สุรเดช แนะ รบ. ให้ฟังความเห็นโครงการแลนด์บริดจ์รอบด้าน มีจุดแข็ง-อ่อนสู้เพื่อนบ้านได้หรือไม่ ถาม เศรษฐา หลังทำโรดโชว์ต่างชาติตอบรับอย่างไรบ้าง ชี้ สร้างท่าเรือน้ำลึกภูเก็ตให้เรือสำราญเทียบท่า หวังเป็น Home Port รับนักท่องเที่ยวเพิ่ม
เมื่อวันที่ 25 มีนาคม ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มี พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม พิจารณาการอภิปรายทั่วไปเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงข้อเท็จจริง หรือชี้แจงปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินโดยไม่มีการลงมติ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 153 นั้น
เวลา 13.00 น. นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ส.ว. อภิปรายถึงปัญหาโครงการสะพานเศรษฐกิจเชื่อมทะเลอ่าวไทยและอันดามัน (แลนด์บริดจ์) ว่า ขอชื่นชมนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่มีแนวคิดดำเนินการโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งเป็นโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่ต่อยอดจากรัฐบาลที่แล้ว โดยมีความมุ่งมั่นเพื่อจะลดระยะค่าใช้จ่ายในการเดินเรือ และร่นระยะเวลาเดินทางที่ต้องผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเป็นการลงทุนที่ชักชวนต่างชาติให้ร่วมลงทุน โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งนายกฯ ให้ความสำคัญกับโครงการนี้ โดยจะเห็นได้จากการเดินทางไปประเทศต่างๆ และแนะนำโครงการนี้ ตนจึงมีข้อเสนอแนะว่า อันดับแรก การจะแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มีท่าเรือผ่านช่องแคบมะละกา เรามีจุดแข็งอะไร ทำเวลาได้ดีกว่าหรือไม่ สอง ค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าหรือไม่ สาม การสร้างอุตสาหกรรมหลังท่า แม้เราจะมีโครงการอีอีซีแต่กลับยังไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร และเราจะมีศักยภาพมากพอที่จะทำได้หรือไม่ ความเหมาะสมของท่าเรือน้ำลึก โดยใน จ.ชุมพร ไม่มีเกาะบังคลื่นบังลม อาจส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ การที่เราจะสร้างท่าเรือสำหรับขนถ่ายสินค้านั้น เรามีชุมทางคล้ายชุมทางตลาดไทที่พร้อมจะแข่งขันกับประเทศอื่นหรือไม่
นายสุรเดชกล่าวต่อว่า การที่นายกฯ เดินทางนำเสนอโรดโชว์ในต่างประเทศ ไม่ทราบว่าต่างประเทศได้ตอบรับโครงการแลนด์บริดจ์อย่างไรบ้าง นอกเหนือจากนี้ที่รัฐบาลได้ถามกระทรวงคมนาคมและที่ปรึกษาออกแบบโครงการนี้ ได้สอบถามนักวิชาการภาคอื่นๆ ถึงความเหมาะสมหรือไม่ และได้สอบถามผู้ประกอบการเดินเรือว่าเห็นด้วยกับโครงการดังกล่าวหรือไม่ ส่วนช่องแคบมะละกาคับแคบตามที่กระทรวงคมนาคมกล่าวจริงหรือไม่ ขณะเดียวกัน หลายประเทศเพื่อนบ้านที่มีท่าเรือ ก็คงมีการปรับปรุงท่าเรือเพื่อรองรับจำนวนเรือขนถ่ายสินค้า

นายสุรเดชกล่าวว่า นอกเหนือจากโครงการเมกะโปรเจ็กต์ที่รัฐบาลจะส่งเสริมแล้ว ไม่จำเป็นต้องทำแค่โครงการแลนด์บริดจ์อย่างเดียว เรามีอีกหลายโครงการที่จะทำให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า โดยตนมีข้อเสนอการส่งเสริมการคมนาคม 5 เรื่อง
1.ระบบขนส่งทางราง เดิมทีเรามีโครงการเดินทางและขนส่งเส้นทางสิงคโปร์-คุนหมิง ซึ่งเราไม่ชำนาญด้านการเดินเรือ แต่เรามีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ ซึ่งเชื่อมต่อตั้งแต่สิงคโปร์ตามแนวไปจนถึงคุนหมิง และเชื่อมต่อไปยุโรปได้ แต่อาจต้องมีการปรับปรุงรางรถไฟบริเวณด่านปาดังเบซาไปยังหาดใหญ่ จากรางเดี่ยวเป็นรางคู่ เพื่อขนถ่ายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และโครงการดังกล่าว โครงการเส้นทางรถไฟจีน-ลาว สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2564 แต่ไทยยังไม่มีการสร้าง ทำให้รถไฟขนถ่ายสินค้าและสำหรับเดินทาง ไม่สามารถข้ามมาไทยได้ ทำให้ไทยเสียโอกาสตรงนี้ จึงควรเร่งหยิบยกเส้นทางสายที่สาม หนองคาย-เวียงจันทน์โดยเร็ว
2.การส่งเสริมให้เอกชนในการขนส่งทางรถไฟ รัฐบาลเองก็ลงทุนรถไฟรางคู่หลายแสนล้าน แต่กลับมีการขนถ่ายสินค้าทางรถไฟเพียง 2 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากระเบียบการดำเนินการขนส่งต้องเป็นของรถไฟเท่านั้น ไม่ได้เปิดโอกาสให้เอกชนเป็นผู้ดำเนินการ ควรแก้ไขให้เอกชนมีสิทธิในการดำเนินการตรงนี้ โดยที่การรถไฟคิดแค่ค่าผ่านทาง
3.แผนพัฒนาท่าอากาศยานที่นายกฯ ระบุว่า ปัจจุบันเรามีผู้โดยสาร 40-50 ล้านคนต่อปี และสามารถเพิ่มเป็น 60 ล้านคนต่อปีได้ ถ้าเราสร้างอาคารผู้โดยสารอีกหนึ่งหลัง และสร้างรันเวย์ที่ 4 เพิ่มขึ้นจะทำให้มีผู้โดยสารกว่า 150 ล้านคนต่อปี
4.แผนพัฒนาการขนส่งทางเรือนั้น อยากให้รัฐบาลมีการพัฒนาท่าเรือภูเก็ตให้สามารถต่อยอดเป็นท่าเรือน้ำลึกจาก 9 เมตร เป็น 15 เมตร เพื่อให้เรือสำราญขนาดใหญ่สามารถจอดเทียบท่าได้ เนื่องจากท่าเรือภูเก็ตเป็นท่าเรือที่มีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมาก หากทำได้จะทำให้ภูเก็ตเป็นท่าเรือ ‘Home Port’ ซึ่งตรงนี้ใช้งบประมาณไม่มาก
5.แผนพัฒนาการขนส่งทางบกคือ โครงการ ASEAN Drive Tourism ระหว่าง ไทย ลาว มาเลเซีย กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งเห็นว่า ควรเพิ่มประเทศจีนเข้าไปด้วย แต่สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือ กฎระเบียบต่างๆ ที่เป็นอุปสรรค เช่น กฎระเบียบระยะเวลาในการใช้รถ การนำเข้ารถ และใบอนุญาตการใช้รถ

