นายกสภาทนายฯ เล็งเปิดโครงการ “1 ตำบล 1 ทนายความ” ส่งทนายความอาสานำร่อง 14 ตำบล ให้คำปรึกษาแนะนำ กฎหมายประชาชนฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 3 เมษายน ที่ห้องประชุมชั้น 4 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.วิเชียร ชุบไธสง นายกสภาทนายความฯ, รศ.วิระศักดิ์ ฮาดดา นายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย, นายสุชาติ ชมกุล อุปนายกฝ่ายกิจการพิเศษ สภาทนายฯ, นายณรงค์ ปานสุวรรณ หัวหน้าคณะทำงาน โครงการทนายความอาสา ให้คำปรึกษาประชาชน 1 ตำบล 1 ทนายความ, น.ส.วาสนา สระทองหลาง ที่ปรึกษากฎหมาย สมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ร่วมแถลงข่าวการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย ใน “โครงการทนายความอาสา ให้คำปรึกษาประชาชน 1 ตำบล 1 ทนายความ” เพื่อจัดส่งทนายความอาสาของสภาทนายความฯ ให้บริการปรึกษาแนะนำกฎหมายแก่ประชาชนที่มาติดต่อ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ดร.วิเชียร นายกสภาทนายความ กล่าวว่า สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ร่วมกับสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีการเริ่มนำร่อง โครงการ 1 ตำบล 1 ทนายความ ในองค์การบริหารส่วนตำบล จำนวน 14 แห่ง เพื่อทดลองและประเมินผลการอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนสู่ชุมชน เราต้องการที่จะให้ประชาชนได้รับประโยชน์เช่นการให้คำปรึกษาความช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะประชาชนรากหญ้าอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ซึ่งทางนายกสมาคมองค์การบริหารส่วนตำบลเเห่งประเทศไทย เเละสภาทนายความแห่งประเทศไทยได้เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้
จึงจัดให้มีทนายความอาสาที่ให้คำปรึกษากฎหมาย 1 จังหวัด 1 ทนายความ ซึ่งสภาทนายความได้เคยมีข้อตกลงหรือแนวคิดดังกล่าวมาแล้ว จึงได้นำมาสู่การเริ่มต้น โดยจะมีการนำร่องเบนต้น 14 อบต. โดยเริ่มจากลพบุรี และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งระยะยาว ตั้งใจจะให้มีทนายความทุก อบต.แต่ตอนนี้ยังไม่สามารถทำได้เพราะยังติดขัดปัญหาข้อกฎหมาย
แต่ก็ได้มีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ กมธ.ยุติธรรมของวุฒิสภา ซึ่งจะได้มีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาพูดคุยในเรื่องนี้ว่าจะสามารถจ่ายงบประมาณในส่วนนี้ได้หรือไม่ คาดว่าไม่ช้าก็จะเรียบร้อย แต่ในตอนนี้เรารอช้าไม่ได้เพราะมีผู้ได้รับความเสียหายจำนวนมาก เพราะผู้เสียหายจะได้มาปรึกษากับทนายความเบื้องต้นเพื่อไม่ให้ความเดือดร้อนเสียหายลุกลาม และเป็นการป้องกันการก่อเหตุจากความไม่รู้ และป้องกันประชาชนถูกหลอกจากมิจฉาชีพ
สำหรับโครงการนำร่อง จะมีทนายอาสาไปนั่งให้คำปรึกษาเดือนละ 2 ครั้ง โดยมีค่าตอบแทนต่อครั้ง เป็นค่าเบี้ยเลี้ยง 1,000 บาท และค่าพาหนะ 1,000 บาท โดยเป็นการออกเงินส่วนตัวของนายก อบต.ต่างๆ ที่พร้อมโดยจะเริ่มครั้งแรกในเดือน พ.ค. ที่จังหวัดลพบุรี 10 อบต.ทดลองก่อน 1 ปี แต่ถ้าต่อไปมีการแก้ระเบียบให้งบประมาณตอนจ่ายเงินได้เมื่อไหร่ก็จะเป็นโครงการระยะยาวต่อไป
ในส่วนเรื่องความปลอดภัยของพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ตอนแรกตนก็กังวลว่าจะอันตรายหรือไม่ ซึ่งพอตนเคยลงไปพื้นที่สามจังหวัดใต้ในเหตุการณ์จากเหตุการณ์พลุระเบิดที่ผ่านมาพบว่าในพื้นที่ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด กลางคืนก็มีคนวิ่งออกกำลังกาย และทนายที่ไปประจำอยู่ที่ อบต.ลงไปช่วยอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชน จึงไม่คิดว่าจะเป็นอันตราย
ส่วนทนายอาสาที่จะให้ลงพื้นที่ ต้องผ่านการอบรมปฏิรูปทนายความอาสา ทนายขอแรง และที่ปรึกษาศาลเด็กและเยาวชน มีขอบเขตหน้าที่มีหน้าที่ให้คำปรึกษาแนะนำเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชน ไม่ว่าจะตกเป็นผู้เสียหาย ผู้ต้องหา หรือจำเลย หากเข้าเกณฑ์ที่จะช่วยเหลือ ถ้ามีเป็นคดีเพิ่มขึ้นทางสภาทนายความเขาจะจัดงบประมาณช่วยฟรี ถ้ากรณีมีการข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับ อบต.ก็ต้องดูเป็นเรื่องๆ เพราะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ใครทำและอนาคตเราก็ได้มีการพูดคุยกับทางกระทรวงมหาดไทยว่าต่อไปจะมีโครงการ 1 ทนายความ 1 อำเภอ

รศ.วิระศักดิ์กล่าวว่า ที่ผ่านมา สภาทนายความก็ไปส่งทนายความไปให้ความช่วยเหลือ สมาคม อบต.แห่งประเทศไทยจนเคยทำ MOU ถือว่าเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่พี่น้องประชาชน อันนี้เราเริ่มจะทำโครงการทนายอาสาในด้านงบประมาณทางท้องถิ่นจะหาเอง แต่ถ้าเป็นไปได้ก็จะประสานงานหน่วยงานของรัฐ เพื่อจะมาเป็นค่าดำเนินการของตัวแทนทนายความอาสาซึ่งนับว่าเป็นงบประมาณที่น้อยมาก กับประโยชน์เพราะถ้าเรามีทนายความไปประจำอยู่ที่ อบต.ต่อก็จะช่วยแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายได้
ในส่วน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็จะเป็นคนในพื้นที่ไม่ใช่การที่จะให้ทนายทางภาคเหนือมาอยู่ภาคใต้ ภาคใต้ไปอยู่ภาคเหนือที่ผ่านมา อบต.มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนน้ำเสีย ขยะ เเละสิ่งเเวดล้อมเมื่อได้รับผลกระทบ และเขาก็จะมาปรึกษา เหมือนมีทนายความแนะนำหลักของกฎหมาย เหมือนทนายเป็นส่วนในการประสานงานระหว่างชาวบ้านกับ อบต.


