หน้าแรก การเมือง วงเสวนา กม.ปฏ...

วงเสวนา กม.ปฏิรูปสื่อ ‘คุ้มครองหรือควบคุม’

5.02.17 | 11:09 น.

หมายเหตุ – กรณีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เสนอร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …โดยผลักดันตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ปรากฏว่าองค์กรวิชาชีพสื่อออกมาคัดค้าน ล่าสุดคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย จัดเสวนา “กฎหมาย กฎ(ด) สื่อ คุ้มครอง หรือควบคุม” ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมีทั้งตัวแทนสื่อมวลชนและนักวิชาการเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น


 

เทพชัย หย่อง

นายกสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย

ในฐานะประธานคณะทำงานสื่อเพื่อการปฏิรูป

ประเด็นที่เห็นชัดเจนคือ กลไกที่เกิดขึ้นภายใต้กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้เป็นสภาวิชาชีพที่เหมาะสม เพราะสภาวิชาชีพที่ถูกต้อง สังคมต้องมีส่วนร่วม โดยไม่มีอำนาจรัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากบทบาทของสื่อมวลชนกับอำนาจรัฐต้องแยกกัน แต่กลไกที่ปล่อยให้อำนาจรัฐเข้าไปแทรกแซง ความเป็นกลางก็จะหายไป เห็นจากสภาวิชาชีพสื่อนี้ถูกออกแบบให้มีกรรมการ 13 คน แต่ 4 คนมีตัวแทนจากปลัดของกระทรวง 4 กระทรวง ซึ่งถือเป็นข้าราชการที่มีตำแหน่งสูงสุด และหากบ้านเมืองกลับสู่ยุคปกติ ปลัดที่ถูกเลือกมาก็ต้องถูกเลือกมาจากฝ่ายการเมือง เวลาจะถูกตรวจสอบก็คงยากมาก และถือเป็นเรื่องประหลาดมากหากหน่วยงานรัฐถูกตรวจสอบ แต่กรรมการกลับมีตัวแทนรัฐไปตรวจสอบด้วย

ที่น่าห่วงคือ เป็นครั้งแรกที่กลไกที่เกี่ยวข้องกับสื่อใช้งบประมาณมหาศาล อย่างน้อยปีละ 100 ล้านบาท โดยส่วนหนึ่งมาจากงบประเดิมของกระทรวงการคลัง และอีกส่วนเป็นงบจากสถานีไทยพีบีเอส ซึ่งถือว่าน่ากลัว เพราะมีอำนาจทางการเงินเข้ามาด้วย และจะทำให้สื่อแตกแยก เพราะจะมีประเด็นเรื่องเงินอีก อย่างไรก็ตาม แม้ขณะนี้สภาขับเคลื่อนปฏิรูปฯเหมือนจะถอยกฎหมายฉบับนี้ แต่ที่น่ากังวลคือกลัวว่าจะถอยแล้วรุกคืบ ดังนั้น ต้องจับตามอง และอยากให้นักวิชาการเข้ามาชี้ให้สังคมเข้าใจและตระหนักเรื่องนี้มากขึ้นด้วย เพราะนี่ไม่ใช่แค่กำกับสื่อ แต่นี่คือเรื่องของสิทธิเสรีภาพของสังคม ยังเชื่อว่าสภาขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศยังมีเหตุมีผลอยู่ เพราะย้ำตลอดว่ากฎหมายฉบับนี้ คนที่มีอำนาจในปัจจุบันจำเป็นต้องมีกฎหมายแบบนี้หรือไม่ ซึ่งไม่จำเป็น เพราะปัจจุบันมีอำนาจอยู่แล้ว

Advertisement

หากมีกฎหมายแบบนี้ออกมาในยุคเลือกตั้ง จะเข้าทางนักการเมือง เป็นการทำใส่พานมอบให้นักการเมืองที่จะกลับมาบริหารประเทศ

ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต

อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปัญหาที่เกิดจากสื่อ มองว่าไม่ได้มาจากสื่อกระแสหลักมากอย่างที่คิด ดังนั้นหมดสมัยในการคุมสื่อตามจุดต่างๆ แล้ว เหมือนเป็นการเอาจูราสสิค ปาร์ค มาไว้ในไทยแลนด์ 4.0 การจะคุ้มครองสื่อ หรือการให้สื่ออยู่ในจริยธรรมนั้น ปัจจุบันเรามีกฎหมายมาดูแลอยู่แล้ว ทั้ง พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 หรือแม้แต่ พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก็มีควบคุมหมด แต่การเสนอ พ.ร.บ.การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนดูไม่มีความชัดเจน และยิ่งโครงสร้างของสภาวิชาชีพที่จะมีสัดส่วนกรรมการจากภาครัฐ จากปลัดกระทรวงถึง 4 กระทรวง ก็ดูจะซ้อนทับกัน ทั้งปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ก็ดูแลช่อง 11 ทั้งปลัดกระทรวง

