‘ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ’ เปิดจุดยืนสมัครชิงส.ว.
หมายเหตุ – ศ.ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้สัมภาษณ์ ‘มติชน’ กรณีเป็นหนึ่งในผู้ร่วมแสดงเจตจำนง ลงสมัครสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แทนชุดเก่า 250 คน ที่จะหมดวาระในวันที่ 10 พฤษภาคม
เหตุผลที่ผมแสดงเจตจำนงลงสมัคร ส.ว.ในครั้งนี้สืบเนื่องกลุ่มเพื่อนๆ ได้เสนอไอเดียมาว่า มีการเลือกสรร ส.ว. มีระเบียบออกมาที่ไม่ค่อยเปิดกว้างเท่าไหร่ เงื่อนไขเยอะ และคนไม่ค่อยสมัครเพราะมันวุ่นวาย แล้วอาจารย์อาวุโส พนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็เลยเสนอว่าจะลง เพราะว่าเคยเป็น ส.ว.มาก่อนอยู่แล้ว ผมคิดว่าคงจะไปทำให้กระจ่าง ต้องการให้มีตัวแทนประชาชนเข้าไปได้จริงๆ
ก็เป็นการคุยกันว่า ถ้าหากช่วยกันก็ต้องช่วยกันเยอะเพราะคนเดียวคงช่วยไม่ได้ ดูจากพระราชกฤษฎีกา คนที่มีอำนาจมากกว่า ต้องมีช่องทางเข้ามาได้แน่ๆ เราต้องต่อสู้เพื่อประชาชนให้ได้ หลักๆ อยู่ที่ตรงนี้ ทำให้การคัดเลือกเป็นประชาธิปไตยแท้จริงมากขึ้น อย่างุบงิบๆ เอา ครั้งแรกที่เขาทำเพราะเขามีอำนาจปฏิวัติ เขาห้ามคนอื่น ไม่ให้ใครเข้าร่วมได้ คนอื่นไม่มีส่วนเพราะเขาทำกันเอง แต่วันนี้รัฐธรรมนูญมันเปิด ไม่ใช่ฉบับที่ คสช.เขียน ฉะนั้นเราต้องใช้สิทธิทางการเมือง เมื่อมันเปิดแล้ว เราเข้าได้ และจะปล่อยให้เขาทำแบบเมื่อก่อนอีกทำไม คราวนี้เป็นสิทธิเสรีภาพของทุกคนแล้ว ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจทหาร หากเราต้องการเปลี่ยนแปลงการเมืองให้มันดีขึ้น เราต้องเข้าไปทำให้ดีขึ้น หากเราไม่เคลื่อนไหว ไม่ทำอะไรมันก็ไม่ดีขึ้น และไม่รู้จะโยนให้ใคร มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่มันต้องรับผิดชอบ ผมคิดง่ายๆ เลย
ดูจากกฎแล้ว คือห้ามทุกอย่างเลย ทั้งห้ามหาเสียง ห้ามโพสต์ คงต้องอยู่เฉยๆ แนะนำตัวอย่างเดียว ผมเดาว่าทุกอย่างที่เผยแพร่ ทำได้ แต่ต้องมีแค่ชื่อ ห้ามบอกว่าจะทำอะไรด้วย ห้ามยุ่งเกี่ยวกับพรรคการเมือง ห้ามยุ่งเกี่ยวกับคนที่มีชื่อเสียง ที่เป็นบุคคลสาธารณะ นอกจากเพื่อนๆ ที่เรายุ่งเกี่ยวกันได้ เป็นกฎเกณฑ์ที่ประหลาด ดูก็รู้แล้วว่าไม่เป็นประชาธิปไตย และใช้วิธีการแบบทั้งเกลี้ยกล่อม ทั้งหลอกให้เราเชื่อ ว่าหาตัวแทนอาชีพ ก็คงได้คนอื่นไม่ใช่นักการเมือง ซึ่งฟังดูดี แต่ผมว่าก็คงได้กลุ่มเดิมๆ ดังนั้น ผู้ช่วย ส.ส.หรือ ผู้ติดตามนักการเมือง เข้ามายุ่งไม่ได้เลย เราต้องพูดให้เขาไม่มาเกี่ยว
ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม แต่มันก็ไม่เปิดจริง เพราะทำแบบนี้มานานแล้ว เปิดให้สมัคร ให้คนได้รับรู้ว่า สามารถลง ส.ว.ได้ แต่ห้ามไปหาเสียง ห้ามอะไรต่างๆ คนที่มาก็ต้องเป็นคนในต่างจังหวัด เป็นผู้พิพากษา อายุ 40 ปีขึ้นไป คนแก่ทั้งนั้น คน 50 ปีเขาก็ไม่มาเพราะทำงาน ไม่อย่างนั้นก็ต้องลาออกจากงาน ห้ามประกอบอาชีพ ต้องอิสระ ต้องลาออกให้หมด
