รูปแบบการเปิดอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรรวมสองวันกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาถือเป็น “เรื่องใหม่” และ “ความแฟร์” ของฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคก้าวไกล
การเปิดอภิปรายดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ซึ่งคอการเมืองคงจะไม่คุ้นเคย เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งมีในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งตามตัวบทแล้วเรียกว่า “การเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อซักถามข้อเท็จจริงหรือเสนอแนะปัญหาต่อคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีการลงมติ”
คล้ายเป็นการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เพียงแต่ไม่ต้องมาออกเสียงกันว่าจะไว้วางใจหรือไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือรัฐมนตรีคนใดหรือไม่ ซึ่งเดิมอำนาจนี้เป็นอำนาจเฉพาะของวุฒิสภา แต่ในรัฐธรรมนูญปัจจุบันเพิ่มโอกาสให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรที่จะเปิดอภิปรายแบบนี้ก็ได้ด้วย
ที่เรียกว่าเป็น “ความแฟร์” หรือการให้ความเป็นธรรมของพรรคก้าวไกล ก็เพราะที่เขาเลือกเปิดอภิปรายตามมาตรานี้ด้วยเห็นว่าแม้รัฐบาลนี้จะบริหารประเทศมาเกือบปี แต่ตามความเป็นจริงก็ถือว่ายังทำงานได้ไม่เต็มที่ เหตุผลสำคัญเพราะยังไม่สามารถใช้งบประมาณที่จัดสรรเองได้ เนื่องจากเข้ามาเป็นรัฐบาลในช่วงคาบเกี่ยวการเปลี่ยนผ่านปีงบประมาณที่ต้องใช้งบประมาณของปีก่อนซึ่งเสนอโดยรัฐบาลประยุทธ์ ดังนั้นการจะ “ไม่ไว้วางใจ” รัฐบาลที่ยังมีข้อจำกัดเกี่ยวกับงบประมาณซึ่งเป็นทรัพยากรการบริหารประเทศก็อาจจะไม่เป็นธรรมนัก
แต่ถึงอย่างนั้นการอภิปรายก็ออกมาในรูปแบบที่ไม่ได้แตกต่างจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งแม้การไม่ต้องลงมติก็จะไม่ส่งผลกระทบในทางรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลสะเทือนใดๆ ในทางการเมือง เพราะในที่สุดก็เท่ากับว่าพรรคฝ่ายค้านได้เวทีในการ “แฉ” ความไม่มีประสิทธิภาพของรัฐบาลได้เต็มที่ สำหรับรัฐบาลและกองเชียร์ก็อาจจะรู้สึกว่าเหมือนเปิดสภามาให้ถูกด่าฟรีให้เสียรังวัด ที่ก็น่าจะโดนไปหลายตารางวาอยู่ทีเดียว เพราะการอภิปรายเพียงสองวันก็เปิดบาดแผลของรัฐบาลที่บริหารประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้แบบครบทุกแผล
เรื่องที่ชัดเจนและอาจจะเรียกได้ว่าเกิดผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรมที่สุดคือการออกมาเปิดโปงต้นตอปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พนันออนไลน์ และการหลอกลวงอื่นๆ รวมไปถึงการสร้างเพจปลอมหรือโปรไฟล์ปลอมหลอกขายสินค้าไม่มีคุณภาพ ทั้งหมดถือเป็นอาชญากรรมไซเบอร์ อันเป็นปัญหาที่กล้าพูดได้ว่า คนไทยทุกคนที่อยู่ใต้เครือข่ายคลื่น 5G ต่างตกเป็นเหยื่อหรือเคยได้รับผลกระทบ ความเดือดร้อนอย่างเบาก็รบกวนการใช้ชีวิตให้หงุดหงิดใจโดยไม่จำเป็น ถูกละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ไปจนถึงผู้ที่ตกเป็นเหยื่อต้องสูญเสียทรัพย์สินไปจนถึงชีวิต
