หมายเหตุ – นักวิชาการสะท้อนมุมมองต่อการเลือก ส.ว.ชุดใหม่ 200 คน ตั้งแต่รูปแบบของการได้มาที่มีความซับซ้อน วิธีการออกแบบระบบ เป็นการตอบโจทย์ว่า ส.ว.จะทำหน้าที่เพื่อประชาชนได้หรือไม่

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร
หลักพื้นฐานของการเลือก ส.ว. โดยไอเดียหลักของนั้น อยู่บนพื้นฐานแนวความคิดที่ว่า มีความไม่ไว้วางใจในตัวนักการเมือง เพราะฉะนั้นความไม่ไว้ใจในตัวนักการเมืองและมองการเมือง เป็นเรื่องที่สกปรก น่ารังเกียจ ทำให้มีความพยายามในการออกแบบ ส.ว. เพื่อป้องกันนักการเมืองออกไป โดยการห้ามหาเสียง ใช้รูปแบบการจัดแบบแบ่งอาชีพ มากกว่ากันเลือกตั้งทั่วไป นี่คือพื้นฐานหลัก คือกลัวการเมืองแบบเดิม แล้วอีกปัญหาหนึ่งคือไอเดียที่เป็นแนวคิดซ่อนอยู่ในการเลือก ส.ว. นี้ คือการไม่ไว้วางใจเสียงของประชาชน อันเนื่องมาจากการเลือกตั้ง ส.ว.แบบนี้ เพราะไม่เชื่อมั่นว่าประชาชนที่ดำเนินการในการเลือกตั้งแบบการเลือกตั้งทั่วไป จะสามารถเลือกได้อย่างอิสระเสรีและการเลือก ส.ว.แบบนี้ถูกออกแบบมา ภายใต้ความไม่ไว้วางใจประชาชนในจุดนี้ด้วย ตรงนี้เป็นปัญหามากๆ การไม่ไว้วางใจประชาชนที่มาเลือกตั้ง แต่ไว้ใจเฉพาะประชาชนในกลุ่มอาชีพเดียวกันและมีกำแพงกั้นด้วยการกำหนดอายุ กำหนดค่าสมัคร ที่ทำให้บุคคลธรรมดาเข้าไปเลือกไม่ได้ เพราะฉะนั้น 2 ความคิด เป็นความคิดพื้นฐานจาก ส.ว.ปี 2560 ถ้าเรียกรวมๆ ส.ว.แม้จะเป็นชุดใหม่ที่เขาจะคัดเลือกกัน แต่ก็เป็น ส.ว.ที่ถูกสร้างขึ้นมาจากรัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อต่อประชาธิปไตย ในภาพรวมมากนักอันนี้คือไอเดีย
ขั้นต่อไปคือหลักการเลือกมีปัญหาอะไรบ้างไหม ปัญหาเริ่มจากเรื่องแรก คือ การแบ่งอาชีพ การแบ่งอาชีพแตกต่างจากการเลือก ส.ว. ครั้งนี้ อันเนื่องมาจากตัวการแบ่งอาชีพเป็นกลุ่ม 20 อาชีพ แต่ไม่ใช่อาชีพ หลายประเด็นเป็นสิ่งที่ไม่ใช่อาชีพแต่เป็นอัตลักษณ์ของคน อย่างเช่นจะมีกลุ่มหนึ่ง คือกลุ่ม 14 เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิง ตัวแทนผู้หญิง ผู้หญิงก็ไม่ใช่อาชีพจะมีกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มผู้พิการกลุ่มเปราะบางต่างๆ นี่ก็ไม่ใช่อาชีพ แต่เป็นกลุ่มสภาวะทางสังคม ที่เขาต้องเผชิญกับความยากลำบาก เพราะฉะนั้นการแบ่งกลุ่มอาชีพเป็น 20 กลุ่ม อาชีพคือการแบ่งประชาชนไทย ในความหมายที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องการว่าคนไทยแบบไหนที่ควรอยู่ตรงไหนบ้าง ไม่ได้มองว่าคนทุกคนจะมีโอกาสเหมือนกัน เท่ากันที่จะข้ามไปเป็นคนที่อยู่ในหลายกลุ่ม