หน้าแรก การเมือง ก้าวไกล วางวา...

ก้าวไกล วางวาระเข้มงบ-ซักฟอก หวัง ‘เศรษฐา-ครม.’ มาตอบคำถาม-ให้ความสำคัญงานสภา

19.03.24 | 17:37 น.

“พริษฐ์” เผยวงประชุม “ก้าวไกล” วันนี้ ถกเรื่อง งบ-ซักฟอกทั่วไป ยันวางวาระเข้มข้น ดักคอ “เศรษฐา-ครม.” หวังมาตอบ-ให้ความสำคัญงานสภา

เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 19 มีนาคม ที่ทำการพรรคก้าวไกล นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล กล่าวถึงวาระการประชุมของ ส.ส.พรรคประจำสัปดาห์นี้ว่า การประชุมในวันนี้จะเกี่ยวข้องกับวาระการประชุมสภา ซึ่งเหลืออีกเพียงสามสัปดาห์เท่านั้น ก็จะหมดสมัยการประชุม โดยคาดว่า ประเด็นเฉพาะหน้าในสัปดาห์นี้ คือ เรื่องของการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 วาระ 2-3 ในวันที่ 20-22 มีนาคมนี้ ส่วนสัปดาห์ถัดไปจะเป็นวาระของการพิจารณากฎหมาย ซึ่งเข้าใจว่ากฎหมายสมรสเท่าเทียมน่าจะมีการพิจารณาเสร็จสิ้นในชั้นคณะกรรมาธิการ (กมธ.) และจะเข้าสู่ที่ประชุมสภา ในวาระที่ 2-3

นายพริษฐ์กล่าวต่อว่า ตนได้ยินมาว่าอาจจะมีการเรียกประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อพิจารณาญัตติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ประธานสภา ไม่ได้บรรจุลงในร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ทั้งของพรรคเพื่อไทยที่เสนอไปเมื่อต้นปี และของพรรคก้าวไกล ก็อาจจะไม่ได้รับการบรรจุด้วยเหตุผลเช่นเดียวกัน และในสัปดาห์สุดท้ายจะเป็นการอภิปรายทั่วไปแบบไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ซึ่งถือว่าเป็นสามสัปดาห์ที่มีความสำคัญ

นายพริษฐ์กล่าวด้วยว่า สำหรับการอภิปรายงบประมาณนั้น ตนคิดว่าทุกคนทราบดีว่างบประมาณปี’67 ถูกใช้พลางไปก่อนแล้ว เพราะงบประมาณออกมาช้ากว่าปฏิทินงบประมาณทั่วไป และตนคิดว่าการที่ประชาชนได้เห็นการทำงานของ กมธ.วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายปี’67 และการอภิปรายของ ส.ส.ในสภา จะทำให้ประชาชนเห็นชัดขึ้นว่า งบประมาณปี’67 ถูกจัดสรรอย่างสมเหตุสมผลมากน้อยแค่ไหน ในการแก้ไขวิกฤตต่างๆ ของประเทศ รวมถึงวาระต่างๆ ที่รัฐบาลอยากจะผลักดัน หากบอกว่าไม่สามารถจัดสรรงบประมาณปี’67 ได้อย่างชัดเจนเพียงพอ ก็ยังมีพื้นที่ที่สามารถตัดงบที่ไม่จำเป็นออกในชั้น กมธ.และแปรไปสู่งบส่วนอื่นตามโครงการที่รัฐบาลตั้งไว้ได้

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ฉะนั้น คิดว่ามี 2 โจทย์ที่อยากเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนจับตาดู คือ 1.งบประมาณปี’67 ยังมีอะไรที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่หรือไม่ 2.รัฐบาลได้ทำเต็มที่หรือไม่ ในการจัดสรรงบประมาณผ่านกลไก กมธ.เพื่อที่จะทำให้เป็นไปตามหรือสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐบาลมีวาระไว้

Advertisement

เมื่อถามถึงการวางตัวคนในการอภิปราย จะมีความเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน นายพริษฐ์กล่าวว่า ความจริงเข้มข้นทุกวาระอยู่แล้ว แทบจะทุกสัปดาห์ เพราะโดยเฉลี่ยแล้วจะมีกฎหมายของพรรคก้าวไกลเข้าสู่วาระที่ประชุมสภาเกือบทุกสัปดาห์ ทุกการประชุมจึงมีความสำคัญต่อการทำงานของพรรคก้าวไกล ส่วนการอภิปรายงบประมาณ และการอภิปรายทั่วไป เป็นปกติที่พรรคก้าวไกลได้วางไว้ คือมีกระบวนการให้ ส.ส.ที่มีความประสงค์จะอภิปรายมาลงชื่อ แล้วจึงมีการคัดเลือก เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีการอภิปรายครอบคลุมทุกประเด็น และไม่ซ้ำซ้อนกันจนเกินไป เพราะทุกนาทีในสภามีความหมาย ถ้าสองคนพูดเรื่องเดียวกัน ก็เป็นการใช้เวลาที่ไม่มีประสิทธิภาพมากที่สุด

เมื่อถามว่า ขณะนี้มี ส.ส.ลงชื่อมากน้อยแค่ไหนนั้น นายพริษฐ์กล่าวว่า ในส่วนของการอภิปรายงบประมาณก็มีการลงชื่อพอสมควร เพราะส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ที่ทำงานโดยตรงกับเรื่องนี้เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น ส.ส.ที่ทำงานอยู่ใน กมธ.งบประมาณโดยตรง หรือ ส.ส.ที่ทำงานอยู่ในอนุ กมธ.งบประมาณ แต่ก็ยังมี ส.ส.ทั่วไปที่มีความสนใจด้วย คิดว่าในมุมของ ส.ส.ที่ได้อภิปรายในภาพรวมไปแล้วในวาระที่ 1 หากเห็นว่ามีการปรับเปลี่ยนหรือไม่ปรับเปลี่ยนอย่างไร ก็อาจมีความต้องการลงลึกไปในบางส่วนตามมา

