“สิงห์ศึก” จี้รัฐ จัดการรถมือสองผ่านแดนเทียม แฉพิรุธตัวเลขผ่านแดนไทย-พม่าไม่ตรงกัน ด้าน “รมช.คลัง” แจงตัวเลขรถตกหล่น ไม่รวมรถผ่านแดนชนกลุ่มน้อย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธานการประชุม โดย พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพาณิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ตั้งกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี เรื่องมาตรการควบคุมการผ่านแดนรถยนต์มือสองจากต่างประเทศไปยังประเทศที่สามอย่างถูกต้องตามกฎหมายว่า จากการลงพื้นที่เพื่อติดตาม ตรวจสอบ การขนส่งรถยนต์มือสองผ่านแดนอย่างต่อเนื่องตามข้อร้องเรียน พบว่ายังมีปัญหาเกี่ยวกับรถยนต์มือสองผ่านแดนยังตกค้างอยู่ในเขตประเทศไทยจำนวนมาก มีการมาจอดพักในพื้นที่ ที่มีลักษณะเหมือนคลังสินค้าในหลายๆ คลังในพื้นที่ตามแนวชายแดน อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้งๆ ที่จะต้องนำผ่านแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้านโดยเร็ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าผู้ประกอบการอาจใช้การปฏิบัติการทางศุลกากรที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คือการนำไปสู่การค้ารถยนต์มือสองโดยหลีกเลี่ยงกฎหมาย เพื่อไม่ต้องเสียภาษี และมีการทำเป็นกระบวนการค้ารถผิดกฎหมาย หรือลักลอบซื้อขายประมูล สวมสิทธิ หรือนำอะไหล่ออกมาขาย ซึ่งกรณีนี้ส่งผลกระทบต่อการสูญเสียทางเศรษฐกิจประเทศ และผู้ประกอบการนำเข้ารถยนต์มือสองมาปรับสภาพที่ทำถูกต้องตามกฎหมาย
พล.อ.สิงห์ศึกกล่าวว่า จากข้อมูลการผ่านแดนรถยนต์มือสองไปยังประเทศเมียนมาในห้วงเวลาเดือนพฤศจิกายนปี 2558-กรกฎาคม ปี 2559 รวม 9 เดือน ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่สิ้นสุดการผ่อนผันเมื่อ 1 ตุลาคม ปี 2558 ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ตรงกัน โดยกรมศุลกากรได้ให้รถยนต์มือสองผ่านแดนไปยังประเทศเมียนมา นำเข้า 35,076 คัน ส่งออกไป 34,834 คัน แต่ทาง กมธ.ได้มีการสอบถามไปยังประเทศเมียนมา โดยให้ข้อมูลว่ามีรถยนต์มือสองผ่านแดนที่ด่านศุลกากร อ.แม่สอด 2,082 คัน อยากถามว่าที่เหลือ 30,000 กว่าคันหายไปไหน ถือเป็นความเสียหายต่อประเทศ เพราะไม่มีการเสียภาษี ดังนั้น จึงขอถามรัฐบาลว่ามีนโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการแสวงหาผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่นำรถยนต์มือสองจากต่างประเทศผ่านแดนไปยังประเทศที่สามที่ผิดกฎหมายโดยอาศัยคำว่าสินค้าผ่านแดนเหล่านี้อย่างไร รวมทั้งปัญหารถยนต์มือสองตกค้างอยู่ในพื้นที่ชายแดนโดยเฉพาะ อ.แม่สอด จ.ตาก เป็นจำนวนมาก จะควบคุมตรวจสอบอย่างไร นอกจากนี้ ข้อมูลภายในการนำเข้ารถยนต์มือสองของกรมศุลกากรก็ไม่ตรงกัน รวมถึงข้อมูลรถยนต์ผ่านแดนของประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่ตรงกับกรมศุลกากร รัฐบาลจะมีมาตรการในการแก้ไขอย่างไร