หลายฝ่ายได้ ตรงนี้ก็เลยเป็นอคติ ตั้งแต่การแบ่งกลุ่มอาชีพ แต่เป็นการแบ่งชนชั้นของคนและการแบ่งในหลายๆ กลุ่ม ก็ไม่ได้มีความสอดคล้องกันเท่าไหร่นัก อย่างบางกลุ่มอาชีพถูกจับยัด โดยระหว่างกลุ่มอาชีพสื่อมวลชนกับนักเขียน บางกลุ่มอาชีพถูกจับแยกกันระหว่างเกษตรกรทำนากับทำพืชไร่ การแบ่งกลุ่มอาชีพจึงไม่สมเหตุผลในตัวของมันเอง เพราะไม่ใช่การแบ่งอาชีพ แต่มีความซับซ้อนกันเองด้วย ในหลายๆ กลุ่มนี่คือปัญหาที่ 1 คือการแบ่งอาชีพ
ปัญหาที่ 2 คือขั้นตอนในการเลือก เป็นปัญหาหลักของระบบนี้เลย เพราะว่าแม้จะมีการแบ่งเป็นกลุ่มอาชีพแต่ตอนเลือกไม่ใช่เป็นการเลือกกลุ่มอาชีพเขาให้เลือกโดยมีการจัดระดับเป็น 3 ระดับคือ อำเภอ จังหวัด ประเทศ ทุกระดับมีความคล้ายคลึงกันคือให้เลือกในกลุ่มอาชีพของตัวเองก่อน หลังจากนั้นจึงนำตัวแทนที่ได้รับการเลือกในกลุ่มอาชีพของตัวเองไปจับหมวดหมู่ใหม่เป็นกลุ่มแยกย่อย เพื่อไปเลือกกลุ่มอาชีพอื่นอีก ที่อยู่ในหมวดหมู่ใหม่ เพราะฉะนั้นอาจจะมีโอกาสที่ทำให้เกษตรกรที่เป็นพืชไร่อาจจะต้องมาเลือกกลุ่มที่ทำงานด้านการศึกษา สื่อมวลชนอาจจะได้ไปเลือกกลุ่มคนทำงานราชการหรือผู้หญิงอาจจะได้ไปเลือกกลุ่มคนทำงานของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งก็มีปัญหากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ก็ไปอยู่กลุ่มเดียวกับกลุ่มเอ็นจีโอ ด้านสิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้นการเลือกแบบไขว้กันไปไขว้กันมา แม้ว่าจะมีเป้าหมายที่ดีที่ต้องการป้องกันการฮั้วกัน หรือการล็อบบี้กัน แม้ว่าจะมีเป้าหมายที่ดี แต่เป้าหมายที่ดีตรงนี้ กลับเป็นการสร้างขั้นตอนที่ไม่จำเป็น เหตุเพราะพอเห็นขั้นตอนที่ไม่จำเป็นเหล่านี้แล้ว มองว่าเป็น “กำแพง” การมีส่วนร่วมทางการเมืองนี่คือปัญหา เพราะทำให้มีขั้นตอนที่สลับซับซ้อน กลายเป็นบรรทัดฐานให้ประชาชนทั่วไปที่อยากร่วม ส.ว. ชุดใหม่ พอเห็นขั้นตอนชุดใหม่แบบนี้แล้ว เขาก็จะไม่อยากสมัครแล้ว เพราะว่าจะต้องมีการเลือกในอำเภอ 2 รอบ เลือกในจังหวัด 2 รอบ แล้วสองรอบนี้ก็มีทั้งหมด 6 รายชื่อ แล้วต้องไปเลือกระดับประเทศอีก เสียเวลา เสียทรัพยากรในชีวิต เพราะฉะนั้นคนที่เป็นประชาชนทั่วไปต่อให้มีเงินค่าสมัคร ถ้าเขาไม่ตื่นตัวจริงๆ เขาเห็นแล้วอาจจะถอยออก ไม่อยากมีส่วนร่วมทางการเมืองแล้ว อันนี้คือ ปัญหาที่ประเทศประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว ควรจะพัฒนาให้มีขั้นตอนที่ง่าย ต่อการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเข้ามาเลือกตั้ง เข้ามาร่วมจัดการสรรหาให้คนทั่วไป เข้าถึงการเมืองได้ ขั้นตอนการเลือกตั้ง ส.ว.แบบนี้เป็นขั้นตอนนำมาสู่ปัญหาที่ 2 คือ ทำให้คนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองน้อยลง
