‘เบญจา’ จี้ ถาม ‘รัฐบาลเพื่อไทย’ เอาผิด ‘บิ๊กตู่’ อย่างไร หลังเคยลั่นวาจา หาก ‘ประยุทธ์’ หมดอำนาจจะดำเนินคดีทันที เหน็บ อย่าปล่อยให้สิ่งที่ขึงขังวันนั้น เป็นแค่เทคนิคโฆษณาหาเสียงเท่านั้น
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เป็นวันที่ 2
เวลา 14.10 น. น.ส.เบญจา แสงจันทร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) อภิปรายว่า รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แม้จะทำงานมาแล้ว 7 เดือนแต่ก็ยังมีความคลุมเครือเรื่องเหมืองทองอัครา ซึ่งเป็นมรดกบาปของคนไทยที่เป็นละครฉากใหญ่ตบตาประชาชนคนไทยในทุกรัฐบาลที่ผ่านมา เช่นเดียวกับวันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นฝ่ายค้านก็อภิปรายเล่นใหญ่ แต่เมื่อเป็นรัฐบาลกลับทำอะไรไม่ได้ หรือจะเป็นแค่มวยล้มต้มคนดูเท่านั้น โดยเหมืองทองอัคราเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2544 ตรงกับรัฐบาลไทยรักไทยในขณะนั้น และนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปเปิดเหมืองด้วยตนเองในวันที่ 12 ธันวาคม 2544 ซึ่งหลังเปิดเหมืองอัคราก็เริ่มมีชาวบ้านร้องเรียนเรื่องได้รับผลกระทบมาตลอด แต่หลังรัฐประหารก็มีการออกคำสั่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ) แร่ ให้หยุดดำเนินการ 30 วัน และไม่มีความจำเป็นที่ต้องใช้มาตรา 44 ในการสั่งปิดเหมืองทองอัครา รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะหัวหน้า คสช. ก็มีการแต่งตั้งตนเองไปเป็นประธานกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติ
น.ส.เบญจากล่าวต่อว่า เมื่อมาถึงตรงนี้ ตนไม่แปลกใจที่รัฐบาลที่มาจากพรรค พท. ภายใต้การนำของนายเศรษฐายกตำแหน่งสำคัญที่เป็นประธานกรรมการนโยบายบริหารจัดการแร่แห่งชาติให้รองนายกรัฐมนตรี ที่มาจากพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) แต่ที่น่าจะเป็นข้อกังขาคือทำไมจึงต้องประเคนตำแหน่งนี้ให้กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานที่ไม่เกี่ยวกับการบริหารจัดการแร่เลย ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้วันหนึ่งที่พรรค พท.เคยลั่นวาจาและรับปากประชาชนเอาไว้ว่าวันใดก็ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์หลุดออกจากอำนาจ พรรค พท.จะยื่นต่อองค์กรอิสระในการดำเนินคดีกับ พล.อ.ประยุทธ์ทันที แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปไม่ได้แล้วใช่หรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่เทคนิคในการโฆษณาหาเสียงเท่านั้น

น.ส.เบญจากล่าวอีกว่า หลังสั่งปิดเหมืองแล้ว เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข้อกล่าวหารัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่ารัฐมนตรีทั้งสองท่านมีการเรียกรับสินบนข้ามชาติเพื่อให้บริษัทคิงส์เกต คอนโซลิเดทเต็ด ลิมิเต็ด ของออสเตรเลีย ได้รับสัมปทานในการสำรวจและทำเหมืองแร่ ซึ่งหากไปค้นดูก็จะพบว่าตั้งแต่ที่มีการสัมปทานเหมืองแร่มานั้น ก็จะเห็นร่องรอยที่เชื่อมโยงกับทุกรัฐบาลที่ผ่านมา และผลประโยชน์มหาศาลนั้นทำให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคนลาออกจากราชการเพื่อไปทำงานกับบริษัทนั้น จากที่ตนกล่าวมาจะเห็นได้ถึงความร่วมมือของนักการเมือง กลุ่มทุน และผู้มีอำนาจที่มีความสัมพันธ์อันแนบแน่นที่แสวงหาผลประโยชน์ของประเทศชาติ โดยไม่สนใจความคุ้มค่าและผลกระทบต่อประเทศชาติ
