ปานปรีย์  เผยสถานการณ์เมียวดีปกติ ยัน ไทยพร้อมเป็นตัวกลาง ย้ำชัดไม่ยอมให้รุกล้ำน่านฟ้า

“ปานปรีย์” เผยสถานการณ์เมียวดีปกติ แจ้งรัฐบาลเมียนมาแล้ว ยันไทยพร้อมเป็นตัวกลางให้ บอกไม่ประสงค์เห็นความรุนแรง ย้ำชัดไม่ยอมให้รุกล้ำน่านฟ้าแน่ กางแผนรองรับคนลี้ภัย 4 กลุ่ม คนไทย-คนเมียนมา-ทหารเมียนมา-คนจีน สั่งการหากมีทหารขอหลบภัย ต้องปลดอาวุธ-แต่งกายพลเรือน ตามหลักมนุษยธรรม สหประชาชาติ

เมื่อวันที่ 13 เมษายน นายปานปรีย์ พหิทธานุกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ตรวจเยี่ยมสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 ก่อนให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน หลังเสร็จสิ้นภารกิจ ณ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองด่านพรมแดนแม่สอด 2 ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก

Advertisment

นายปานปรีย์กล่าวว่า รัฐบาลโดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา จึงได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจเมื่อวานนี้ (11 เม.ย.67) เพื่อดูแลสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมา โดยมีนายปานปรีย์เป็นประธาน ประกอบด้วยหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และมีสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เป็นฝ่ายเลขานุการ

ส่วนวันนี้ นายปานปรีย์เปิดเผยว่า เดินทางมาดูพื้นที่ที่คาดว่ามีความไม่สงบ โดยมีการประชุมในช่วงเช้าในหลายประเด็นซึ่งมีความซับซ้อนในส่วนเมียนมาอยู่มาก ซึ่งต้องยอมรับว่าเป็นประเทศเพื่อนบ้าน ที่ประชาชนสองฝ่ายไปมาหาสู่แทบทุกวัน และมีการค้าขายระหว่างกันสูงมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้งสะพานแห่งที่ 1 ที่มีด่านศุลกากรและตรวจคนเข้าเมืองตรวจชาวเมียนมากับชาวไทยเข้าออกไปมา และสะพานแห่งที่ 2 ที่มีการขนส่งสินค้าปริมาณมาก ไม่ได้ปิดในฝั่งเรา และที่ด่านศาลเจ้า 34 ที่เป็นด่านธรรมชาติขนาดเล็ก

Advertisement

นายปานปรีย์ยืนยันว่า ได้ไปดูทั้งหมดทั้ง 3 ด่าน วันนี้ไม่มีสถานการณ์ใดๆ การขนส่งเป็นไปตามปกติ ชาวเมียนมาและไทยเดินทางไปมาหาสู่กัน รถยนต์ข้ามไปมาตามปกติ และในช่วงเวลากลางคืนจะมีการฉลองเทศกาลสาดน้ำกันด้วย

ส่วนการบริหารจัดการในกรณีเกิดสถานการณ์ขึ้นมานั้น นายปานปรีย์เปิดเผยว่า จะมีศูนย์สั่งการชายแดน โดยมีผู้ว่าราชการ จ.ตาก เป็นประธาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายความมั่นคงและทหารมาดูแล ตามที่สังเกตได้ว่า เวลานี้กองทัพบกดูแลตามแนวชายแดน เฝ้าระวังไม่ให้รุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินไทย

Advertisement

นายปานปรีย์ยังกล่าวถึงการเตรียมพร้อมกรณีมีมีความรุนแรงเกิดขึ้นบริเวณชายแดนเมืองเมียวดี จนอาจเป็นเหตุให้ชาวเมียนมาต้องหนีเข้ามาในไทย เพื่อจะหาสถานที่ปลอดภัยนั้นว่า มีการสอบถามถึงความพร้อม ได้รับรายงานว่าทั้ง 4 กลุ่มที่มีความสำคัญ ได้แก่

1.กลุ่มคนไทยที่ได้รับผลกระทบชายแดน มีการเตรียมพร้อมด้วยการจัดสถานที่ไว้แล้ว

2.กลุ่มชาวเมียนมา สามารถข้ามมาไทยได้อย่างปลอดภัย โดยมีการเตรียมความพร้อมความช่วยเหลือด้วยพื้นที่รองรับถึง 123 จุด