และ ปัญหาที่ 3 คือการจัดแบ่งระดับ เป็นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ระดับประเทศ การแบ่งเป็น 3 สเกล แบบนี้ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกัน ในแต่ละจังหวัด อันเนื่องมาจากตัวขนาดของแต่ละจังหวัดไม่เท่ากัน เพราะฉะนั้น จังหวัดไหนที่มีอำเภอน้อย มีโอกาสที่จะเปิดช่องให้กับขบวนการจัดตั้งมากขึ้น เพราะว่าขบวนการในการจัดตั้งในลักษณะของการวางกลุ่มบุคคลในระดับอำเภอได้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่สามารถไขว้คนระดับอำเภอได้ จังหวัดที่มีอำเภอน้อย ก็จะเปิดช่องให้มีการระดมคนมาสมัคร ส.ว.ได้อยู่ดี บทบาทของบ้านใหญ่ก็จะมี หรือนักการเมืองที่มีเครือข่ายเยอะๆ มีประชาชนที่สามารถสั่งได้เยอะๆ ก็จะรวมกลุ่มกันมาดำเนินการในการสมัคร ส.ว.ครั้งนี้ได้ หรือในอีกลักษณะหนึ่งอาจจะไม่ใช่นักการเมืองแต่ถ้าเราเป็นข้าราชการเกษียณ การเป็นข้าราชการเกษียณคือยังมีอิทธิพลยังมีเครือข่ายอยู่ในกลุ่มราชการไม่ว่าจะเป็นกลุ่มข้าราชการครู ข้าราชการทางด้านสุขภาพ กลุ่มครูคือกลุ่มทางด้านการศึกษากลุ่มสุขภาพหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นหมอหรือเป็นพยาบาล แต่เป็นกลุ่มที่สำคัญนี้ก็คือกลุ่ม อสม.ซึ่งกลุ่มนี้ถือว่าเป็นเครือข่ายใหญ่มากที่เป็นหัวคะแนนจัดตั้งการเมืองระดับชาติ เพราะฉะนั้นเมื่อเป็น ส.ว.กลุ่มนี้เมื่อมีการรวมกลุ่มกันแล้ว มีการส่งข้อมูลกันแบบไม่เป็นทางการ ผ่านกลุ่มลับไปบ้าง ผ่านการติดต่อส่วนตัวบ้าง เพื่อจับกลุ่มกันเพื่อไปสมัครพร้อมกันอย่างเช่น 40-50 คนไปสมัครพร้อมกันแล้วบอกว่า กลุ่มนี้ใครอยากจะให้เราโหวตให้ใคร ก็มาติดต่อได้ ก็กลายเป็นการหาเสียงแบบกลุ่มขายเสียงแบบกลุ่มก็จะนำไปสู่ปัญหาอีกว่า ต่อให้มีการออกแบบสลับซับซ้อนอย่างไร ถ้าคนจะโกงเลือกตั้ง ก็มีวิธีการโกง เพราะฉะนั้นในองค์รวมของทั้ง 3 ปัญหา ตั้งแต่การแบ่งกลุ่มอาชีพ ขั้นตอนการเลือกตั้งและการแบ่งอำเภอจังหวัดในการเลือก ถ้าเรากล่าวโดยรวมคือการตั้งกำแพงไว้สูงเกินความจำเป็น แทนที่เราจะได้ ส.ว.ที่บริสุทธิ์ผุดผ่อง เป็นคนมีความสามารถ เป็นคนดี มีคุณธรรมการที่กำแพงสูง มันกลับไปป้องกันหรือเป็นอุปสรรคสำหรับคนธรรมดาที่จะเข้าไปเป็น ส.ว.หรือเข้าไปมีโอกาสในการรับรู้ในการรับเลือก ส.ว. แต่คนที่มีอำนาจบารมีคนที่มีเครือข่าย connection สามารถเข้าประตูหลังกำแพงได้