ดิจิทัลก็คุมเรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ทำหน้าที่กำกับสื่อออนไลน์ได้ ขณะที่ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ก็มีหน้าที่ในเรื่องเป็นผู้รับจดแจ้งสื่อสิ่งพิมพ์ หรือแม้แต่ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นกระทรวงที่ถือหุ้นใหญ่ใน อสมท. ด้วยซ้ำไป

จึงไม่แน่ใจว่าแบบนี้มีความตั้งใจมาคุมสื่อหรือไม่ เพราะกฎหมายมีอยู่แล้วในการดูแลสื่อ แต่ตั้งกฎหมายมาซ้ำขึ้นอีก

รศ.จุมพล รอดคำดี

อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ

สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.)

หากจะมีการปฏิรูป เราก็ต้องยึดหลักความมีอิสระ เสรีภาพของผู้ทำงานด้านสื่อและประชาชน โดยการทำงานก็ต้องอยู่ในกรอบจริยธรรม กรอบวิชาชีพของตนเอง ด้วยเหตุผลนี้ จึงเห็นว่าต้องทำให้คนทำงานในวิชาชีพมีความคล่องตัว มีอิสระ เสรีภาพ แต่กำกับด้วยความรับผิดชอบ จึงต้องมามองว่าจะทำอย่างไรให้ความรับผิดชอบเกิดขึ้น คนที่ก้าวมาสู่อาชีพนี้ต้องให้หลักประกันว่าจะทำงานตามกรอบวิชาชีพ เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือ แต่หากเมื่อไรผู้ประกอบวิชาชีพสื่อไม่รับผิดชอบ ก็นำไปสู่สภาวิชาชีพที่องค์กรสื่อทั้งหลายเป็นสมาชิกอยู่ ต้องมาดูแลสื่อของตัวเองว่าทำไมถึงละเมิด และจะมีบทลงโทษอย่างไร โดยสภาวิชาชีพก็มาจากคนทำงานด้านสื่อนั่นเอง แต่ในอดีตที่ผ่านมา สภาวิชาชีพบางครั้งก็ไม่สามารถควบคุมสมาชิกของตัวเองได้ นี่ก็เป็นปัญหาอีกว่าเพราะอะไรสภาวิชาชีพไม่ทำอะไรให้เป็นผล จึงเป็นแนวคิดว่าจะมีอะไรในการกำกับดูแล และให้สภาวิชาชีพดูแลได้มากกว่านี้ หากไม่มีก็ทำให้สังคมไม่มั่นใจ จึงควรมีหน่วยงานหนึ่งออกมาเพื่อพัฒนาและส่งเสริมสื่อมวลชนทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงเกิดเป็นสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ

จริงๆ แล้ว โดยหลักการเกิดสภาวิชาชีพสื่อมวลชนฯ ไม่ได้ต้องการเพื่อควบคุม แต่เกิดขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพสื่อ ส่วนเรื่องการจดทะเบียน ในสภาปฏิรูปแห่งชาติในตอนนั้น เราแค่ต้องการให้คนทำวิชาชีพมีสังกัดชัดเจน ต้องแสดงตัวได้ว่า เป็นใคร อยู่องค์กรไหน ไม่ใช่ว่ามาแบบลอยๆ แต่บางคนก็จะบอกว่าพวกนักข่าวอิสระจะทำอย่างไร ก็นี่ก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่สภาวิชาชีพฯจะเป็นคนช่วยดูแล กำกับ แค่มาจดแจ้งมาขออนุญาตเท่านั้น

ทั้งนี้ ผมมองว่านอกจากจะออกมาคัดค้านกฎหมายนี้แล้ว อยากให้พูดด้วยว่า จะมีการปฏิรูปสื่ออย่างไร เพื่อให้ประชาชนมั่นใจมากขึ้น

