การปรากฏขึ้นของรายงาน “การพัฒนาพรรคการเมืองและการสร้างพลเมืองในยุคดิจิทัล : ปัญหาและแนวทางแก้ไข” ในที่ประชุมวุฒิสภามีบทบาทและทรงความหมาย
ไม่เพียงแต่เงาสะท้อนแห่งการพัฒนาอย่างเร่งรุดของยุคดิจิทัล หากแต่ยังเป็นเงาสะท้อนความเป็นจริงของสมาชิกวุฒิสภา
ยิ่งติดตามฟังความเห็นจากการอภิปรายยิ่งย้อนแย้ง
ถูกต้องแล้วที่รากฐานการได้มาซึ่ง 250 วุฒิสภามีความสัมพันธ์กับรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 จากการลงมือของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพราะไม่เพียงแต่สังคมจะเห็นผลสะเทือนจาก รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 หากแต่ยังยืนยันให้ประจักษ์ในรากฐานทางความคิดและรูปธรรมที่ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องในทางการเมือง
เด่นชัดยิ่งว่าเป็นรากฐานอันมาจาก “ความกลัว” ณ เบื้องหน้าการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าในทาง “เทคโนโลยี” ซึ่งเป็นพลังการผลิต ไม่ว่าในทาง “การเมือง” ต่อสิ่งใหม่ๆ ที่บังเกิดขึ้น
และคิดง่ายๆ ว่าจะต้องสกัดขัดขวาง โดยใช้กระบวนการทางอำนาจไปควบคุมบังคับให้เป็นไปตามที่ต้องการ
ไม่ว่าใน “การเลือกตั้ง” ไม่ว่าในมาตรการ “ยุบพรรค” การเมือง
ถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอันมีพื้นฐานมาจากการจัดระบบการเลือกตั้งใหม่ในที่ประชุมรัฐสภา โดยความเห็นชอบของสมาชิกวุฒิสภาสะท้อนเป้าหมาย “ร่วม” ใดในทางการเมือง
คำตอบคือ สะท้อนความหวาดกลัวเมื่อเห็นผลการเลือกตั้งของประชาชนผ่านการเลือก พรรคอนาคตใหม่
จึงไม่เพียงแต่งัดเอาระบบ “บัตรเขย่ง” มาบิดเบือนผลการเลือกตั้งในเดือนมีนาคม 2562 เท่านั้น หากแต่ยังเปลี่ยนระบบให้กลับมาใช้บัตรสองใบประสานกับมาตรการยุบ พรรคอนาคตใหม่
และเมื่อผลการเลือกตั้งในเดือนพฤษภาคม 2566 ไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ และมองว่าชัยชนะของ พรรคก้าวไกล มาจากความเชี่ยวชำนาญในการใช้โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือ
จึงไม่เพียงแต่งัดเอาอาวุธเก่าเก็บคือการยุบพรรคในลักษณะเดียวกันกับการยุบพรรคอนาคตใหม่มาสะบัดกวัดแกว่ง
หากแต่ยังจะออก “กฎหมาย” เพื่อจัดระบบ “โซเชียลมีเดีย”
เงาสะท้อนอันสำแดงออกผ่านที่ประชุมวุฒิสภาจึงเด่นชัดยิ่งในความหวาดกลัวและความต้องการหลักประกันทางการเมือง
เป็นความหวาดกลัวบนความตระหนกและความไม่รู้
จึงไม่เพียงแต่จะแสดงเจตจำนงในการหยุดพัฒนาการของเทคโนโลยี หากแต่ยังมุ่งมั่นที่จะเอามาเป็นเครื่องมือในการหยุดพัฒนาการและการเติบใหญ่ของพรรคการเมือง
คำถามก็คือ การดิ้นที่เห็นผ่าน “สมาชิกวุฒิสภา” จะมีพรรคการเมืองใดอ้าแขนโอบรับและร่วมโดยสารไปด้วย
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