ที่ก็มีคำถามตรงกันทุกคนเช่นกัน เพียงแต่ใครจะพูดออกมาหรือไม่เท่านั้นเอง ว่า “แล้วรัฐบาลไปทำอะไรอยู่”
การอภิปรายของ ส.ส. รังสิมันต์ โรม ทำให้เราได้รู้ว่าเครือข่ายพวกนี้ยิ่งใหญ่เหิมเกริมและทรงอิทธิพลถึงขนาดไปตั้งสถานประกอบกรรมกันที่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่ยังสามารถดึงเอาเครือข่ายสาธารณูปโภค ทั้งกระแสไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ตจากประเทศไทยไปใช้ในกิจการมิจฉาชีพได้อย่างสบายใจ ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นได้ยากเต็มทีหากเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่รู้เห็นหรืออย่างน้อยก็เอาหูไปนาเอาตาไปไร่
ทั้งที่ก่อนหน้าการอภิปรายเพียงวันเดียวปรากฏว่าทางการเจ้าหน้าที่ของไทยสามารถเข้าไปดำเนินการจับกุมเครือข่ายคอลเซ็นเตอร์และพนันออนไลน์ที่เช่าสายส่งสัญญาณอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงลักลอบลากสายมุดดินข้ามแดนไปในเขตประเทศกัมพูชา ที่ให้เครดิตว่าเป็นเพราะการกำชับสั่งการของนายกรัฐมนตรีก่อนการเปิดอภิปรายที่ให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเร่งสาวหาต้นตอของแก๊งนี้และจัดการให้ได้อย่างสิ้นซากภายในสามสิบวัน แต่ก็เหมือนจะช้าไปพอสมควร เพราะคนไทยทุกคนประสบปัญหานี้มายาวนานนับปี แถมจากปากคำของผู้ต้องหาที่จับกุมตัวมา ก็ได้ความว่าทำแบบนี้มาถึงสองปีแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็เพิ่งจะตื่นขึ้นมาแหกหูแหกตาจับกุมกัน
การจับกุมดังกล่าวยังเท่ากับเป็นการออกมารับรองให้ล่วงหน้าว่าสิ่งที่ ส.ส. โรม จะอภิปรายเรื่องเครือข่ายอาชญากรรมนี้ในอีกฝั่งหนึ่งของประเทศก็โยงสายไฟฟ้าจากฝั่งไทยไปใช้กับเครือข่ายที่ตั้งอยู่ในแดนลับแลปลอดกฎหมายของประเทศเพื่อนบ้าน ก็น่าจะเป็นเรื่องจริงเช่นกัน
เปิดแผลได้เหวอะเสียจน ส.ส. หน่วยเฉพาะกิจพิทักษ์รัฐบาลต้องประท้วงว่าขอให้อภิปรายอยู่ในประเทศไทยจนเรียกเสียงฮากันทั้งห้องประชุมสภาจนกลายเป็นมีมไปทั่วโลกออนไลน์ แต่สำหรับวิญญูชนที่ไม่ได้แบกอะไรไว้ข้างหลังก็คงนึกสงสัยตรงกันว่า ถ้า ส.ส.โรมไม่นำเรื่องนี้มาอภิปราย จะมีการจับกุมเครือข่ายที่สระแก้วให้เห็นหรือไม่ เรื่องนี้จึงเท่ากับความดีความชอบของนายกฯ ที่กวดขันจนนำไปสู่การจับกุมนี้ สุทธิออกมาก็แค่เสมอตัวแบบเสียรังวัดไปพอสมควร
ส่วนปัญหาอื่นๆ เช่นเรื่องฝุ่นพิษ PM2.5 ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย การขับเคลื่อนนโยบายที่ล่าช้า การปฏิรูปกองทัพและธุรกิจของกองทัพอย่างเกรงอกเกรงใจ และเรื่องอื่นๆ ก็ถือว่าทำได้เข้าเป้าทุกดอก มีหลักฐานประกอบที่ชัดเจนจนไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ว่าเป็นข้อกล่าวหาที่เลื่อนลอย