การตั้งกำแพงไว้สูงๆ เกี่ยวกับการเลือก ส.ว.จึงอาจจะไม่ใช่ผลดีต่อประชาธิปไตย ผลดีต่อประชาธิปไตยคือต้องทลายกำแพงให้ประชาชนเข้าถึงการเลือกตั้งในลักษณะทั่วไปให้ได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้นถ้ามองผลลัพธ์ปลายทางเลย ส.ว.ชุดใหม่ที่จะเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ แน่นอนเราก็จะได้ลักษณะของนักการเมืองเข้ามาอยู่ใน ส.ว. แต่คงไม่ใช่นักการเมืองที่เราเห็นในสภาผู้แทนราษฎร แต่จะเป็นนักการเมืองที่เป็นกลุ่มเครือข่ายของบ้านใหญ่บ้าง ของกลุ่มนักการเมืองที่ทำงานในระบบราชการบ้าง ซึ่งจะทำให้เกิดพวก “เทคโนแครต” อายุมากๆ เกษียณมาเป็น ส.ว. ก็จะไม่ต่างจาก ส.ว.ชุดปัจจุบันเท่าไหร่นัก แม้ว่าอำนาจในการโหวตนายกรัฐมนตรีไม่มีแล้ว แต่คุณลักษณะที่เข้ามาก็อาจจะไม่ต่างกันมากนักกับ ส.ว.ชุดปัจจุบัน
ส่วนเรื่องการมองว่าจะมีบ้านใหญ่ที่เหนือกว่าบ้านใหญ่ทำงานในระดับส่วนกลางอีกชั้นหนึ่งนั้น มองว่าการทำงานของบ้านใหญ่จะเข้ามาทำตั้งแต่ในระดับของอำเภอ แต่พอเข้ามาในระดับประเทศจะเรียกว่าเป็นการล็อบบี้กลุ่ม จะเกิดการจับกุมกันว่าใครเป็นตัวแทนจังหวัดสามารถแพคกลุ่มกันได้ประมาณ 20 เสียง สามารถติดต่อผู้ใหญ่ได้เลยว่าคุณต้องการให้เสียงของเราไปทางไหนจะเป็นลักษณะของการขายเสียงกลุ่มหรือเป็นการล็อบบี้แบบกลุ่มมากกว่า แน่นอนก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมเป็นการเมืองที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามแก้ไขแต่อย่างที่บอกการออกกฎกติกาไม่ว่าจะเป็นอย่างไร คนเราก็สามารถที่จะหลีกเลี่ยงกฎได้ เพราะฉะนั้นปัญหาอาจจะไม่ใช่การออกกฎที่เข้มข้น แต่เป็นการเปิดประตูให้คนมามีส่วนร่วมได้มากขึ้นมากกว่าตรงนี้คงคาดหวังว่า ตัวระเบียบการปฏิบัติเลือก ส.ว.ที่ กกต.ยังไม่ออกมานี้จะมีขั้นตอนให้ประชาชนเข้าไปติดตามได้ และเข้าไปมีส่วนร่วมได้ง่ายขึ้น
ส่วน ส.ว.ชุดนี้จะทำหน้าที่เพื่อประชาชนหรือไม่นั้น แน่นอนว่าคนที่เข้ามาสมัคร ส.ว. คือคนที่ชอบการเมืองและชอบการเมืองหลักพื้นฐานคือการจัดสรรผลประโยชน์ ผลประโยชน์บางครั้งอาจจะตกกับประชาชน แต่ในหลายๆ ครั้งอย่างที่เราเห็นกันในสภาไม่ว่าจะเป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้งหรือการจัดตั้งผลประโยชน์จะจบในสภาก่อนที่จะมาถึงมือของประชาชนอยู่แล้วเพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าผลประโยชน์ของประชาชนอาจจะมาทีหลังกลุ่มประโยชน์ของทางการเมืองไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือ ส.ว.
