‘รอมฎอน’ ชี้ ‘เศรษฐา’ ไม่หนักแน่นแก้ไฟใต้ หวั่นประเมินปัญหาผิดพลาด สุมไฟให้ปะทุ
เมื่อวันที่ 4 เมษายน ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อซักถามข้อเท็จจริง หรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยไม่ลงมติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 เป็นวันที่ 2
เมื่อเวลา 15.35 น. วันที่ 4 เมษายน นายรอมฎอน ปันจอร์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายนโยบายการแก้ปัญหาความขัดแย้ง และการสร้างสันติภาพในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ว่า ตนนิยามการทำงานของรัฐบาลในเรื่องนี้ว่า “สันติภาพเปราะบาง นิติธรรมปวกเปียก และภาวะการนำบกพร่อง” สืบเนื่องจากการทำงาน 6-7 เดือนที่ผ่านมา ประเทศสูญเสียโอกาสสำคัญต่อการแก้ปัญหาในพื้นที่ รัฐบาลไม่มีความแน่วแน่ไม่มุ่งมั่นมากพอที่จะแก้ปัญหาด้วยแนวทางการเมือง ขณะนี้มีสัญญาณความรุนแรงเกิดขึ้น ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีการก่อเหตุหลายสิบจุด และมีการนำไปเชื่อมโยงเดือนรอมฎอน นี่คือสัญญาณเตือนอย่างเป็นแบบแผน ซึ่งเป็นการสื่อสารด้วยการใช้กำลัง จึงเกิดคำถามว่ากระบวนการสันติภาพที่รัฐบาลกำลังดำเนินการอยู่กำลังประสบปัญหาหรือไม่
เรื่องที่สะท้อนภาพการทำงานของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ดีที่สุดคือการลงพื้นที่ช่วงวันที่ 27-29 ก.พ.67 นายกฯมาโปรโมตเศรษฐกิจ แต่ท่านมองไม่เห็นเลยว่ามีอุปสรรคขวางทางอยู่ นั่นคือกฎหมายความมั่นคงที่บังคับใช้อยู่ในพื้นที่ มีการจับจ้อง สอดส่อง ชีวิตของประชาชนตลอด ซึ่งในพื้นที่มีด่านความมั่นคงมากถึง 2,392 จุด ไม่รู้ว่าท่านทราบหรือไม่ สิ่งที่ท่านสะท้อนผ่านการลงพื้นที่แทบไม่เห็นการสถาปนาหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งตรงไหน การตั้งงบประมาณก็ไม่เห็นถึงการให้ความสำคัญตรงนี้ นอกจากนี้ นายกฯไม่ค่อยพูดเรื่องความยุติธรรมและสันติภาพ แต่บอกให้เราลืมอดีตยกโทษให้กัน คำถามคือจะให้ลืมอดีตอะไร ท่านอ้างเดือนรอมฎอนแล้วเรียกร้องให้เราให้อภัย ท่านพูดถึงเหตุการณ์ตากใบใช่หรือไม่ ท่านถือดีอะไรที่อ้างเดือนรอมฎอนเพื่อให้เราให้อภัย
นายรอมฎอนกล่าวด้วยว่า การเลือกตั้งปี’66 คนในพื้นที่คาดหวังการเปลี่ยนแปลงมาก แต่สิ่งที่เจอคือนิติธรรมที่ปวกเปียก เช่น พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ต่อมาแล้ว 3 ครั้ง ที่สำคัญเรากำลังเข้าสู่ช่วงครบรอบ 20 ปี เหตุการณ์ตากใบในช่วงเดือน ต.ค.นี้ ซึ่งมีความพยายามจะให้รื้อฟื้น กระทั่งเราทราบว่าสำนวนหายไป ตำรวจ และอัยการ ชี้แจงว่าในคดีเดิมสำนวนเหล่านั้นถูกงดไม่ให้มีการสอบสวน แต่เมื่อวันที่ 25 ม.ค.ที่ผ่านมา สภ.หนองจิก ได้ฟื้นคดีขึ้นมา เรื่องใหญ่ขนาดนี้กลับเงียบมาก และขณะนี้ทราบว่าเตรียมมีการยื่นฟ้องคดีอาญาโดยผู้เสียหายโดยตรง อีกไม่กี่วันน่าจะมีความชัดเจนเรื่องนี้