3.กลุ่มทหารเมียนมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งอยู่บริเวณสะพานแห่งที่ 2 ฝั่งเมียวดีนั้น ยังไม่ปรากฏว่ามีความประสงค์จะข้ามมาฝั่งไทย และยังไม่มีการร้องขออย่างเป็นทางการ ยืนยันว่า ประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาอะไร ในฐานะเพื่อนบ้านของเมียนมาก็พร้อมดูแลตามหลักมนุษยธรรม

4.กลุ่มคนจีนที่จะข้ามมาอาจเป็นกลุ่มที่เข้ามาไม่ถูกต้องตามกฎหมาย จะมีระบบคัดกรองที่ชัดเจน

ทั้งนี้ นายปานปรีย์เปิดเผยว่า ติดตามข่าวคาดว่าทหารดังกล่าวมีประมาณ 200 คน แต่ไปตรวจสอบดูจะมีจำนวนน้อยมากกว่านั้น และอยู่กันอย่างปกติ

“กรณีทหารเมียนมา ยังไม่มีการร้องขอเข้ามาอย่างเป็นทางการ หลักการปฏิบัติในกรณีทหารฝั่งนู้นขอข้ามแดนมาเพราะเกิดภยันตราย มีขั้นตอนชัดเจน คือต้องปลดอาวุธ แต่งตัวเป็นพลเรือน จึงจะอนุญาตให้เข้ามาในฐานะเรื่องของหลักมนุษยธรรม ในกรณีที่ข้ามมาจริง แล้วเราต้องดูแลโดยหลักมนุษยธรรม เราคงต้องไม่ส่งกลับไปในที่ที่อันตราย ตามหลักสหประชาชาติอยู่แล้ว เราไม่มีนโยบายส่งกลับไปในที่อันตรายอยู่แล้ว เป็นหลักปฏิบัติที่เรายึดถือและยังไม่เกิดขึ้น”

นอกจากนี้ นายปานปรีย์ยังตอบคำถามถึงการสื่อสารกับกองทัพเมียนมาต่อข้อกังวลเรื่องการโจมตีตอบโต้นั้น สถานการณ์ต้องดูวันต่อวัน ไม่อาจทึกทักได้ว่าสถานการณ์จะแรงขึ้นหรือเบาลง ไทยได้ส่งผู้แทนของรัฐบาลไทยไปสื่อสารถึงรัฐบาลเมียนมาแล้วว่า ไม่ประสงค์จะเห็นความรุนแรงแล้ว ทั้งยังประสานสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน เพื่อออกแถลงการณ์ในการให้ลดความรุนแรงที่เกิดขึ้นในเมียนมา และใช้หลักการเจรจาในการแก้ปัญหา

นายปานปรีย์ยังกล่าวว่า เป็นเรื่องภายในที่ประเทศไทยไม่อาจแทรกแซงกิจการภายในของเมียนมาได้ ประเทศไทยจึงส่งข้อความไปถึงรัฐบาลเมียนมาหลายครั้ง ส่วนกรณีประเทศไทย ส่งเครื่องบินขับไล่ตอบโต้กรณีเครื่องบินเมียนมารุกล้ำน่านฟ้าไทยนั้น เป็นหลักปฏิบัติที่อาจเป็นการตักเตือนกันก่อน ไม่ใช่เมื่อเข้ามาแล้วเราไล่เขาเลย แต่รัฐบาลไทยชัดเจนไม่ว่าใครที่ละเมิดเข้ามาในแผ่นดินไทย เรายอมไม่ได้ อย่างที่พบว่า ทหารก็อยู่ตามแนวชายแดนเต็มไปหมด ซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าไม่ให้ใครละเมิดแผ่นดินไทย

ท้ายที่สุด นายปานปรีย์ยังประเมินสถานการณ์ในเมียวดีว่า หากจะมีการเข้ายึดพื้นที่คงทำไปนานแล้วขณะนี้ น่าจะมีการเจรจาเพื่อผ่อนปรนและยุติปัญหาให้ได้ อยากเห็นความสงบเกิดขึ้นในเมียวดี เพราะไม่ใช่แค่เรื่องค้าขายอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องความสงบในประเทศเพื่อนบ้าน เราพร้อมเป็นคนกลางประสานให้

Eurolastcontent
QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image