สุวิทย์เผย ป.ย.ป.ถก 4 วาระ เตรียมการปฏิรูป จัดความสำคัญเร่งด่วน เสริม 4 อนุฯจัดพิมพ์ปฏิรูป
นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขาฯป.ย.ป. กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ใน ป.ย.ป.ว่า จุดประสงค์ในการประชุมวันนี้เพื่อซักซ้อมการทำงาน ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญตามภารกิจของรัฐบาลและ คสช. ที่ต้องการให้การปฏิรูปเกิดขึ้น ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่ปฏิรูป การประชุมวันนี้จึงมีความสำคัญมาก แม้รัฐบาล สนช. สปท. จะมีการทำงานมาในระดับหนึ่ง แต่วันนี้ ป.ย.ป.มีขึ้นเพราะทุกเรื่องมีความสัมพันธ์กัน โดยเฉพาะการปฏิรูป เพื่อทำให้ยุทธศาสตร์ชาติไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีความปรองดองเอื้อให้เกิดสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมาการทำงานของภาคส่วนต่างๆ อาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงต้องมาร่วมทำงานด้วยกันในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ
นายสุวิทย์กล่าวว่า การประชุมวันนี้มี 4 วาระ 1.การตรวจสอบสิ่งที่แต่ละฝ่ายได้ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้วาระการปฏิรูปแตกย่อยออกเป็น 134 วาระใน สปท. แต่มีปัญหาที่ต่างคนต่างทำ จนเมื่อได้คุยกันวันนี้ จึงต้องทำงานร่วมกันเพื่อให้มีประสิทธิภาพ 2.การจัดลำดับความสำคัญในวาระการปฏิรูป โดย สปท.ได้จัดลำดับไว้บางส่วนแล้ว นอกจากนี้ ประธาน สปท.ยังหารือกับนายกฯว่ามีเรื่องสำคัญอีก ซึ่งเมื่อกลั่นกรองออกมาแล้ว มี 27 เรื่อง แบ่งเป็น 4 ชิ้นงานสำคัญ ตามที่ สปท.เสนอ คือ (1) การปฏิรูปกลไกภาครัฐ 9 วาระ (2) เรื่องที่นายกฯให้ความสำคัญ คือเรื่องของการพัฒนาคน 5-6 วาระ (3) เครื่องมือพื้นฐานในการพัฒนาฐานราก 4-5 วาระ (4) การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน น้ำป่า ผังเมือง พลังงาน การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ทั้งหมดมาจากการกลั่นกรองเบื้องต้นของ สปท. โดยที่ประชุมได้เสนอประเด็นอื่นเพิ่มเติมคือในการบริหารราชการแผ่นดินท้องถิ่น
“วันนี้ถือเป็นมิติแรกของการหารือ การจัดลำดับความสำคัญ การปฏิรูปเป็นงานที่มีความต่อเนื่อง อาจจะต้องใช้เวลา 20-30 ปี แต่นายกฯให้โจทย์ว่า ต้องเริ่มแล้วในปีนี้ อะไรคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ ด้วยพลังความร่วมมือของแม่น้ำ 3 สาย ต่อไปเราจะมีคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ซึ่งเป็น 1 ใน 4 ของ ป.ย.ป. โดยจะใช้คณะกรรมการชุดนี้ลดขั้นตอน เพื่อให้ 3 ฝ่ายได้หารือกัน หลังได้ข้อสรุปก็สามารถนำเรื่องสู่ ครม.ได้ เพื่อออกกฎหมายตามขั้นตอนเพื่อให้การปฏิรูปขับเคลื่อนไปได้”
นายสุวิทย์กล่าวว่า ส่วนวาระที่ 3 คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ จะลดขั้นตอนต่างๆ เพื่อปรับขบวนการให้กระชับ สามารถผลักดันให้วาระการปฏิรูปสำเร็จอย่างรวดเร็ว 4.การจัดทัพคณะอนุกรรมการในคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ โดยจะมีเสนอดังนี้ 4 อนุกรรมการ 1.อนุทำงานว่าด้วยการเตรียมการพิมพ์เขียวเพื่อการปฏิรูป 2.คณะอนุทำงานเตรียมการให้สำนักงานปลัดกระทรวงทุกกระทรวง ต้องเตรียมการไว้รองรับยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูป การปรองดอง ทุจริต คอร์รัปชั่น ชื่อคณะอนุกรรมการประสานกระทรวง ขับเคลื่อนการปฏิรูป 3.คณะอนุทำงานการรับรู้และการมีส่วนร่วม เพื่อให้ประชาชนเข้าใจว่าจะได้อะไรจากการปฏิรูป แล้วจะมีส่วนร่วมได้อย่างไร 4.คณะอนุทำงานเรื่องการติดตามประเมินผล
นายสุวิทย์กล่าวว่า สัปดาห์หน้า ป.ย.ป.จะมีการประชุมคณะกรรมการเตรียมการยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมการเตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง ซึ่งจะมีความคืบหน้าและเห็นเป็นรูปธรรมเร็วๆ นี้
“สปท.-สนช.” ขานรับ ป.ย.ป. ปฏิรูปประเทศ 27 วาระ ปรับบทบาทเชิงรุก
