กางข้อดี-ผลกระทบตั้ง‘กาสิโน’การศึกษาฉบับ‘กมธ.’

31.03.24 | 12:32 น.

 

หมายเหตุ – สาระสำคัญส่วนหนึ่ง รายงานผลการพิจารณาศึกษาเรื่องการศึกษาเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งคณะกรรมาธิการวิสามัญฯพิจารณาแล้วเสร็จ โดยที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติเสียงข้างมากเห็นชอบส่งรายงานให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

⦁ผลการพิจารณาศึกษา

จากการศึกษาถึงสภาพปัญหาและผลกระทบของการเปิดสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) เพื่อแก้ปัญหาการพนันผิดกฎหมายและเพื่อประโยชน์ด้านเศรษฐกิจของประเทศ ตามที่คณะกรรมาธิการได้ดำเนินการพิจารณาศึกษาไปในแต่ละด้านนั้น ก็ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อที่จะนำสู่การกำหนดนโยบาย และแผนการดำเนินงานที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนองค์ประกอบต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ให้นำไปกำหนดเป็นแนวทางในการปฏิบัติที่มุ่งให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งรายละเอียดผลการพิจารณาศึกษามีดังนี้

ด้านผลกระทบจากการมีสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex)

Advertisement

สถานบันเทิงแบบครบวงจร (Entertainment Complex) ถือเป็นสถานที่ที่มีองค์ประกอบจำนวนมาก เช่น เป็นสถานที่สำหรับประกอบธุรกิจบันเทิงและเกี่ยวเนื่องหลากหลายประเภทรวมกัน อาทิ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล ธนาคาร สวนสนุก กาสิโน (รวมถึงการพนันถูกกฎหมายอื่นๆ) สนามกีฬา หอประชุมสำหรับการจัดงานแสดงต่างๆ เป็นต้น สำหรับเพื่อการบันเทิงและพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งมีการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ มีมูลค่าการลงทุนที่สูง โดยอาจใช้ระยะเวลาการก่อสร้าง 5-10 ปี มีการจ้างแรงงานคน และการสร้างงานสร้างอาชีพที่เกี่ยวเนื่องโดยรวมในพื้นที่ได้เป็นจำนวนมาก สามารถที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในพื้นที่ได้อย่างมากมาย ซึ่งการมีโครงการขนาดใหญ่เช่นนี้ย่อมเกิดผลกระทบทั้งในเชิงบวก เชิงลบ และในมิติต่างๆ โดยสามารถจำแนกออกได้ดังนี้

ก.ผลกระทบในเชิงบวก

1.ด้านนโยบายทางการเมือง ทำให้ควบคุมหรือกำกับดูแลการประกอบธุรกิจบางประเภทที่มีผลกระทบต่อประชาชนในภาพรวมได้ดีขึ้น เช่น ธุรกิจกาสิโน หรือการเล่นพนันถูกกฎหมาย เป็นต้น ทำให้ประชาชนหันไปพึ่งพาการพนันที่ผิดกฎหมายน้อยลง เป็นการลดภาระของเจ้าหน้าที่
บ้านเมืองในการที่จะป้องกันและปราบปรามตามกฎหมาย ช่วยลดปัญหาผู้มีอิทธิพล และลดปัญหาเงินตรารั่วไหลจากการที่ประชาชนนำเงินออกไปเล่นการพนันนอกประเทศ เป็นต้น รวมถึงช่วยลดภาระด้านงบประมาณของประเทศที่ใช้ในการป้องกันแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วย

2.ด้านเศรษฐกิจ กระตุ้นให้เกิดการลงทุนในประเทศ ทำให้อัตราการว่างงานของคนในพื้นที่ลดน้อยลง มีการเพิ่มอัตราการจ้างงาน ส่งผลให้ในภาพรวมประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและใช้จ่ายมากขึ้นทั้งในด้านการอุปโภค บริโภค รวมทั้งทำให้เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพจากธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องเพื่อรองรับการเข้ามาของนักท่องเที่ยว ทำให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรในพื้นที่อันเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ ส่งผลให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีและรัฐมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น ทั้งจากค่าธรรมเนียม ค่าการอนุมัติ อนุญาต และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศให้เติบโตได้ต่อไป

จากการประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยของสำนักงานเศรษฐกิจการคลังกระทรวงการคลัง โดยอ้างอิงกรณีการเปิดกาสิโนในประเทศสิงคโปร์ พบว่าก่อนปี 2009 นักท่องเที่ยวต่างชาติมีการใช้จ่ายในการเยี่ยมชมสถานที่และความบันเทิงต่อคนประมาณ 51 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 1,340 บาท) แต่เมื่อมีการเปิดกาสิโนถูกกฎหมาย นักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายในหมวดนี้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3 ปีแรก 841 ดอลลาร์สิงคโปร์ (ประมาณ 22,300 บาท) หรืออาจอนุมานได้จากนักท่องเที่ยวมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 22,300 บาทต่อคน เมื่อคำนวณรวมกับค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวปี 2566 ที่อยู่ที่ 42,750 บาท/คน/ทริป ทำให้คาดว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะมีการใช้จ่ายประมาณ 65,050 บาท/คน/ทริป

3.ด้านสังคม ประชาชนกลุ่มเปราะบางในพื้นที่ที่มีการจัดตั้งสถานบันเทิงครบวงจร อันได้แก่ กลุ่มเด็กและเยาวชน ในแง่ของผลดีจะเกิดการจ้างงานชั่วคราว (Part-time) ให้กับเด็กและเยาวชนในครอบครัวยากจนและขาดโอกาสให้มีงานทำ รวมถึงกลุ่มผู้สูงอายุและคนพิการ ในกรณีเป็นสถานบันเทิงขนาดใหญ่เกิดการจ้างงานคนพิการตามกฎหมายซึ่งถือเป็นการส่งเสริมอาชีพให้กับกลุ่มเปราะบางดังกล่าวได้ตลอดจนเกิดการสร้างงานสร้างอาชีพในพื้นที่ ซึ่งย่อมส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวที่สมาชิกไม่จำเป็นต้องเคลื่อนย้ายออกไปหางานทำในพื้นที่อื่นๆ ช่วยให้ลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งและการใช้ความรุนแรงในครอบครัวลงได้ในระดับหนึ่ง

4.ด้านการศึกษาและการพัฒนาฝีมือแรงงาน ทำให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมทักษะเฉพาะด้านในโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อรองรับตลาดแรงงานฝีมือที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจในสถานบันเทิงครบวงจร อาทิ หลักสูตรการบริหาร

จัดการในธุรกิจเฉพาะด้าน หลักสูตรการเป็นผู้ปฏิบัติงานในธุรกิจกาสิโน หรือในธุรกิจบริการด้านอื่นๆ ในสถานบันเทิงนั้น เป็นต้น

นอกจากนี้มีนโยบายในการคุ้มครองแรงงานที่เป็นคนไทยไว้ด้วย โดยอาจระบุในเงื่อนไขใบอนุญาตให้มีคนไทยทำงานในสถานที่ดังกล่าวไว้ในสัดส่วนร้อยละ 60-70 ก็ได้ ทั้งนี้ ธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรต้องใช้แรงงานจำนวนมาก

ข.ผลกระทบในด้านลบ (ข้อควรระวัง)

1.ด้านนโยบายทางการเมือง อาจเป็นแหล่งฟอกเงินของธุรกิจที่ผิดกฎหมาย การกู้ยืมเงินนอกระบบ การค้ายาเสพติด การค้ามนุษย์โดยการแสวงหาประโยชน์ทั้งทางแรงงานและทางเพศ ตลอดจนการค้าสินค้าหนีภาษี และเป็นบ่อเกิดของการคอร์รัปชั่น รวมถึงทำให้สุขภาพกาย สุขภาพจิตของประชาชนเสื่อมโทรม เป็นต้น ทำให้รัฐต้องเสียประโยชน์ในการจัดเก็บรายได้จากการกระทำผิดกฎหมายดังกล่าว รวมถึงสูญเสียงบประมาณจำนวนมากในการแก้ไขฟื้นฟูและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้น

2.ด้านเศรษฐกิจ หากประชาชนคนไทยเข้าไปใช้บริการในสถานบันเทิงแบบครบวงจรจนติดเป็นนิสัย อาจทำให้ไม่มีเงินหลงเหลือพอที่จะเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต หรือทรัพย์สินร่อยหรอลงจนเกิดเป็นปัญหาทางการเงินและการประกอบอาชีพ ซึ่งส่งผลสะท้อนกลับมายังภาครัฐในการแสวงหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา หรือกำหนดนโยบายด้านเศรษฐกิจเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน

3.ด้านสังคม หากรัฐไม่มีมาตรการควบคุมการเข้าใช้สถานบันเทิงครบวงจรและสถานกาสิโนอย่างเข้มงวดรัดกุมพอ อาจจะก่อให้เกิดปัญหาผลกระทบต่อสังคมได้ เช่น ปัญหาการฉ้อโกง ปล้น ลักทรัพย์ รวมถึงการก่ออาชญากรรมประเภทต่างๆ ตลอดจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาความรุนแรงในสถาบันครอบครัว และความเสื่อมทรามทางศีลธรรมตามมาได้

4.ด้านสิ่งแวดล้อม การสร้างสถานบันเทิงแบบครบวงจรและหรือกาสิโนจะต้องมีการใช้พื้นที่ขนาดใหญ่ จึงอาจมีผลกระทบต่อระบบนิเวศจากการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่จะก่อสร้าง และอาจมีปัญหาเรื่องมลภาวะทางเสียงรบกวนและการสั่นสะเทือนจากการแสดงดนตรี การเปิดเพลงเสียงดังของสถานบันเทิง การรวมกลุ่มมั่วสุม การดื่มสุรา ซึ่งเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบต่อการพักผ่อนและความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยในเขตพื้นที่ใกล้เคียงกับสถานบันเทิงครบวงจร

5.ด้านการศึกษา สถานบันเทิงครบวงจรอาจกลายเป็นศูนย์รวมอบายมุขและแหล่งอาชญากรรม โดยเฉพาะผลกระทบที่จะเกิดกับเด็กและเยาวชนที่อยู่ในวัยของการศึกษาเล่าเรียน รวมถึงผลกระทบทางอ้อมอันเนื่องจากพ่อแม่ผู้ปกครองไม่มีเวลาเอาใจใส่หรือส่งเสริมสนับสนุนด้านการศึกษาและการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อพัฒนาการด้านความคิด อารมณ์ และการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนได้

6.ด้านศาสนา จริยธรรม และจารีตประเพณีอาจเป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดให้กับประชาชน จากการเห็นคนที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขในสถานบันเทิงครบวงจร หรือเล่นการพนันในกาสิโนได้มีเงินใช้จ่ายใช้สอยอย่างฟุ่มเฟือยจนเกิดการเอาอย่างขึ้น รวมถึงสร้างนิสัยเกียจคร้านในกิจการงานอย่างอื่น

⦁การจัดเก็บรายได้จากสถานบันเทิงครบวงจร

ภาษีสรรพสามิตควรมีการตั้ง “ภาษีกาสิโน” ขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อเก็บกับผู้ประกอบการธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร โดยคิดจากรายได้ขั้นต้นจากการเล่นพนัน (Gross Gaming Revenue : GGR) กล่าวคือ รายได้หลังการหักค่าใช้จ่ายเบื้องต้นที่ผู้ประกอบการได้จากผู้เล่นที่วางเดิมพัน ซึ่งแต่ละประเทศมีการเก็บภาษีกาสิโนในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ทั้งนี้ อำนาจในการกำหนดอัตราภาษีเฉลี่ยควรอยู่ที่คณะกรรมการนโยบายการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร โดยรัฐอาจตั้งอัตราภาษีระดับต่ำในช่วงแรกเพื่อดึงดูดการลงทุน และขึ้นอัตราภาษีให้มีระดับที่สูงขึ้นในระยะกลางและระยะยาว ตามลำดับปัจจุบันภาษีสรรพสามิตที่เกี่ยวข้องกับสถานบริการหรือสถานบันเทิงที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บ

นอกจากนี้ควรมีการเก็บภาษีเพื่อใช้ในการอุดหนุนกองทุนป้องกันและเพื่อฟื้นฟูผลกระทบจากการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร

⦁ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และภาษีเงินได้นิติบุคคล ข้อเสนอต่อนโยบายภาษีสรรพากรและการจัดเก็บรายได้จากธุรกิจ Entertainment Complex ของประเทศไทย โดยเทียบเคียงจากกฎหมายของต่างประเทศ ดังนี้

ก.ด้านผู้เล่นควรได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

ข.ด้านผู้ประกอบการ (ผู้รับสัมปทาน)

กรณีภาษีเงินได้นิติบุคคล อาจจะเก็บภาษีโดยใช้ฐานภาษี Gross Gaming Revenue : GGR ตัวอย่างเช่น

1.รายรับรวมจากการเล่นเกม (GGR) 0-20 ล้านบาท อัตราภาษีร้อยละ 20

2.รายรับรวมจากการเล่นเกม (GGR) มากกว่า 20 ล้านบาท-40 ล้านบาท อัตราภาษีร้อยละ 25

3.รายรับรวมจากการเล่นเกม (GGR) 40 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษีร้อยละ 30