รศ.มาลี บุญศิริพันธ์

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน

หลักการแล้วสื่อมวลชนต้องมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลที่เอาเงินภาษีไปบริหาร หากเราไม่มีความเป็นอิสระในการตรวจสอบรัฐบาล ก็ถือว่าถูกปิดหูปิดตา ซึ่งสื่อมวลชนจึงเป็นช่องทางที่จะทำให้ประชาชนได้รับรู้ แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มีประเด็นน่าคิดอยู่ โดยส่วนตัวคิดว่า ทำไมต้องมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพราะจากคณะกรรมการมาจากภาครัฐ ซึ่งอะไรก็ตามที่ภาครัฐเข้ามาเกี่ยวโยงกับสื่อ ก็ต้องมีผลต่อเสรีภาพในการทำหน้าที่ และอีกประเด็นคือเงิน การเอาปลัดกระทรวงการคลังมานั่ง เพื่อสนับสนุนเงิน และหากสื่อทำงานโดยมีคนส่งเงินมาสนับสนุน สื่อก็ต้องย่อมเกรงใจ ยิ่งเป็นเงินจากภาครัฐอีก มีรัฐบาลคุมอีก การทำงานก็จะถูกมัดไปในตัว จึงต้องถามว่า จริงๆ สื่อต้องการเงินจำนวนนี้หรือไม่ ซึ่งคำตอบไม่ใช่ เพราะหากเราต้องการเงิน คงไม่ออกมาโวยวาย แต่ประเด็นคือ มาใช้คำว่า เพื่อเป็นสวัสดิการ ถือเป็นจุดอ่อนโดยเฉพาะสื่อที่มีปัญหาเรื่องเงินทุน เรื่องสวัสดิการไม่พอ และยังสงสัยว่านำปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมาเพื่ออะไร ทำให้ไม่เข้าใจเรื่องเสรีภาพสื่อ หรือปลัดดิจิทัล ที่นำมาคุม ซึ่งหากควบคุมไปถึงสื่อออนไลน์ เฟซบุ๊ก เขาจะทำงานอย่างไร เพราะถูกตรวจสอบไปหมด แบบนี้เป็นการควบคุมอย่างชัดเจน โดยใช้เทคโนโลยีเป็นตัวกำหนด

ประเด็นเรื่องเงินปีละ 100 ล้านบาท สำคัญมาก จะเป็นตัวทำลายสื่อได้ เพราะถึงเวลานั้น อย่าลืมว่าสื่อก็เป็นปุถุชน และมีความเป็นไปได้ที่จะต้องวิ่งไปเป็นกรรมการ เป็นการล่อเลย เรียกว่าเป็นโครงสร้างที่แข็งกระด้างมาก

วันชัย วงศ์มีชัย

นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

แม้ขณะนี้จะมีการถอนเรื่องนี้ออกไปก่อน แต่ก็ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะจากข้อมูลที่ได้รับมายังมีแนวความคิดทั้งเรื่องอำนาจการออกใบอนุญาตและโครงสร้างคณะกรรมการ โดยคนผลักดันยังยืนยันเดินต่อพอสมควร เพียงแต่เมื่อกระแสสังคมสูงก็อาจนำกลับไปปรับแก้ก่อน และลดทอนบางส่วน โดยในส่วน 4 ปลัดกระทรวงอาจยอมถอน แต่ในเรื่องใบอนุญาตก็ยังเป็นประเด็นหลักที่จะคงไว้ต่อไป เพราะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะนำมาควบคุมการประกอบวิชาชีพสื่อ

น่าสังเกตว่ากระบวนการของ สปท.ดูจะรวบรัด และไม่ได้สนใจว่าการศึกษาวิจัยที่ชัดเจนของการปฏิรูปสื่อควรเป็นอย่างไร ทั้งเรื่องโครงสร้างเรื่องใบอนุญาต ถือเป็นเรื่องสะท้อนให้เห็นว่าเรื่องนี้มีธงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้ไม่มีกฎหมายมาดูแลสื่อ เพราะไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอภาพความรุนแรงของเด็กหรือความรุนแรงอื่นๆ รวมไปถึงภาพสยดสยองต่างๆ หากมีการเผยแพร่ก็มีกฎหมายเอาผิดทางละเมิดต่างๆ ได้หมด ปัญหาคือ ประชาชนอาจไม่ค่อยอยากดำเนินคดีฟ้องร้อง แต่จริงๆ เรื่องนี้ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถดำเนินคดีได้เลย อยู่ที่ความเอาจริงเอาจังมากกว่า

ประเด็นที่มีการเสนอกฎหมายลักษณะนี้ รัฐบาลมักอ้างว่าเป็นการปฏิรูปสื่อ โดยเฉพาะเรื่องจริยธรรม จรรยาบรรณ แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องการปฏิรูปจริงๆ ด้วยเหตุผลดังกล่าว หรือเพราะที่ผ่านมาถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์กันแน่

อย่างไรก็ตาม การที่จะให้สื่อมีหลักประกันเรื่องการทำหน้าที่นั้น ผมคงไม่กล้าประกาศ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่มองว่าสื่อหลักๆ ยังมีความรับผิดชอบ มีศักดิ์ศรีในการทำงานด้านนี้