เมื่อเวลา 12.15 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แถลงผลประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อเตรียมการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ว่า ในที่ประชุมได้มีการจัดลำดับความสำคัญวาระเร่งด่วนในการปฏิรูปทั้งสิ้น 27 วาระ ที่กรรมาธิการ สปท.ได้จัดลำดับความสำคัญจาก 12 ด้าน เพื่อให้วาระเข้าสู่ประเด็นยุทธศาสตร์ชาติ 10 ประเด็นของนายกรัฐมนตรี ส่วนบางเรื่องที่ประธานกรรมาธิการ สปท.บางด้านได้เสนอวาระเพิ่มเติมที่ควรจะขับเคลื่อนเร่งด่วนซึ่งที่ประชุมได้รวมไว้ในการปฏิรูปเร่งด่วนของ ป.ย.ป.ต่อไป
ด้านนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ภารกิจของ สนช.ที่เหลือตามโรดแมปของ คสช.คืองานนิติบัญญัติที่ต้องพิจารณากฎหมาย 3 แหล่ง คือ 1.กฎหมายที่รัฐธรรมนูญฉบับประชามติกำหนด 2.กฎหมายที่มาจากรัฐบาล และ 3.กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปที่ สปท.เสนอ โดยกฎหมายที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญกำหนด ได้แก่ ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 8 เดือน จำนวน 10 ฉบับ ซึ่งในจำนวนดังกล่าวมี 4 ฉบับที่จำเป็นในการเลือกตั้ง และ สนช.ต้องทำกฎหมายลูกอีก 2 ฉบับ คือ ร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 4 เดือน นับแต่วันที่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ คือร่างพ.ร.บ.ปฏิรูปประเทศ และยังมีกฎหมายอื่นประมาณ 5-6 ฉบับที่ต้องทำให้เสร็จภายในเวลา 1 ปี ส่วนกฎหมายที่มาจากรัฐบาลเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน การปรับปรุงแก้ไขเรื่องต่างๆ ที่เป็นวาระเร่งด่วน เหลือประมาณ 30 ฉบับ และกฎหมายที่ สปท.เสนอ ซึ่ง ป.ย.ป.จะต้องพิจารณาจัดลำดับความสำคัญเพื่อทำกฎหมายนี้ให้ได้และเสนอให้ สนช.พิจารณาอีกครั้ง เช่น ร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ…. ที่มีปรากฏเป็นข่าวแต่ยังไม่มีการเสนอเข้ามาเป็นกฎหมายแต่อย่างใด
นายพรเพชรกล่าวว่า สนช.ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทการทำงาน เปลี่ยนยุทธวิธีในการทำงานในเชิงรุก จากที่เคยตั้งรับและรอรัฐบาลส่งมาให้พิจารณา จะต้องเป็นฝ่ายรุกเตรียมการว่ากฎหมายแต่ละฉบับมีหลักการความคิดเห็นอย่างไร เพื่อที่จะได้รู้ล่วงหน้าและพิจารณาได้เร็ว ยกตัวอย่าง ขณะนี้กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ทำเสร็จแล้ว และ สนช.ได้ตั้งกรรมการเตรียมพิจารณาภายในเวลา 60 วัน แต่ยังเสนอไม่ได้เพราะต้องรอรัฐธรรมนูญประกาศใช้
กฤษฎีกาเผย หลังมี ป.ย.ป. กฎหมายจ่อเข้าเพียบ
เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานว่า ในที่ประชุมนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ให้แนวทางการทำงานว่าเรื่องอะไรที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นว่าเป็นเรื่องด่วนจะมีการตั้งทีมขึ้นมาดูว่าเรื่องใดสามารถส่งให้กฤษฎีกาพิจารณาล่วงหน้าแล้วค่อยเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยเรื่องเหล่านั้นต้องเป็นเรื่องกฎหมายที่สอดคล้องกับรัฐบาล การปฏิรูป และยุทธศาสตร์ แต่ต้องให้นายกฯเป็นผู้สั่งการมาด้วย เพราะการพิจารณากฎหมายของกฤษฎีกาจะเริ่มทำงานได้ต้องให้ ครม.ส่งเรื่องมาหรือนายกฯสั่งการ ซึ่งในขั้นตอนกฤษฎีกาจะเชิญ สปท.มาให้ความเห็นด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการระบุว่ามีข้อกฎหมายค้างอยู่ที่กฤษฎีกาจำนวนมาก นายดิสทัตกล่าวว่า เรื่องของ สปท.ที่มาอยู่ในกฤษฎีกาออกไปเกือบหมดแล้ว ค้างอยู่ไม่กี่เรื่อง ซึ่งได้ชี้แจงในที่ประชุมไปแล้ว อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะมีกฎหมายเข้ามากฤษฎีกาจำนวนมาก ทั้งกฎหมายปฏิรูป กฎหมายตามรัฐธรรมนูญ เมื่อรวมกับของเดิมที่มาจากรัฐบาลก็เหมือนต้องทำงานเป็นสองเท่า เราจึงต้องปรับการทำงาน โดยอาจต้องหาคนมาช่วยและทำให้กระบวนการเร็วขึ้น ซึ่งเรื่องทั้งหมดขอให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจได้พิจารณาก่อน