แต่ระบบกลไกอย่างไรที่จะทำให้ประชาชนตรวจสอบไม่ให้เขาเอาประโยชน์ของประชาชนมากเกินไปตรงนั้นจะเป็นส่วนสำคัญ แต่ระบบ ส.ว.แบบนี้ไม่เอื้อต่อการตรวจสอบของประชาชนเพราะเขาให้คนเลือกกันเองประชาชนไม่สามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

ณัฐกร วิทิตานนท์
อาจารย์ประจำสำนักวิชาการเมืองและการปกครอง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ม.เชียงใหม่
การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ ไอเดียในการวางระบบพยายามจะทำให้ ส.ว.มาจากตัวแทนกลุ่มอาชีพ แต่รูปแบบ วิธีการ และระบบเลือกตั้งที่นำมาใช้ อาจไม่ตอบเจตนารมณ์ข้ออ้างที่มุ่งหวัง เพราะระบบการเลือก ส.ว.ที่ถูกออกแบบขึ้น ไม่สามารถตอบได้ว่าสุดท้าย ส.ว.ที่ได้มาจะมีหน้าตาอย่างไร
เนื่องจากระบบเลือกที่สลับซับซ้อน และไม่ง่ายต่อการจัดตั้ง ความกังวลว่า ส.ว.จะไม่มีความเป็นอิสระ หรืออยู่ภายใต้อาณัติของกลุ่มการเมือง อาจไม่ใช่ทั้งหมด เพราะด้วยระบบที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอน ตั้งแต่ระดับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศ แต่ยอมรับว่าตอนนี้ประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ตื่นตัวกันมาก เริ่มมีการรณรงค์ จัดอบรมให้ความรู้ ตั้งกลุ่มไลน์รวบรวมคนที่เตรียมตัวและสนใจลงสมัคร ส.ว. สะท้อนให้เห็นว่าบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก แต่เรายังไม่เห็นภาพหลังฉากของกลุ่มการเมืองชัดเจน จึงประเมินได้ว่าโอกาสการจัดตั้งแบบเบ็ดเสร็จ 100% หรือเป็นระบบที่เทียบเคียงกับ ส.ว. 250 คนที่แต่งตั้งโดย คสช. จะสอดแทรกเข้าไปได้หรือไม่
ระบบการเลือก ส.ว.ที่ถูกออกแบบมาครั้งนี้ จะได้ ส.ว.จำนวนหนึ่งที่มีความกล้าหาญทางการเมืองหลุดเข้าไปได้อยู่ ส่วนความเข้มแข็งของแต่ละกลุ่มอาชีพ แม้หลายกลุ่มจะมีการรวมตัวตั้งเป็นองค์กรและมีเครือข่ายอยู่หลายระดับ ทั้งตำบล อำเภอ และจังหวัด เช่น กลุ่มอาชีพเกษตร แต่ไม่แน่ใจว่ากลุ่มเหล่านี้จะมีความเข้มแข็งและเป็นเอกภาพเหมือนกันทุกอำเภอหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าการเลือก ส.ว.