‘บิ๊กตู่’เยี่ยมชมศูนย์เมขลา-ศูนย์ข้อมูลน้ำ วอนทุกฝ่ายเห็นแก่ส่วนรวม

3.02.17 | 14:28 น.

“บิ๊กตู่” เยี่ยมชมศูนย์เมขลา-ศูนย์ข้อมูลน้ำเปิดใช้เฝ้าระวังและเตือนภัยน้ำทุกรูปแบบ มอบศูนย์เมขลาบูรณาการข้อมูลน้ำจากทุกกระทรวง จัดทำแผนกั๊กเก็บ-ปล่อยน้ำ หากมีเหตุต้องแจ้งรวดเร็ว


เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ที่กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมและติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของศูนย์เมขลา และติดตามการดำเนินหลังการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติเพื่อให้เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูลด้านทรัพยากรน้ำที่เป็นเอกภาพและเป็นทิศทางเดียวกัน รวมถึงทุกหน่วยงานสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ ก็เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพระบบการเฝ้าระวังและเตือนภัยที่เกิดจากน้ำ รวมถึงรองรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยจะพัฒนาระบบแผนที่จีไอเอสระบบสารสนเทศ เพื่อการบริหารและสนับสนุนการตัดสินใจที่สำคัญคือการขับเคลื่อนไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ที่ปัจจุบันนี้สามารถพัฒนาเป็นศูนย์ข้อมูลน้ำแห่งชาติได้ทันที โดยเชื่อมโยงข้อมูลจาก 35 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมีแบบจำลองของลุ่มน้ำยมภายในเดือนมิถุนายน 2560 และมีการปรับปรุงโครงสร้างและระบบในส่วนต่างๆ รวมถึงขยายผลให้มีแบบจำลองสนับสนุนการตัดสินใจครบ 25 ลุ่มน้ำ ภายในเดือนพฤษภาคม 2561

จากนั้น นายกฯได้เดินไปตรวจความพร้อมของคลังน้ำ และภูมิอากาศแห่งชาติ ณ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) อาคารไทยบางกอกไทยทาวเวอร์ ชั้น 14 ถนนรางน้ำ เขตพญาไท

Advertisement

พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจสอบศูนย์เมขลาว่า ศูนย์เมขลามีความสำคัญต่อประเทศ ที่จะต้องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างเป็นระบบ เนื่องจากประเทศไทยมีกลุ่มผู้ใช้น้ำหลายประเภท ทั้งการอุปโภค บริโภค การเกษตร และภาคอุตสาหกรรม เราจึงจำเป็นต้องปรับปรุงบริหารจัดการใหม่ทั้งระบบ ใน 25 ลุ่มน้ำ และในส่วนของพื้นที่เขตชลประทานและนอกเขตชลประทาน

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้มอบหมายให้ศูนย์เมขลาเป็นศูนย์ระดับชาติ รวบรวมข้อมูลน้ำทั้งหมด โดยเชื่อมโยงกับศูนย์ของกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทุกอย่างอยู่ในแผนงานและมอบหมายงานให้แต่ละกระทรวงแล้ว เพื่อบริหารข้อมูลให้เป็นข้อมูลเดียว และให้ทุกหน่วยงานนำไปปฏิบัติได้ และให้รวดเร็วทันเหตุการณ์ พร้อมทั้งดูว่ามีต้นน้ำอยู่ที่ใดบ้าง จะสามารถกักเก็บน้ำได้อย่างไร รวมถึงดูแลการระบบส่งน้ำกระจายน้ำ และดูแล้วช่วงฤดูฝนและหน้าแล้งไปด้วย เพื่อตอบสนองกลุ่มผู้ใช้น้ำทั้งหมดให้ได้

“โดยรัฐบาลได้ทำแผนระบริหารจัดการน้ำระยะยาวมา 2 ปีครึ่งแล้ว ซึ่งในช่วงที่รัฐบาลยังอยู่ก็สามารถเดินตามแผนได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็สามารถปรับแผนได้ แต่ตนจะวางอนาคตไว้ เพราะน้ำคือชีวิต เราจึงต้องเห็นคุณค่าน้ำทุกหยด หากเราเก็บน้ำไม่ได้ก็ไม่สามารถหาน้ำได้ เช่น เมื่อน้ำท่วมก็ระบายน้ำทิ้งหมด จากนั้นพื้นที่น้ำท่วมก็กลับมาขาดน้ำ รัฐบาลจึงต้องคิดว่าจะเก็บน้ำอย่างไร” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวต่อว่า ขณะนี้รัฐบาลมีแผนบริหารราชการแบบภูมิภาค โดยเพิ่มจาก 4 ภูมิภาค เป็น 2 ภูมิภาค คือภาคตะวันออก และพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อใช้ในการจัดกลุ่มการใช้งบประมาณ ทั้งนี้ เพราะแต่ละภูมิภาคมีทรัพยากรต่างกัน จึงต้องปรับเปลี่ยนให้ตรงกับสถานการณ์ ไม่เช่นนั้นก็จะทะเลาะกันตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก และหากต่างคนต่างทำก็จะกลับไปสู่การตลาดที่ไม่มั่นคง นอกจากนี้ รัฐบาลจะใช้ดิจิทัลมาเสริมในการค้าขาย

“ผมอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการคิด การใช้ประโยชน์จากทรัพยากร โดยรัฐบาลจะนำร่องไปก่อน ที่ผ่านมาเราขาดการทำความเข้าใจกันมานาน ทุกคนมองแต่ความต้องการของตัวเองโดยไม่นึกถึงคนอื่น ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำมาตลอด การทำงานต้องบูรณาการร่วมกันถึงจะทำงานออกมาได้โดยไม่ขัดแย้งกัน ขอให้ประชาชนมีความเข้าใจ มันไม่ได้ทั้งหมดหรอก แต่มันต้องทั่วถึง ที่สำคัญอุตสาหกรรมทุกประเภทใช้น้ำกันทั้งหมด จึงอยากให้เข้าใจว่ารัฐบาลไม่ได้มุ่งหวังทำให้คนเดือดร้อน แต่ต้องกลับเข้าสู่ระเบียบให้ได้ เช่น เรื่องผังเมือง เราไม่ได้ควบคุมมาตั้งแต่แรก ประเทศจึงต้องปรับเปลี่ยนทั้งหมด ไม่เช่นนั้นจะเดินไปข้างหน้าไม่ได้” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว