หมายเหตุ – ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้สัมภาษณ์ “มติชน” ถึงที่มาและความสำคัญการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ทั้ง 200 คน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา107 ภายหลัง ส.ว.ชุดปัจจุบันทั้ง 250 คน จะครบวาระการทำหน้าที่ตามบทเฉพาะกาล 5 ปี ในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้
•การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ทั้ง 200 คน ชุดใหม่ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างไร
ส.ว.ชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามา แม้ไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีแล้วก็จริง แต่ก็ยังมีอำนาจที่สำคัญ นอกเหนือจากอำนาจพิจารณาร่างกฎหมายต่างๆ ที่เป็นอำนาจปกติ นั่นคือการให้ความเห็นชอบ เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่ต้องใช้เสียง ส.ว. 1 ใน 3 ถึงจะสำเร็จได้ รวมไปถึงเป็นดาบสุดท้าย ในการแต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ อาทิ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุด ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าสำคัญ เพราะหากดูดีๆ ตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายแห่ง ที่ได้รับการแต่งตั้งในช่วงหลังการรัฐประหารปี 2557 กำลังจะสิ้นสุดวาระในอีก 2-3 ปีนี้ และผู้ที่จะเลือกและให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระชุดใหม่ก็คือ ส.ว.ชุดใหม่ที่กำลังจะเข้ามา เพราะฉะนั้น แม้ ส.ว.จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ก็ยังมีอำนาจที่สำคัญในทางรัฐธรรมนูญ
โดยสิ่งที่จะเดินหน้าไปสู่การเลือก ส.ว.ชุดใหม่ในเร็วๆ นี้ จะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 107 หมวดวุฒิสภา จริงๆ แล้ว กระบวนการดังกล่าวควรเริ่มหลังจากรัฐธรรมนูญประกาศใช้ แต่ด้วยบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ ส.ว.มี 250 คน โดยร้อยละ 14 คนมาจากกรรมการสรรหา เป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง 6 คน จากผู้บัญชาการเหล่าทัพ ส่วนอีก 50 คน ให้เลือกตามกลุ่มอาชีพ แต่ในขั้นสุดท้าย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก็เป็นผู้แต่งตั้ง ส.ว.ชุดนั้นทั้งหมด 250 คน และเมื่อบทเฉพาะกาล กำลังจะหมดอายุ 5 ปีแล้ว จะต้องกลับไปใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 107 ในการเลือก ส.ว.ชุดใหม่ จะมีจำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกของกลุ่มอาชีพต่างๆ และด้วยกลไกการได้มาซึ่ง ส.ว.ในครั้งนี้ มาจากการเลือกกันเอง ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยทั่วไปของประชาชน
สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป คือ คนที่จะลงสมัครรับเลือกตั้ง คือคนที่มีสิทธิเลือก ส.ว. ดังนั้นหมายความว่า ทั้งคนที่สมัครและคนที่มีสิทธิเลือก คือ คนคนเดียวกัน และหากถามว่าจะมีบทบาทของกลุ่มการเมืองจะเข้ามาแทรกแซงได้หรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เริ่มมีการพูดถึงการบล็อกโหวต เพื่อจัดตั้งคนเข้าไปในกลุ่มอาชีพต่างๆ ตั้งแต่การเลือกระดับอำเภอ เพราะการเลือก ส.ว.เป็นเรื่องของการเมืองแท้ๆ
•กติกาการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ มีช่องโหว่ให้พรรคการเมือง กลุ่มการเมืองส่งคนของตัวเองลงรับสมัครและได้รับเลือกเป็น ส.ว.ได้หรือไม่
ทุกกติกาที่ออกมาในประเทศไทย มีช่องโหว่อยู่แล้ว แม้ในทางกฎหมายจะห้ามไม่ให้พรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไปมีส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการเลือก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าต้องมีทางใดทางหนึ่งที่ข้องเกี่ยวกับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง แบบไม่เป็นทางการ จะมีผลต่อกระบวนการเลือก ส.ว. อาจจะเป็นคนมีชื่อเสียงในพื้นที่ อาจจะเป็นบ้านใหญ่ที่นามสกุลเป็นที่รู้จัก และด้วยขั้นตอนการเลือกตั้งแต่ระดับอำเภอในกลุ่มอาชีพเดียวกัน เสร็จแล้วก็ไปจับกลุ่มอาชีพเพื่อเลือกไขว้ คำถามคือเราจะเลือกใคร เพราะไม่รู้จักใครเลย ดังนั้นความมีชื่อเสียงจึงเป็นแต้มต่ออันหนึ่งที่สำคัญ จึงเป็นไปได้ที่บ้านใหญ่หรือกลุ่มคนดังในพื้นที่ จะมีแต้มต่อผู้สมัครคนอื่นๆ ในตรงนี้
ส่วนระบบการเลือกกันเองแบบนี้ จะทำให้ได้ ส.ว.ที่ยึดโยงกับประชาชนได้จริงหรือไม่นั้น อันนี้ถือว่าเป็นใจกลางของเรื่องที่เรากำลังจะเดินต่อไป เพราะการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่คือการเลือกกันเองในหมู่ผู้ที่สมัครรับเลือกตั้ง ส.ว. เพราะฉะนั้น คำถามสำคัญของระบการเลือกกันเองแบบนี้ มีโจทย์ใหญ่อยู่ 2 ข้อ ได้แก่ 1.ส.ว.ชุดใหม่ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนของใคร แล้วรับผิดชอบต่อใคร ซึ่งเป็นคำถามที่เรายังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน แม้รัฐธรรมนูญจะบอกว่าต้องการใหเป็นพื้นที่ของตัวแทนกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่หลากหลายในสังคม แต่ผมก็มีคำถามว่า การแบ่งเป็น 20 กลุ่มอาชีพ ตามที่กฎหมายกำหนดออกมา เป็นการสะท้อนความเป็นจริงของกลุ่มอาชีพจริงหรือไม่
2.กระบวนการสมัครรับเลือก ส.ว.ยังมีช่องโหว่อยู่ แม้กฎหมายจะบอกว่าต้องเป็นผู้มีอายุไม่น้อยกว่า 40 ปีบริบูรณ์ มีประสบการณ์ในวิชาชีพไม่น้อยกว่า 10 ปี แต่ว่าในกระบวนการรับสมัคร ต้องมีผู้รับรองแค่ 1 คน แล้วจะบอกได้อย่างไรว่านี่เป็นตัวแทนของกลุ่มวิชาชีพนั้นๆ จริง และยังไม่ต้องพูดถึงว่าเป็นตัวแทนของประชาชนได้มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นเรื่องเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ว่า ส.ว.ชุดใหม่ที่เข้ามาทำหน้าที่ จะมีบทบาทและส่งผลอย่างไรต่อในทางการเมือง
•บทบาทของ ส.ว.ชุดใหม่จะส่งผลต่อการเมืองภาพใหญ่หลังจากนี้อย่างไร
ผมมองว่า ส.ว.จะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดทิศทางการเมือง เพราะมีอำนาจที่สำคัญ ทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา มีการเสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ 25 ครั้ง แต่ส่วนใหญ่ไม่ผ่าน เพราะคะแนนเสียงในรัฐสภาไม่ถึงกึ่งหนึ่งของรัฐสภา และถึงจะได้เสียงผ่านเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ก็ไม่ผ่านในขั้นของ ส.ว.คือ ได้รับเสียง ส.ว.ไม่ถึง 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งหมด
ยังไม่ต้องพูดถึงกระบวนการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยังมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระต่างๆ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าองค์กรต่างๆ เหล่านั้น เป็นสถาบันการเมือง ที่กำหนดทิศทางความเป็นไปทางการเมือง อย่างที่เราได้เห็นกันมาตลอด เพราะฉะนั้น 2 อำนาจนี้จึงมีความสำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางการเมืองไทยในอีก 5 ปีข้างหน้า
ผมมองว่าด้วยอำนาจเหล่านี้จะเป็นเหตุผลให้พรรคการเมืองเข้าไปบล็อกโหวต ในกระบวนการสรรหา ส.ว.หรือไม่ ขอพูดจากกระบวนการเลือก ส.ว.เมื่อปี 2561 ขณะนั้นมีผู้มาสมัครประมาณ 7,700 คน ทั้งที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คาดหวังว่าคนจะมาสมัครเป็นแสน ก็มีกระแสข่าวการบล็อกโหวตในระดับประเทศ แต่เนื่องจากกระแสตอนนั้น มุ่งไปที่การเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม 2562 การเลือก ส.ว.จึงไม่ค่อยเป็นประเด็นมากในวันนั้น เพราะทุกคนทราบว่าในท้ายที่สุด คสช.จะเป็นผู้แต่งตั้ง ดังนั้น ถ้าปี 2561 ยังมีการบล็อกโหวตมาแล้ว ในปี 2567 จะไม่มีได้อย่างไร และแม้ไม่มีบทเฉพาะกาลแล้ว ส.ว.ก็ยังเป็นสถาบันทางการเมืองที่มีอำนาจสำคัญในการเมืองไทยต่อจากนี้ไปอีก 5 ปี กลุ่มไหนสามารถยึดกุม ส.ว.ได้ ก็จะเป็นผู้กำหนดทิศทางของการเมืองอีก 5 ปี ข้างหน้าได้เช่นเดียวกัน
•จะมีกลไกทั้งรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. จะช่วยป้องกันการบล็อกโหวตการเลือก ส.ว.ได้หรือไม่
ผมมองว่าทำได้คือเชิญชวนให้ภาคประชาชนไปสมัครตั้งแต่ระดับอำเภอ เพราะหากพูดกันตามตรง การบล็อกโหวต คือ เรื่องธรรมชาติของการเมืองไทย ดังนั้นหากต้องการป้องกัน ก็ต้องเพิ่มประชาชนเข้าไปอยู่ในกระบวนการ เพราะกระบวนการเลือก ส.ว.ให้สิทธิเฉพาะคนที่สมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าประชาชนเข้าไปมีส่วนในกระบวนการตรงนี้มากแค่ไหน อาจทำให้การพยายามบล็อกโหวตทำได้ยากขึ้น หรือต่อให้มี ก็ต้องซับซ้อนพลิกแพลงมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตามก็จะมีปัญหาในเรื่องเกณฑ์อายุ ที่ต้องไม่น้อยกว่า 40 ปีบริบูรณ์ รวมถึงต้องเสียค่าสมัคร 2,500 บาท เพื่อให้ตัวเองมีสิทธิโหวต จะเป็นขั้นตอนที่เสียทั้งเงินและเวลา ทั้งนี้ผมยังมีคำถามอีกว่าจะมีประชาชนออกมาสมัครเป็น ส.ว.มากน้อยเพียงใด เพราะเราเหลือเวลาอีกแค่ไม่กี่เดือนที่จะเปิดรับสมัคร ส.ว. ส่วนเรื่องค่าสมัคร 2,500 บาท เป็นการตัดช่องทางภาคประชาชนมากเกินไปหรือไม่นั้น ด้วยกลไกที่ออกแบบให้ ส.ว.มาจากการเลือกกันเอง คนที่มีสิทธิเลือกและคนที่ลงสมัครเป็นคนเดียวกัน แน่นอนว่าเป็นการกีดกันคนจำนวนไม่น้อยอยู่แล้ว เพราะต้องมีทั้งเงินค่าสมัคร ทั้งเวลาในการไปกรอกใบสมัคร เตรียมเอกสารเป็นปึก ผมมองว่าเป็นกระบวนการที่มีต้นทุนสูง ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยกลไกที่ถูกออกแบบไว้แบบนี้ ได้กันคนจำนวนมากออกไป
•มองบทบาทของพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาล รวมทั้งกลุ่มการเมืองอื่นๆ จะส่งผลการเลือก ส.ว.ครั้งนี้อย่างไร
จริงๆ ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทย แต่ทุกพรรคการเมืองทราบดีอยู่แล้วว่าข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองไปข้องเกี่ยว ดังนั้น ผมคิดว่าสิ่งที่จะดำเนินต่อไป คือความเคลื่อนไหวทางการเมืองตั้งแต่ระดับพื้นที่ ในรูปแบบความสัมพันธ์อย่างไม่เป็นทางการ แต่หากดูดีๆ จะมีเส้นที่โยงใยไปถึงพรรคการเมืองและนักการเมือง ซึ่งการใช้เครือข่ายถือเป็นวิถีของการเมืองไทยที่เป็นมาตลอด เช่น ตัวอย่างสมัยที่มี ส.ว.เลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ขณะนั้นก็ห้ามสมาชิกพรรคการเมืองลงสมัคร และยังห้ามหาเสียง แต่พอถึงช่วงที่มีการเลือก ส.ว.ออกมาแล้ว หากไปไล่ดูดีๆ ก็มีจำนวนไม่น้อยที่มีเส้นทางความสัมพันธ์ โยงใยไปหาบุคคลสำคัญต่างๆ ในพรรคการเมือง โดยเฉพาะพรรคไทยรักไทย เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มากในช่วงเวลานั้น แม้ไม่ได้ไปครอบงำในฐานะพรรค แต่เป็นที่ทราบกันว่าคนที่อยู่ในพรรคไทยรักไทย มีความสัมพันธ์ที่โยงใยกับ ส.ว.ที่ได้รับเลือกตั้งมา
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ จะดำเนินไปแบบนั้นเช่นเดียวกัน และไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทย แต่เป็นทุกพรรค
สำหรับบทบาทของคณะก้าวหน้าที่มีการรณรงค์ให้คนมาร่วมสมัคร ส.ว.กันมากๆ นั้น มองว่าความพยายามของคนที่เกี่ยวข้องกับพรรคก้าวไกลและคณะก้าวหน้า มีการพูดถึงมาตั้งแต่ปลายปี 2566 แล้ว โดยการเชิญชวนประชาชนไปสมัคร ส.ว. ฉะนั้นถ้าคนเหล่านี้สามารถมีส่วนในการเลือก ส.ว.ชุดใหม่ได้ จะมากน้อยเพียงใด ก็สามารถผลักดันวาระของตัวเองได้ และทำให้การขับเคลื่อนการเมืองหลังจากนี้ จะมีสิทธิมีเสียงของกลุ่มเหล่านั้นเข้ามาได้เช่นกัน
•โมเดลที่มาและอำนาจของ ส.ว.ของประเทศไทยกับต่างประเทศ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร
จากผมเคยศึกษาโมเดลของวุฒิสภาในต่างประเทศด้วย หากเราดูตัวอย่างการวางอำนาจของ ส.ว.ในต่างประเทศ เวลาเราพูดถึงระบบสองสภา ที่ประกอบไปด้วยสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภาสูง ซึ่งตามหลักการโดยทั่วไป อำนาจหลักก็คือผู้แทนประชาชน อยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร ถ้าในระบอบประชาธิปไตยโดยส่วนใหญ่ อำนาจของสภาสูงจะไม่มากไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้าจะให้สภาสูงมีอำนาจมาก ที่มาก็ต้องมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตย ผมขอยกตัวอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา มี ส.ว.จากมลรัฐที่มาจากการเลือกตั้ง เพราะ ส.ว.ของสหรัฐอเมริกามีอำนาจเยอะ หรืออย่างประเทศอิตาลี สภาสูงมีอำนาจเท่ากับสภาผู้แทนราษฎร แต่ ส.ว.มาจากการเลือกตั้งเหมือนกับ ส.ส. ซึ่งเวลานายกรัฐมนตรีตั้งรัฐบาลเสร็จ ต้องได้รับความไว้วางใจจากทั้งสองสภาก่อนจะเข้าบริหารประเทศ
ทั้งนี้สภาวะ 5 ปีที่ผ่านมาของประเทศไทย เราเห็นได้ชัดเจนว่า ส.ว.อำนาจเยอะกว่า ส.ส. อย่างมีนัยยะสำคัญ ส.ว.สามารถชี้เป็นชี้ตายในการเลือกนายกรัฐมนตรีได้ หรืออย่างก่อนหน้านี้ ก็มีการไม่ให้ความเห็นชอบประธานศาลปกครองสูงสุด แต่ที่มากลับขาดความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย จึงเกิดเป็นสภาวะไม่สมดุลทางอำนาจ เป็นหนึ่งในฉนวนปัจจัยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมือง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา และต่อให้จะหมดการทำหน้าที่ตามบทเฉพาะกาลแล้ว ส.ว.ก็ยังมีอำนาจมากกว่า อย่างน้อยที่สุดก็คือเรื่องการแก้ไข
รัฐธรรมนูญ เพราะยังต้องอาศัยเสียงเห็นชอบจาก ส.ว.จำนวน 1 ใน 3 ในขั้นรับหลักการ
รวมถึงการให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ สิ่งเหล่านี้คืออำนาจที่ค่อนข้างมีเหนือกว่าสภาผู้แทนราษฎรอยู่พอสมควร และเป็นกลไกที่ทำให้ ส.ว.สามารถกำหนดเกมการเมืองได้ ซึ่งจะมีผลต่อการควบคุมระบบการเมืองทั้งปวง
สุดท้ายนี้ขอฝากประชาชนที่จะติดตามการเลือก ส.ว.ชุดใหม่ครั้งนี้ว่า แม้ว่า ส.ว.ชุดใหม่จะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ยังมีอำนาจที่สำคัญหลายประการอยู่ เพราะฉะนั้นวุฒิสภายังเป็นสถาบันการเมืองที่สำคัญ ที่จะกำหนดทิศทางการเมืองต่อจากนี้ไป รวมถึงอำนาจนิติบัญญัติด้วย เพราะเมื่อกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา ดังนั้น ส.ว.ชุดใหม่จะมีส่วนกำหนดว่า การขับเคลื่อนหรือผลักดันร่างกฎหมายที่เป็นวาระทางสังคม จะทำได้มากน้อยเพียงใด
เพราะฉะนั้น การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ถึงสำคัญมาก เพียงแต่ว่ามันไม่ใช่การเลือกตั้ง แต่เป็นการเลือกกันเอง จึงอยากขอเชิญชวนประชาชนที่อายุ 40 ปีขึ้นไป ที่มีคุณสมบัติครบถ้วน แม้จะเป็นกระบวนการที่จำกัดเฉพาะอยู่พอสมควร แต่หากท่านใดมีความพร้อม ขอเชิญชวนให้ไปสมัคร แม้ใครจะบอกว่า การเลือก ส.ว.ครั้งนี้จะมีการบล็อกโหวตกันเรียบร้อยแล้ว แต่ผมยังไม่เชื่อว่าจะมีการบล็อกโหวต 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังมีช่องประตูเล็กๆ ที่เปิดให้กับประชาชนอยู่ หากประชาชนเข้าไปอยู่ในตรงนั้นมากพอ ก็จะทำให้กระบวนการบล็อกโหวตเกิดขึ้นยาก
ธนภูมิ กุลไพบูลย์