ต้องเริ่มสตาร์ตจากระดับอำเภอก่อน นอกจากการเลือกกันเองในกลุ่มอาชีพซึ่งเป็นขั้นตอนแรก สเต็ปต่อไปคือการจับสลากเลือกไขว้กลุ่ม ขั้นตอนนี้ไม่สามารถเลือกตัวเองได้ และทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นภายในวันเดียว ผู้สมัครอาจไม่มีโอกาสได้พูดคุยกัน ดังนั้น การจัดตั้งแบบปัจจุบันทันด่วนคงทำได้ยาก แม้ตอนนี้แต่ละกลุ่มอาชีพจะเริ่มพูดกันแล้วแต่ไม่มีอะไรการันตีได้ เพราะการฝ่าฟันให้เข้ารอบได้ต้องมีคะแนนจากกลุ่มอาชีพอื่นด้วย ยังไม่รู้รายละเอียดว่าแต่ละกลุ่มอาชีพไปถึงขั้นเจรจาข้ามกลุ่มขอแลกคะแนนกันแล้วหรือไม่ เพราะไม่มีอะไรการันตีได้ว่าตอนจับสลากข้ามกลุ่มจะได้ไปอยู่กลุ่มเดียวกัน ระบบการเลือกครั้งนี้เป็นอะไรที่ประหลาด รายละเอียดที่ซับซ้อนเหล่านี้ยิ่งทำให้ไม่สามารถคาดการณ์ได้
ตอนนี้นักการเมืองหลายกลุ่มอาจเคลื่อนไหวเชิญชวนคนมาลงสมัคร ส.ว. แต่ไม่แน่ใจว่าสามารถจัดตั้งได้มากน้อยแค่ไหน การส่งคนของตัวเองลงสมัครมีอยู่แล้ว แต่ระบบการเลือก ส.ว.ครั้งนี้มีชื่อเสียงอย่างเดียวอาจไม่ชนะ ต้องดังข้ามสายอาชีพ หรือมีชื่อเสียงในระดับจังหวัดและระดับชาติด้วย การส่งคนลงสมัครในระดับอำเภอที่เป็นพื้นที่ของตัวเองอาจฝ่าด่านได้ แต่เมื่อเข้าถึงระดับจังหวัดก็เป็นเรื่องคาดเดายาก การจัดตั้งอาจทำได้เต็มที่ในระดับจังหวัด หากเข้าถึงระดับประเทศมีเรื่ององค์กรขนาดใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง นักการเมืองท้องถิ่นอาจไม่สามารถฝ่าด่านในระดับประเทศได้
หากมีองค์กรอาชีพที่เข้มแข็ง มีโครงสร้างชัดเจน ตั้งแต่ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และมีนักการเมืองหนุนหลัง ก็มีโอกาสจะได้รับเลือกเข้ามา แต่อย่าลืมว่าระบบการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ มีกลุ่มอาชีพมากถึง 20 กลุ่ม บางกลุ่มอาชีพก็ไม่มีองค์กรวิชาชีพเป็นทางการรองรับ บางกลุ่มอาชีพก็กว้างมาก เช่น กลุ่มสื่อมวลชนที่เป็นการรวมกับนักเขียน หรือกลุ่มผู้สูงอายุ คนพิการ และชาติพันธุ์ ดังนั้น เราอาจได้คนมีชื่อเสียง หรือคนที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองหลุดรอดมาจากกลุ่มอาชีพเหล่านี้ได้ ส่วนกลุ่มที่มีโครงสร้างการจัดตั้งที่เข้มแข็ง อาจจะมีการวางตัวบุคคลสำคัญไว้ในกลุ่มแล้ว
สำหรับประชาชนที่อยากมีส่วนร่วมในการเลือกตั้ง ส.ว. เช่น มีสิทธิเลือก หรืออยากเข้าร่วมในกระบวนการ เพื่อสังเกตการณ์ว่าจะมีการจัดตั้งหรือไม่ ต้องมีอายุเกิน 40 ปี เสียค่าสมัคร 2,500 บาท ที่สำคัญต้องคิดให้ดีว่าจะลงพื้นที่ไหน และกลุ่มอาชีพอะไร เวลานี้ก็มีคนที่อยากเป็น ส.ว. และอยากเข้าไปมีสิทธิเลือกคนที่ตัวเองชื่นชอบสนใจลงสมัครจำนวนมาก