ส่วนผมเกษียณจากการเป็นอาจารย์แล้ว ลาออกแล้ว ผมจึง “อ๋อ” เกมนี้คือจะให้เกษียณอายุทั้งหมด หากคนที่เกษียณอายุกลับเข้ามา คิดว่าจะเป็นใคร ก็เป็นคนที่มีตำแหน่ง เช่น อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด อดีตผู้บังคับการตำรวจ อดีตผู้อำนวยการต่างๆ คนในแวดวงเดิมๆ หากเป็นคนอย่างเราก็คงไม่มีใครรู้จัก หรือรู้จักแต่ในมหาวิทยาลัยเท่านั้น
ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่เคยลงสมัคร ส.ว. และไม่เคยคิดที่จะลงตำแหน่งการเมืองใดๆ ทั้งสิ้น เพราะเราไม่ถนัด ไม่ใช่วิถี แต่เราลงด้วยความจำเป็นในครั้งนี้ เพราะไม่มีช่องทางอื่นแล้วที่จะยุติกระบวนการที่ว่า “ปากว่าตาขยิบ”คงลงครั้งเดียว คงไม่เอาอีกแล้ว หลังจากวันที่ 10 พฤษภาคมนี้ ต้องรอให้มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาลงมาก่อน ซึ่งมีเวลาแค่ 2 เดือนที่จะเลือก ส.ว.ชุดใหม่ให้แล้วเสร็จ ดังนั้น ก็ต้องรีบประกาศ
ส่วนจำนวน ส.ว.ที่ลดลง จาก 250 คน เหลือ 200 คนนั้น ผมคิดว่าก็ยังเยอะอยู่ดี เพราะถ้ามองในแง่ความจำเป็น มีทำไมคนตั้ง 200-300 คน แล้วไม่ได้ทำอะไรไปนั่งหลับ ครึ่งนึงก็ไม่มาประชุมจากภาพที่เราคุ้นชินกันบนหน้าสื่อ เพราะฉะนั้นโดยหน้าที่แล้ว รัฐสภาไทย ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ ส.ว.เลย เพราะเท่าที่ผ่านมาแทบจะไม่ได้ออกกฎหมายที่เป็นเรื่องเป็นราวอะไรสักอย่าง
บทบาทของ ส.ว. ที่มักอ้างกันอยู่เสมอคือ สภาผู้แทนราษฎร เลือกตั้งจากคนในระดับชาวบ้าน แบบบ้านๆ คุณวุฒิก็ต่ำ ตั้งคุณวุฒิสูงไม่ได้ เป็นข้ออ้างที่ว่าสภาผู้แทนฯมักจะมีแต่คนระดับกลางๆ ล่างๆ ไม่ได้มีความรู้ความสามารถและสถิติปัญญาสูงเท่าไหร่ ถ้าออกกฎหมายอะไรออกไปก็คงจะไม่สมบูรณ์ หรือดีนัก ก็เลยตั้งหลักกันว่าต้องมี “วุฒิสภา” จึงเป็นที่มาใน รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2489 ที่กำหนดให้เริ่มมี แต่เราเรียกกันว่า “พฤฒสภา” แล้วในรัฐธรรมนูญปี 2490 จึงเปลี่ยนเป็น “วุฒิสภา” ซึ่งก็ยังเชื่อกันว่าเป็นคนที่มีคุณสมบัติสูง ทรงคุณวุฒิ
ถามว่าตั้งแต่เริ่มมี ส.ว.ก็ใช้วิธีแต่งตั้งมาโดยตลอดหรือไม่ ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญปี 2489 ก็บอกให้เลือกตั้งโดยประชาชน เหมือนสภาผู้แทนราษฎร ยกเว้นเฉพาะกาลปีแรกเท่านั้นที่สภาเป็นคนแต่งตั้ง “พฤฒสภา” ก่อน เพราะเลือกไม่ทัน และคนยังไม่คุ้ยเคยกับรูปแบบใหม่ ก็เลยให้ ส.ส.เป็นคนเลือก ส.ว.ครั้งแรก พอหลังจากนั้นชุดต่อไปเลือกโดยประชาชนทั้งหมด แต่เกิดรัฐประหาร ปี 2490 เสียก่อน
