่ามีแต่ภารกิจให้กับท้องถิ่นแต่ไม่มีเงิน ในส่วนนี้เราอาจต้องหาทางเข้าช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับงบประมาณในการแก้ไขปัญหา