หน้าแรก การเมือง นายกฯ ยันกับส...

นายกฯ ยันกับสื่อนอก ไม่ออกพ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10 เม.ย.รู้แหล่งเงินที่ใช้

8.04.24 | 14:19 น.

นายกฯ ยันกับสื่อนอก ไม่ออกพ.ร.บ.เงินกู้ 5 แสนล้านแจกดิจิทัลวอลเล็ต 10 เม.ย.ได้ข้อสรุปแหล่งเงินที่ใช้

เมื่อวันที่ 8 เมษายน สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ในวันอาทิตย์ (7 เม.ย.) ว่า ธนาคารกลางแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ควรปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างน้อย 0.25% ในสัปดาห์นี้ ในขณะที่รัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต 500,000 ล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นายกรัฐมนตรีเศรษฐากล่าวว่า โครงการดิจิทัลวอลเล็ตมูลค่า 500,000 ล้านบาท จะเปิดตัวได้ภายในไตรมาส 4 ของปีนี้ แต่จะไม่ได้มาจาก พ.ร.บ.เงินกู้ โดยแหล่งที่มาของเงินดังกล่าวจะมีการสรุปในที่ประชุมในวันที่ 10 เมษายนนี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่จะมีการประชุมนโยบายการเงินของแบงก์ชาติ

รอยเตอร์รายงานว่า แบงก์ชาติได้ทักท้วงรัฐบาลที่จะให้ผ่อนคลายนโยบายทางการเงิน โดยยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ไม่เปลี่ยนแปลงที่ 2.50% ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 10 ปี อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์บางรายคาดการณ์ว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงในวันที่ 10 เมษายนนี้

นายเศรษฐากล่าวอีกว่า เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ในไตรมาสแรกของปี 2567 หลังจากเติบโต 1.7% ในไตรมาสก่อน และว่า รัฐบาลมีแผนจะกระตุ้นการท่องเที่ยวโดยการจัดงานที่มีสเกลขนาดใหญ่หลายงานและสร้างแรงจูงใจทางภาษีในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและเงินดอลลาร์เข้ามามากขึ้น โดยตั้งเป้าให้ปี 2568 หรือปี 2025 เป็นปีการท่องเที่ยวไทยครั้งใหญ่ที่สุด

Advertisement

นายกรัฐมนตรีเศรษฐากล่าวอีกว่า รัฐบาลกำลังสำรวจการใช้พลังงานนิวเคลียร์สำหรับการผลิตไฟฟ้าในระยะยาว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกระจายแหล่งพลังงานสะอาดและดึงดูดการลงทุน

นอกจากนี้ นายเศรษฐายังกล่าวถึงปัญหาในประเทศเมียนมา ชาติเพื่อนบ้านว่า ขณะนี้เป็นเวลาที่ดีที่จะเปิดการเจรจากับเมียนมาในขณะที่ผู้ปกครองทหารซึ่งทำการยึดอำนาจมาในเหตุรัฐประหารในปี 2021 กำลังอ่อนแอลง

“ระบอบการปกครองในปัจจุบันเริ่มสูญเสียความเข้มแข็งไปบางส่วน แต่ถึงแม้ว่าพวกเขากำลังจะพ่ายแพ้ แต่ยังมีอำนาจ มีอาวุธ บางทีอาจถึงเวลาที่จะติดต่อและทำความตกลง” นายกรัฐมนตรีเศรษฐากล่าว และว่า ประเทศเมียนมามีความสำคัญอย่างมากสำหรับไทย และเจ้าหน้าที่ไทยหลายคนได้พูดคุยกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่ายในเมียนมาและหุ้นส่วนหลายชาติรวมถึงจีนและสหรัฐอเมริกา

“ประเทศที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดหากเมียนมาเป็นหนึ่งเดียวกัน มีความสงบสุขและเจริญรุ่งเรืองก็คือ ประเทศไทย” นายกรัฐมนตรีเศรษฐากล่าว ซึ่งมีขึ้นในขณะที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังเผชิญกับการสู้ศึกจากหลายแนวรบจากกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่ผนึกกำลังเป็นพันธมิตรกัน โดยสามารถยึดที่มั่นทางทหารและหลายเมืองมาจากทหารเมียนมาได้ รวมถึงที่มั่นแห่งหนึ่งในเมืองเมียวดี ที่ติดกับชายแดนไทยเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

รอยเตอร์รายงานว่า นายเศรษฐาที่ระบุตัวเองว่าเป็นเซลส์แมนของประเทศ ได้ใช้เวลา 1 ใน 3 หลังรับตำแหน่งในการเดินสายโปรโมทประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางของการลงทุน กล่าวอีกว่า นับตั้งแต่รับตำแหน่ง เรามีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนเกือบ 10 แห่ง ที่จะมาที่นี่ และศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่จากแอมะซอน กูเกิล ไมโครซอฟท์และทั่วโลก หากตนไม่ออกไปเพื่อพยายามขายประเทศไทย พวกเขาก็อาจจะไปอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม

นายเศรษฐายังกล่าวถึงโครงการแลนด์บริดจ์ว่า รัฐบาลจะออกโรดโชว์ในเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน เพื่อโปรโมตโครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับแผนการลงทุนมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท ในการสร้างท่าเรือน้ำลึก 2 แห่ง ตลอดจนถนนและทางรถไฟเชื่อมทะเลอันดามันและอ่าวไทยเป็นระยะทาง 90 กิโลเมตร ซึ่งโครงการนี้เป็นการเสนอทางเลือกสำหรับการสัญจรในช่องแคบมะละกาอันคับคั่ง ซึ่งเป็นเส้นทางการเดินเรือระหว่างมาเลเซียและอินโดนีเซียที่เป็นเส้นทางการค้าเชื่อมระหว่างเอเชียกับยุโรปและแอฟริกาที่สำคัญ ซึ่งโครงการสำคัญๆ อย่างแลนด์บริดจ์จะช่วยทำให้ประเทศไทยบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจการค้าโลกได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับอนาคตของประเทศ เราต้องการเครื่องมือเหล่านี้เพื่อมั่นใจว่าเรามีที่ยืนในโลก