ล้มรัฐธรรมนูญ 2489 เมื่อถูกฉีกทิ้งไปแล้ว ก็เขียนใหม่เป็น ฉบับปี 2492 ซึ่งระบุว่า ให้มีการแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา
จากนั้นก็แต่งตั้งมาตลอด เปลี่ยนเป็นมาเลือกตั้งครั้งแรก ในสมัยที่ นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นนายกรัฐมนตรี แต่เลือกไม่ทั้งหมดน่าจะเลือกได้ครึ่งหนึ่ง จนกระทั่งมีรัฐธรรมนูญปี 2540 ถึงจะเปลี่ยนที่มา ส.ว.ให้มีการเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ อาจารย์พนัส ทัศนียานนท์ ได้ลงสมัครเป็น ส.ว.ครั้งแรก วาระ 6 ปี คือชุดนั้น
แต่รอบนี้ใครอยากใช้สิทธิต้องจ่ายเงินก่อน 2,500 บาท ถึงจะเข้าไปเสียบบัตรลงคะแนนได้ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะผู้ลงสมัครเอง หรือเป็นโหวตเตอร์ก็ตาม ผมว่าน่าจะได้บัตรเพื่อเข้าไปกาชื่อ กาชื่อเราเอง หรือชื่อคนอื่นก็ได้ ผมเดาว่าน่าจะเป็นรูปแบบบัตร เพราะถ้ายกมือคงจะวุ่นวายและบันทึกไม่ได้ เพราะการเลือก ส.ว.ครั้งที่จะถึงนี้ ต้องเลือก 5 คนต่อสาย 5×4 เท่ากับ 20 คน ใครจะไปจำได้ทั้งหมด ดังนั้นก็ต้องมีการกำหนดหมายเลข ซึ่งยังไม่รู้ว่าหน้าตาจะออกมาเป็นอย่างไร
การที่นักวิชาการเบอร์ท็อป ผู้ทรงภูมิจากหลากหลายอาชีพ กว่า 29 คนมาร่วมลงแรงในครั้งนี้ ผมว่าแค่นี้ไม่พอหรอก ยังน้อยมาก ต้องหาคนมาให้ได้สัก 10,000 หรือ 100,000 คน แต่ผมขอส่งข่าวไปแล้วกันว่า ตอนนี้มีคนเขาเสนอคำขวัญกันแล้วว่า “1 บ้าน 1 คน” ทุกบ้านต้องพยายามเลือกคน 1 คนไปลงสมัคร ส.ว. จะเป็นผู้สมัคร หรือลงคะแนนเสียงก็ได้ ถ้าทำอย่างนี้ได้ 100,000 คนแน่ๆ จากทั่วทั้งประเทศ บ้านนึงมีคนอายุ 40 ปีขึ้นไปสัก 1 คน แล้วออกแรง ลงขันกัน 2,500 อาจจะคนละ 500 บาท ถ้ามีแค่นี้ไม่รอดแน่
เราเองก็ไม่รู้ว่าจะได้รับเลือก หรือคุณสมบัติจะผ่านหรือไม่ เพราะไม่มีหลักประกันอะไรเลย ไม่มีใครรู้ว่าใครคือใคร ผมก็ยังงงๆ กับกฎเกณฑ์อยู่ อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าถ้าได้เข้าไปแล้ว ถึงแม้เราไม่ได้รับเลือก แต่มีคนอื่นที่เป็นผู้สมัครอิสระ เป็นตัวของตัวเอง กล่าวคือไม่ได้มาจากการจัดตั้ง จากเจ้าพ่อหรือบ้านใหญ่ส่งเข้ามา ผมคิดว่าด้วยสติปัญญาของมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป เขาเห็นกฎหมาย เห็นเรื่องราวของประชาชน ในสภามันต้องมีเรื่องส่งมาเยอะแยะ เขาต้องคิดได้บ้างว่าจะทำอะไรให้ประเทศชาติ นอกเสียจากว่าเขาขี้เกียจ ไม่อยากทำอะไร อยากอยู่เฉยๆ แต่ถ้าอุตส่าห์เสียเวลาเข้าไปขนาดนั้นแล้วมันต้องอยากทำอะไรบ้าง ถ้าไม่อยากก็ไม่น่าจะเข้าไปตั้งแต่แรก เห็นปัญหาแล้วก็ต้องมีความรู้สึกว่าจะต้องทำอะไร
เพราะคำว่า “รัฐสภา” หรือ Parliament แบบตะวันตกที่กำเนิดขึ้นมา คำว่า “parle” ในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า “พูด” ดังนั้นรัฐสภามันเป็นที่ที่ให้คนมาพูด ถามว่าแล้วจะพูดอะไรในนั้น? ก็ต้องพูดสิ่งที่คนส่วนใหญ่ต้องการ ถ้าพูดเรื่องที่เราต้องการ ไปเล่าความฝันของเรา หรือไปด่าคนอื่น เขาก็ไม่อยากฟัง เขาก็ไล่คุณออก ดังนั้น คนที่จะพูดในที่สาธารณะก็ต้องพูดเรื่องส่วนรวม พูดแต่เรื่องที่มันจะดี เรื่องเลวๆ ไปพูดทำไม ทุกวันนี้คนก็อยากจะเปลี่ยนนั่นเปลี่ยนนี่ไม่ใช่หรือ ทั้งปัญหาโลกร้อน ฝุ่นพิษ ปัญหาแคดเมียมต่างๆ เยอะมาก ทุกวันนี้มันมีแต่ปัญหา แต่หาคนไปแก้ไม่ได้
ฉะนั้น ผมว่าถ้าคนกลุ่มนี้เข้าไปนั่ง และพูด แล้วช่วยหาทางกันแก้ มันมีคนตั้ง 200 มันสมองจะคิดกันไม่ออกเลยหรือ และผมก็เชื่อว่าถ้าให้คนเป็นอิสระทางความคิด ทางปัญญา เข้าไปนั่งคุยกันเรื่องปัญหาสังคม ปัญหาการเมือง มันต้องมีทางออกมาแน่ๆ ประชาธิปไตยมันไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องซับซ้อน ไม่ใช่เรื่องที่เก่ง-ไม่เก่ง ฉลาดหรือโง่ มันเป็นเรื่องของประสบการณ์โดยตรงของประชาชนด้วยกันเอง แต่ที่มันไม่ออกมาเพราะมันถูกบังคับ ถูกหลอก ถูกอำนาจหรือข่าวกรองบอกว่าห้ามทำนู่นนี่นั่น ห้ามไปดูนั่นนี่เท่านั้นเอง แต่ตอนนี้สื่อมันทำให้เรื่องเปิด โซเชียลมีเดีย-ติ๊กต็อกก็ทำออกมา คนก็เห็นกันหมดแล้ว คนเขาก็คิดว่า “เอ๊ะ ของแค่นี้ทำไมไม่ทำ ถ้าอย่างนั้นชาวบ้านก็ทำกันเองได้ เอาอำนาจมาสิ เดี๋ยวเราจะทำให้ดู” ผมคิดแค่นี้เอง
ส.ว. 200 คน คราวนี้ ถ้าให้เลือกอย่างอิสระจริงๆ ผมว่าเปลี่ยนแน่ๆ ในแง่การกระทำของรัฐบาลและกฎหมายที่จะออก ก็ต้องเปลี่ยนด้วย ถ้า ส.ว.มีอำนาจในการโหวต ยับยั้งร่างกฎหมายได้ (veto) สำหรับสภาล่าง ผมจึงเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนอะไรไปเยอะ ถ้ายอมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนะ ถ้าไม่หาเรื่องพลิกล็อกเสียก่อนในคราวนี้
นอกจากนี้ ผมยังคิดว่าควรจะเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเข้าไปร่วม “สังเกตการณ์การเลือกตั้ง ส.ว.” ด้วย เท่าที่จะทำได้ จากที่มีข้อกังวลกันว่าอาจจะมีการเข้าไปสร้างความวุ่นวาย หรือจะไปโกง ไปอะไรต่างๆ ซึ่งเราก็ไม่รู้ถึงเหตุผลที่แน่ชัด แต่อะไรที่เปิดได้ก็ควรจะเปิดเสีย ผมคิดอย่างนี้ จะได้ไม่มีปัญหาตามมาในภายหลังเลือกตั้งด้วย คือถ้ามันชัดเจน แฟร์ตั้งแต่ก้าวแรก ตั้งแต่คนไปหย่อนคะแนน แล้วก็นับให้เสร็จตรงนั้นเสีย ถ้าตรงนั้นไม่มีปัญหาก็จะไม่มีการมาฟ้องร้องอะไรกันภายหลัง มีแค่เครื่องคิดเลขก็รวมได้แล้ว ผมว่าวิธีนี้น่าจะตรงไปตรงมา
ส่วนตัวแล้ว เมื่อมีข้อห้าม ผมก็จะทำเท่าที่กฎหมายอนุญาต ซึ่งก็ยังไม่รู้ว่าจะอนุญาตอะไรบ้างแต่ที่อยากส่งสารคือ อยากให้คนทั่วประเทศรู้ว่า กำลังจะมีการเลือก ส.ว.ชุดใหม่ และถ้าใครเสียสละ เสียเวลาได้ สักวันนึง กับเงิน 2,500 บาท ไปช่วยกันลงได้เลย ไม่ต้องไปคิดมาก