ในเวลาสองวัน พุธที่ 3 ถึงพฤหัสที่ 4 พรรคก้าวไกลได้พิสูจน์ให้เห็นสิ้นสงสัยแล้วว่า ตัวเองนั้นเป็นพรรคฝ่ายค้านที่น่ากลัวเพียงใดสำหรับใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาล และสามารถเป็นหูตาปากเสียงให้ประชาชนได้จริงสมคำว่า “ผู้แทนราษฎร”
ทั้งนี้ เรื่องหนึ่งที่ผู้ซึ่งติดตามการเมืองไทยมานานพอสมควรต่างเห็นตรงกันคือ การกลับมาได้เป็นรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย และมีนายกรัฐมนตรีชื่อ เศรษฐา ทวีสิน นั้น เป็นเพราะได้รับ “อนุญาต” จากฝ่ายที่ครองอำนาจในทางความเป็นจริงของประเทศนี้
“ฝ่ายที่ครองอำนาจตามความเป็นจริง” ที่ว่าไม่ใช่บุคคลใดหรือกลุ่มใดเป็นการเฉพาะ หากหมายถึงองคาพยพประกอบร่วมของฝ่ายอำนาจจารีต อำนาจรัฐราชการ ฝ่ายกองทัพ และภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มทุนใหญ่ของประเทศ อันเป็นกลุ่มคนที่ได้รับประโยชน์มานานจากการปกครองในระบอบรัฐประหารสืบทอดอำนาจ ที่อาจจะย้อนไปได้ตั้งแต่การรัฐประหารปี 2549 ซึ่งได้สั่งสมอำนาจและความมั่งคั่งของพวกเขามากจนไม่อาจยอมให้ผู้ใดที่มีนโยบายหรือมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อเขาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการใช้อำนาจรัฐได้เป็นอันขาด
เมื่อปรากฏชัดเจนว่าพรรคการเมืองที่เป็นฝักฝ่ายสนับสนุนของพวกเขาพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งอย่างราบคาบอันเป็นการชี้ว่า ประชาชนได้ออกเสียงสำแดงมติ “ปฏิเสธ” อำนาจของพวกเขา หนทางเดียวที่จะรักษาอำนาจ ความมั่งคั่ง และความได้เปรียบทางการเมืองต่อไปได้ คือต้องยอมอนุญาตพรรคที่ชนะการเลือกตั้งและ “พอจะพูดคุยได้” ตอบรับข้อเสนอให้เป็นรัฐบาลปกครองบริหารประเทศไปภายใต้ขอบเขตที่จะไม่แตะต้องล่วงเกินอำนาจและผลประโยชน์ของพวกเขา
ทั้งหมดนี้ได้แสดงออกมาผ่านการจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งใหญ่กลางปีที่แล้วที่เป็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลนี้
แม้จะไม่เห็นด้วยและคิดว่าใจร้ายเกินไปที่จะสรุปหรือเหมาเอาว่ารัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน นั้นคือสมัยที่สามของรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา หรือที่ ส.ส. พรรคก้าวไกลคนหนึ่งอภิปรายว่านี่ก็เหมือนแคมเปญ “ลุงตู่อยู่ต่อ” เพราะได้เห็นความตั้งใจจริงทั้งจากตัวนายกรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทยเองในหลายเรื่องที่พยายามทำทุกอย่างเท่าที่พอจะทำได้เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้สังคม แก้ไขปัญหาหลายเรื่องที่เป็นผลต่อเนื่องมาจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจ และพยายามบริหารประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น แต่บางเรื่องก็เหมือนกับว่าที่รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาได้แม้จะรู้และเห็นปัญหานั้น ก็เพราะ “ข้อจำกัด” ของการได้เป็นรัฐบาลนี่เอง