ส.ส.ก้าวไกลกล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ ในช่วงที่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เข้ามารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ในขณะนั้น ช่วงรอยต่อของการเจรจาที่มีความพยายามยกทรัพย์สินของประเทศไปประเคนให้คือการอนุญาตให้เอาสินแร่ออกไปขายได้มีมูลค่ากว่า 330 ล้านบาท รวมถึงมีการอนุมัติอาชญาบัตรพิเศษให้ นอกจากนี้ ยังประกาศต่อประทานบัตรเหมืองแร่ทองคำจำนวน 4 แปลง ออกไปอีก 10 ปี หลังจากเจรจาลงตัว และหลังจากนายสุริยะย้ายมาเป็นสมาชิกพรรค พท. บริษัทคิงส์เกตก็ได้ประกาศว่าตัวเองได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน BOI ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลและยกเว้นอากรในการนำเข้าเครื่องจักร ซึ่งถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนระดับ VVIP นอกจากนี้ วันนี้อนุญาโตตุลาการได้เลื่อนการอ่านคำชี้ขาดออกไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายนนี้ แต่ยิ่งเลื่อนออกไปยาวเท่าไหร่ก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนมากเท่านั้น และมีความเป็นไปได้ว่าเพื่อเปิดโอกาสให้มีการเจรจายุติคดีทั้งหมด

น.ส.เบญจากล่าวอีกว่า ขอถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะที่เข้ามาสานงานต่อ ก่อปัญหาใหม่ ว่าจะแก้ปัญหาและหาทางออกกับกรณีเหมืองทองอัคราอย่างไร ไทยต้องรับความเสี่ยงอะไรบ้างหลังมีการเลื่อนอ่านคำชี้ขาด และขอถามไปยังนายสุริยะว่าหลังเจรจายุติแล้ว ท่านบินไปชี้แจงหรือเจรจาขอให้เลื่อนคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการออกไป เพราะเอาคดีความที่อยู่ในดีเอสไอ ป.ป.ช. สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) ไปแลกใช่หรือไม่ นอกจากนี้ ยังขอถามไปยังนายเศรษฐาว่าจะจัดการอย่างไรกับ พล.อ.ประยุทธ์ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างไร เนื่องจากในสมัยที่พรรค พท.เป็นพรรคฝ่ายค้านก็เคยอภิปรายอย่างขึงขังว่ามีหลักฐานเด็ดจะเอาผิด พล.อ.ประยุทธ์ และความผิดก็สำเร็จไปแล้ว ในวันนั้นบอกเพียงว่ารอที่วันใดก็ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์หลุดจากเก้าอี้เมื่อไหร่ พรรค พท.จะจัดการทันที
“จึงขอถามว่าวันนี้พรรคเพื่อไทยและนายเศรษฐามีอำนาจหรือยัง และมีอำนาจจริงหรือไม่ หรือมีอำนาจนอกทำเนียบ ตัวจริงขี่คออยู่ วันนี้ผ่านมาแล้ว 212 วันแล้วนอกจากรัฐบาลนายเศรษฐาจะไม่เอาผิด และ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยังอยู่สบาย แถมพรรคเพื่อไทยยังต้องตามชดใช้ค่าเสียหายให้ พล.อ.ประยุทธ์อีก หากท่านไม่ดำเนินการใดๆ ก็ต้องถามว่ารัฐบาลนี้จะทำเพื่อใคร ขออย่าให้สิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยขึงขังเอาจริงเอาจังในวันนั้นจบลงอย่างไก่กาปาหี่ในวันนี้ อย่าให้วันนี้เป็นแค่ละครฉากใหญ่เพียงแค่ใช้เทคนิคโฆษณาในการหาเสียงเท่านั้นและเป็นเพียงแค่มวยล้มต้มคนดูเท่านั้น” น.ส.เบญจากล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ น.ส.เบญจา อภิปรายอยู่ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล อาทิ น.ส.ชนก จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เพื่อไทย, นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ส.ส.รวมไทยสร้างชาติ และ นายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ลุกขึ้นประท้วงขอให้ น.ส.เบญจาอภิปรายอยู่ในประเด็น และเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้อยู่ในรัฐบาลชุดนี้ รวมถึงผู้ที่ถูกพาดพิงเป็นบุคคลภายนอกไม่สามารถเข้ามาชี้แจงได้