เมื่อถามว่า จะฝากอะไรถึงรัฐบาลในการวางแผนงบประมาณปี’68 บ้างหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า คู่ขนานไปกับการที่ ส.ส.พรรคก้าวไกลมีส่วนร่วมในการตรวจสอบงบประมาณปี’67 ผ่านชั้น กมธ. ที่มีนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล เป็นผู้ริเริ่มกระบวนการคู่ขนาน เพื่อศึกษาการของบประมาณปี’68 ตั้งแต่ต้นน้ำ เพราะที่ผ่านมา ครั้งแรกที่สภาจะได้มีโอกาสตรวจสอบงบประมาณ มักจะเป็นหลังจากที่งบประมาณมีการจัดทำมา และเสนอเป็นร่างเข้าสู่สภาเรียบร้อยแล้ว แต่สิ่งที่นายณัฐพงษ์พยายามทำ คือการที่ทำให้ ส.ส.มีโอกาสเข้าไปตรวจสอบคำของบประมาณตั้งแต่ต้นทาง เพื่อจะได้เห็นว่า แต่ละหน่วยงานมีคำของบประมาณอะไรบ้าง และอาจมีการเสนอแนะไป หากเห็นว่าโครงการไหนดูจะตอบโจทย์หรือไม่ตอบโจทย์ เพื่อหวังที่จะเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของฝ่ายบริหารว่า ควรอนุมัติคำของบประมาณอะไรบ้าง

เมื่อถามว่า แม้จะมีการทำคู่ขนาน แต่รัฐบาลยังมีการจัดทำงบประมาณแบบเดิม จะมีประโยชน์อะไรหรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่เราตัดสินใจทำเรื่องนี้ เพราะเราเข้าใจดีว่า ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงประเทศตามที่ประชาชนคาดหวัง ก็จำเป็นจะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการในการจัดสรรงบประมาณ ดังนั้น หากอยากให้ประชาชนหรือ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จะรอเพียงแค่ร่างที่เคาะจากฝ่ายบริหารและเสนอเข้าสู่สภา ก็อาจจะไม่ทันต่อการให้คำแนะนำ หรือการให้ข้อเสนอแนะ

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น การที่เราเปิดโอกาสและเพิ่มความโปร่งใสให้ประชาชนเห็นถึงกระบวนการตัดสินใจก่อนหน้านั้น ก็จะเป็นส่วนสำคัญ หวังว่าความเห็นของ ส.ส.ทุกพรรคจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการตั้งงบประมาณ

เมื่อถามว่า ได้มีการตกผลึกแล้วหรือไม่ว่าจะมีประเด็นในการอภิปรายอะไรบ้าง นายพริษฐ์กล่าวว่า การอภิปรายทั่วไปอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการคัดเลือก ที่คณะกรรมการจะมีการคัดกรอง ซึ่งเมื่อกำหนดวันแล้ว ก็พอจะคำนวณได้ว่าพรรคก้าวไกลจะมีเวลาในการอภิปรายเท่าไหร่ และด้วยเวลาจำกัดที่เรามีอยู่ จะแบ่งให้ผู้อภิปรายได้กี่คน และครอบคลุมได้กี่ประเด็น ยืนยันว่าครอบคลุมทุกประเด็นที่ประชาชนให้ความสำคัญแน่นอน รวมถึงนโยบายหลักของรัฐบาลที่ประชาชนคาดหวัง ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนการแบ่งเวลาให้แต่ละพรรคนั้น ต้องยึดตามสิ่งที่เคยทำมาในอดีต ที่ต้องจัดสรรให้กับฝ่ายต่างๆ ซึ่งเวลาส่วนใหญ่ของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ก็คงมีการจัดสรรเวลาตามสัดส่วนของ ส.ส.ที่แต่ละพรรคได้ เป็นไปตามธรรมเนียมปฏิบัติของการทำงานในสภาอยู่แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่นายเสรี สุวรรณภานนท์ ส.ว. ระบุว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจจะไม่มาตอบการอภิปรายของ ส.ว.นั้น ในส่วนของการอภิปรายของ ส.ส.มีความคาดหวังต่อการมาตอบของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างไรบ้าง นายพริษฐ์กล่าวว่า เราคาดหวังให้ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในฐานะฝ่ายบริหาร ให้ความสำคัญกับงานในสภาอยู่แล้ว แน่นอนการมาตอบคำถามของ ส.ส.ในการเปิดอภิปราย เป็นความคาดหวังขั้นพื้นฐาน

“แต่เราไม่ได้คาดหวังแค่ตรงนั้น เราอยากให้นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีทุกคนให้ความสำคัญกับสภา ที่สุดแล้วเราอยู่ในระบบรัฐสภา ที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารมีความเชื่อมโยงกัน ฝ่ายบริหารเข้าสู่ตำแหน่งได้ก็เพราะได้รับการรับรองจากฝ่ายนิติบัญญัติที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน” นายพริษฐ์กล่าว

นายพริษฐ์กล่าวอีกว่า ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไม่เพียงแต่มาตอบคำถาม ในการอภิปราย แต่มาตอบในกระทู้ถามสด กระทู้ทั่วไป หรือแม้กระทั่งให้ความร่วมมือกับการเข้ามาตอบคำถามในชั้นกรรมาธิการ จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ ส.ส.สามารถทำงานได้เต็มที่ ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล และถามคำถามแทนพี่น้องประชาชน