⦁ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ผู้ประกอบการ (ผู้รับสัมปทาน) จะได้รับยกเว้นมูลค่าฐานภาษีจากกรณีรายได้จากการพนัน เนื่องจากเพื่อให้กลไกภาษีมูลค่าเพิ่มมีความต่อเนื่องและรายได้จากการพนันตามฐานภาษีเงินได้นิติบุคคลข้างต้น ไม่สามารถหามูลค่าเพิ่มได้อย่างชัดเจน จึงให้มีการยกเว้นมูลค่าฐานภาษี

⦁ค่าธรรมเนียมใบอนุญาต

ในส่วนของค่าธรรมเนียมใบอนุญาตนั้น รัฐบาลอาจกำหนดค่าธรรมเนียมใบอนุญาตแบบเฉพาะเจาะจง (Fixed License Fee) โดยค่าธรรมเนียมอาจขึ้นอยู่กับแต่ละ Zoning ทั้งนี้ ควรมีการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อจำกัดผู้ลงทุน รวมถึงเป็นการเก็บภาษีรายได้เข้ารัฐ

⦁ค่าธรรมเนียมการเข้าใช้บริการเพื่อเป็นการป้องกันผู้มีสัญชาติไทยที่เป็นกลุ่มเปราะบางเข้าใช้บริการ

ควรมีการเก็บภาษีการเข้าใช้บริการ โดยเก็บในอัตราที่เหมาะสมกับฐานรายได้ของคนไทย โดยตัวอย่างอัตราการเก็บในประเทศอื่นๆ เช่น ประเทศสิงคโปร์จัดเก็บที่อัตรา 4,500 บาทต่อวัน ประเทศญี่ปุ่นจัดเก็บที่อัตรา 1,300 บาทต่อวัน เป็นต้น

⦁ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงครบวงจร

เห็นว่าเพื่อให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องและเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากให้เกิดความมั่นคงยิ่งขึ้น จึงควรผลักดันสถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) ให้เกิดขึ้น และที่สำคัญต้องอยู่ภายใต้การควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดผ่านกลไกมาตรการต่างๆ ที่จำเป็น โดยคณะกรรมาธิการได้ยกตัวอย่างร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. … ขึ้นมา โดยมีโครงสร้างของร่างพระราชบัญญัติฯ แบ่งออกเป็น 10 หมวด รวมทั้งสิ้น 69 มาตรา ประกอบด้วยหลักการสำคัญคือ 1) การจัดองค์กร และ 2) การประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร

⦁ด้านการจัดองค์กร ได้แก่ การให้มีคณะกรรมการขึ้นมา 2 คณะ คือ

คณะกรรมการนโยบายการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร และคณะกรรมการบริหารสถานบันเทิงครบวงจร โดยให้มีสำนักงานกำกับการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร (กธบ.) ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการ

1.คณะกรรมการนโยบายการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจรมีองค์ประกอบ คือ มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นรองประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ และมีผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากนักวิชาการ หรือตัวแทนภาคประชาสังคม จำนวนไม่เกินสี่คน เป็นกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร การอนุมัติ และเพิกถอนใบอนุญาต กำหนดพื้นที่ประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร ฯลฯ รวมถึงปฏิบัติการอื่นใดที่เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย เป็นต้น

2.คณะกรรมการบริหารสถานบันเทิงครบวงจร หรือเรียกว่าคณะกรรมการบริหาร ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งคณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสี่คนเป็นกรรมการ มีปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงมหาดไทย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็นกรรมการ มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร กำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นของเลขาธิการ พนักงาน และลูกจ้างของสำนักงาน ตลอดจนค่าตอบแทนและค่าใช้จ่ายของกรรมการอื่นและอนุกรรมการตามพระราชบัญญัติคัดเลือก หรือประเมินความรู้ความสามารถเพื่อประโยชน์ในการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง หรือการเลื่อนขั้นเงินเดือน หลักเกณฑ์การต่อสัญญาจ้างและการจ่ายเงินชดเชยกรณีเลิกจ้างเนื่องจากไม่ผ่านการประเมินจ้างและแต่งตั้งบุคคลเพื่อเป็น
ผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นผู้ชำนาญการเฉพาะด้านอันจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งกำหนดจำนวนและอัตราค่าตอบแทนของตำแหน่งดังกล่าว