นายรอมฎอนกล่าวว่า การใช้นิติสงครามฟ้องร้องดำเนินคดียังมีอยู่ ช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา มีการแจ้งความดำเนินคดีนักกิจกรรมที่แต่งชุดมลายู โดย กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ที่มีนายกฯปฏิบัติหน้าที่ ผอ.กอ.รมน. นายกฯทราบหรือไม่ว่าลูกน้องท่านแจ้งความปิดปากคนในพื้นที่ไปทั่ว ตกลงว่าท่านจะให้ประชาชนสะท้อนความเห็นผ่านกระบวนการสาธารณะหรือไม่
“นายกฯมีภาวะผู้นำบกพร่อง การแก้ปัญหาต้องการผู้นำที่มีความเข้มแข็ง มีเจตจำนงหนักแน่น เพราะเรามีกติกาในการหาข้อยุติ แต่จะยิ่งมีความขัดแย้ง ถ้าไม่มีผู้นำที่เด็ดเดี่ยวแน่วแน่ ก็คงแก้ไขไม่ได้” นายรอมฎอนกล่าว
นายรอมฎอนกล่าวต่อว่า ตนมี 3 สมมุติฐานที่ทำให้นายกฯไม่มุ่งมั่นแก้ปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ คือ 1.นายกฯเชื่อจริงๆ ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการเมือง ท่านไร้เดียงสาขนาดนั้นจริงๆ เพราะกรณีจังหวัดชายแดนใต้ทุกคนรู้แก่ใจว่าเป็นเรื่องอัตลักษณ์ ประวัติศาสตร์ และเป็นเรื่องการต้องการความยุติธรรม 2.นายกฯอาจคิดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้ แต่จงใจไม่เข้าไปแก้ไข หรือนี่เป็นดีลอะไรบางอย่างหรือไม่ และ 3.นายกฯได้ข้อสรุปจากบทเรียนในอดีต ว่าหากเข้าไปยุ่งจะนำมาซึ่งหายนะแบบที่เคยเกิดขึ้นในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลทักษิณ เป็นบทเรียนที่คำนวณแล้วว่าไม่ควรไปยุ่ง เป็นการเลี่ยงไม่พูดถึงความมั่นคงอย่างจงใจ รัฐบาลเศรษฐาอาจรู้สึกว่าถ้าทำแบบในอดีตอาจเจอรัฐประหารหรือเหยีบเท่าใคร ท่านเลยมั่นใจว่าจะไม่แตะ ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดาย เพราะทั้ง 3 สมมุติฐาน คือการเซ็นเช็คเปล่าให้กองทัพ เพื่อทำให้ชะตากรรมคนในพื้นที่ถูกจำกัด โดยอ้างภัยคุกคามด้านความมั่นคง และสร้างความเข้มแข็งให้กองทัพ ทำให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดเข้มแข็งขึ้น
“ความบกพร่องนี้เกรงว่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้ความรุนแรงหวนกลับมาอีกครั้ง ผมขอเตือนนายกฯ และผู้มีอำนาจ ถ้าท่าไม่ยืนหยัดแข็งแกร่งมากกว่านี้ เหตุการณ์อาจจะเลวร้ายความรุนแรงอาจจะกลับมาถ้าเราไม่หนักแน่นพอ แต่ถ้ามุ่งมั่นจำกัดบทบาทกองทัพ เราฝ่ายค้านก็พร้อมจะเดินไปกับท่าน เราจะให้เวลาท่านตัดสินใจทบทวนมาตรการเหล่านี้ ทั้งการผลักดันการฟื้นคดีตากใบ และการทบทวนยกเลิกกฎอัยการศึกในพื้นที่ เราขอให้ท่านส่งสัญญาณให้เราด้วย” นายรอมฎอนกล่าว