ด้านนายวิสุทธิ์ ศรีสุพรรณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงแทนนายกฯว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว เพราะเรื่องของสินค้าผ่านแดนเป็นปัญหาสะสมมายาวนาน ซึ่งมาตรการที่กรมศุลกากรดำเนินการก็เป็นไปตามประกาศกำหนดให้ของผ่านแดนต้องส่งไปนอกราชอาณาจักรภายใน 90 วันนับแต่วันที่เข้ามา ถ้าไม่เอาของออกไป ก็ให้ถือว่าของนั้นไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่อธิบดีกำหนด และจะดำเนินการกับของผ่านแดนทั้งหมดตามระเบียบว่าด้วยของตกค้าง แต่มาตรการในการควบคุม ทางกรมฯได้ประสานงานกับด่านแม่สอด ก็ได้รับรายงานว่ารถยนต์ผ่านแดนแม่สอดนั้น ขณะข้ามแดนจะมีการบันทึกภาพยานพาหนะในการขนส่งสินค้า ถ่ายภาพและขูดตัวถังรถยนต์เก็บไว้เป็นหลักฐาน เพื่อยืนยันและตรวจสอบ ส่วนการควบคุมสินค้าที่อยู่ในคลัง ทางด่านให้เจ้าของคลังสินค้ารายงานเข้า-ออกสินค้าเป็นรายวัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสินค้ารายวันถูกต้องได้ และทางด่านได้จัดชุดป้องกันและปราบปรามเพื่อสอดส่องลักลอบรถยนต์ออกจากคลังสินค้า มีจุดสกัดบริเวณบ้านห้วยหินสน ร่วมกับด้านความมั่นคงอื่น เพื่อไม่ให้นำสินค้าลักลอบออกนอกพื้นที่ได้
นายวิสุทธิ์กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรการที่จะดำเนินการต่อไปเรื่องกฎระเบียบทำตาม 90 วัน ถือว่ายาวนานอาจจะเป็นจุดล่อแหลม ได้หารือกับกรมศุลกากรแล้วอาจจะทำให้สั้นลงเหลือ 30 วัน หลังจากนั้นถ้าไม่เอาของออกก็จะทำตามกฎระเบียบ ถ้าไม่นำออกก็จะนำมาจำหน่ายทอดตลาด ส่วนการควบคุมจะทำให้สินค้าอยู่ในแผ่นดินสั้นลง รวมทั้งยังออกมาตรการอนุญาตคลังสินค้าที่มีอยู่กว่า 20 คลังสินค้า ซึ่งเป็นที่พักสินค้าให้มีความเข้มงวดมากขึ้น และจะไม่อนุญาตให้ตั้งคลังสินค้าเพิ่มจากที่มีอยู่อีก ขณะที่เส้นทางที่จะออกไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านมี 2 เส้นทางคือเส้นทางบนสะพาน และเส้นทางชั่วคราวนั้นจะให้อยู่บนเส้นทางที่เป็นทางการให้มากเท่าที่เป็นไปได้ ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย เพราะมีการปะทะตามแนวชายแดน เพราะประเทศพม่ามีเรื่องชนกลุ่มน้อย เท่าที่ทราบ 90 เปอร์เซ็นต์ผ่านทางอนุมัติชั่วคราว อนุมัติที่อยู่บนสะพานอาจได้ข้อมูลจากรัฐบาล ซึ่งตัวเลขเหล่านี้อาจจะคลาดเคลื่อนอยู่ เพราะตัวเลขที่ไม่เป็นทางการฝั่งพม่าคงไม่นำมากำกับตรวจสอบ แต่จากนี้ไปสต๊อกที่อยู่ในคลังข้อมูลต้องตรงกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนายวิสุทธิ์ตอบคำถามเสร็จ พล.อ.สิงห์ศึกยังได้ถามย้ำถึงข้อมูลรถยนต์ผ่านแดนไม่ตรงกัน โดยตัวเลขของกรมศุลกากรนำเข้าผ่านแดนถึง 35,000 คัน แต่รัฐบาลประเทศเพื่อนบ้านบอกว่าอนุญาตจุดนี้เพียง 2,082 คัน จึงสงสัยว่าประเทศไทยมีนโยบายอย่างไรกันแน่ ทั้งที่ผ่านเจ้าหน้าที่ของรัฐหมด นโยบายปากว่าตาขยิบหรือเปล่า ทำให้เพื่อนบ้านที่กังวลที่สุดคือรายงานผลการศึกษาของของคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง สนช.รายงานต่อ ครม. ที่ระบุว่าให้กรมศุลกากรตรวจสอบว่าเหตุใดของผ่านแดนจึงสามารถซื้อขายภายในประเทศได้ ซึ่งกรมศุลกากรตอบว่าสินค้าที่กรรมาธิการเสนอมาน่าจะเป็นรถจักรยานเท่านั้น
“จนถึงวันนี้ท่านก็รู้ว่าผมจองกฐินท่านมานานแล้ว แต่ท่านไม่พูดถึงรถมือสองผ่านแดน และกรรมาธิการการเศรษฐกิจฯเขาก็สรุปรถผ่านแดนด้วย ท่านยังไม่สำนึก ยังบอกว่าเป็นรถจักรยานเอามาขายข้างทำเนียบ ขออนุญาตผมว่าต้องสำนึก เจ้าหน้าที่ของรัฐ ฝ่ายบริหารระดับสูง ที่เขาพูดถึงสินค้าอื่นๆ ที่ผลประโยชน์ของชาติเรื่องภาษี เรื่องของเพื่อนบ้าน เรื่องของรถมือหนึ่งที่เราประกอบเขาจะได้ซื้อเข้าไป” พล.อ.สิงห์ศึกกล่าว