เรื่องฝุ่น PM2.5 ที่เป็นปัญหาหนักหนาที่สุดในปีนี้ แต่เหมือนจะเป็นเพียงหมอกควันบางเบาที่ออกไปขี่จักรยานเล่นได้สำหรับรัฐบาลและนายแบกนางแบกผู้สนับสนุน การจัดการกับธุรกิจอันไม่จำเป็นของกองทัพเฉพาะเท่าที่ฝ่ายนั้นเลือกจะยอมปล่อยคืน หรือการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำแบบมีหมายเหตุดอกจันท์ คือตัวอย่างที่ดีและชัดเจนที่สุดของการบริหารประเทศเท่าที่ได้รับอนุญาต
ด้วยเหตุนี้การมีพรรคการเมืองอย่างพรรคก้าวไกล สิ่งที่จำเป็นทั้งสำหรับประเทศชาติและเอาจริงคือพรรคเพื่อไทยด้วย ที่การเป็นหูตาปากเสียงในฐานะผู้แทนราษฎรของบรรดา “ตัวแสบ” ทั้งหลายนั้นนอกจากเพื่อรักษาประโยชน์ของสาธารณะประชาชนแล้ว ยังเป็นเครื่องเหนี่ยวรั้งป้องกันไม่ให้พรรคการเมืองที่เคยเป็นฝ่ายประชาธิปไตย ผู้ดำเนินนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมาแล้วหลายเรื่องจนทุกวันนี้ ไม่ตกลงไปสู่ “ด้านมืด” แห่งอำนาจและผลประโยชน์จนกู่ไม่กลับ
พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกลเป็นผู้อภิปรายปิดท้ายว่า ไม่เสียใจที่การอภิปรายครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตการเมืองของเขา เนื่องจากรู้กันว่าศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งมีมติรับคำร้องขอให้ยุบพรรคก้าวไกลจาก กกต. ไปเมื่อวันพุธก่อนหน้า แต่พิธาก็เชื่อว่า เขาจะเดินจากไปอย่างผู้ชนะโดยไม่ได้มีอะไรติดค้างคาใจ เพราะได้เห็น ส.ส.ของพรรคทั้งรุ่น 1 และรุ่น 2 ได้อภิปรายในครั้งนี้จนเชื่อว่าต่อให้พรรคก้าวไกลจะถูกยุบไปจริงก็ไม่อาจเหนี่ยวรั้งความเปลี่ยนแปลงได้ ทั้งไม่แน่ว่าการยุบพรรคอาจจะส่งผลตรงกันข้าม เหมือนเช่นการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 2563 ซึ่งในตอนนั้นเป็นพรรคขนาดกลาง ได้ให้กำเนิดเป็นพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคการเมืองขนาดใหญ่ที่ชนะการเลือกตั้งได้อย่างเหลือเชื่อ และมีแนวโน้มว่าน่าจะชนะต่อไปอีกด้วย
กับเมื่อพิจารณาถึงผลงานการอภิปรายของ ส.ส.หน้าใหม่ของพรรคที่อาจจะเรียกว่าเป็นกองหน้าแถวสองหรือแถวสาม ที่มีลีลาที่เด็ดขาด ดุดัน มีลูกเสียดสีและอารมณ์ขันที่ได้ใจตามประสาคนรุ่นใหม่ กับข้อมูลที่แน่นหนาประกอบแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าต่อให้ยุบพรรคก้าวไกลไป พรรคใหม่ที่จะตั้งขึ้นไม่ว่าจะชื่ออะไร ก็จะสืบทอดความเป็น “อนาคตใหม่” ต่อไปอีก ดังเช่นที่การยุบพรรคไทยรักไทย ตามด้วยพรรคพลังประชาชน ที่สืบทอดมาเป็นพรรคเพื่อไทยในวันนี้ การไล่ยุบพรรคแบบตั้งใหม่ก็ยุบอีก ก็ไม่อาจล้างความเป็น “ไทยรักไทย” ที่อีกฝ่ายนั้นหวาดกลัวและเกลียดชังลงได้
โดยเฉพาะเมื่อพรรคก้าวไกลได้ฝากผลงานทางการเมืองที่อาจจะเป็นชิ้นสุดท้ายคือการอภิปรายที่เข้าตาประชาชนนี้ หากสุดท้ายแล้วพรรคนี้จะต้องหายไปไม่ว่าจะโดยอำนาจหรือวิถีทางใด ประชาชนก็อาจคิดเหมาเอาได้ว่า ที่พรรคแบบนี้ต้องมีอันเป็นไปนั้นจะเป็นประโยชน์แก่ใคร แต่ที่แน่ๆ คงไม่ใช่ประชาชน
นี่กระมังคือสิ่งที่ทำให้ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ประกาศอย่างมั่นใจว่าสุดท้ายตนเองและพวกเขาต่อให้ต้องเดินลงจากเวทีนี้ไป ก็จะเดินจากไปอย่างผู้ชนะ

