เขียนเรื่องการเมืองไทยกับการปรับ ครม.มาหลายปี เรื่องของการปรับ ครม.ก็กลายเป็นข่าวอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพอข้อเขียนนี้ตีพิมพ์ก็อาจจะมีการปรับ ครม.กันไปแล้วก็ได้ครับ
วันนี้อยากจะแบ่งประเด็นเป็นสองส่วน ส่วนแรกว่าด้วยเรื่องหลักการกว้างๆ ในเรื่องของเงื่อนไขในการปรับ ครม. และส่วนที่สองคงเป็นข้อสังเกตในเรื่องการเมืองของการปรับ ครม.ในช่วงนี้
ในส่วนแรกก่อนนั้น การปรับ ครม.ในสังคมประชาธิปไตยนั้น มีเงื่อนไขหลายประการและหนึ่งในนั้นก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพของ ครม.เอง โดยการปรับเอาสมาชิก ครม.ที่ไม่ค่อยทำงาน หรือไม่มีประสิทธิภาพออก และเขามักจะพบกันว่าพวกที่โดนปรับออกคือพวกตัวเล็กๆ ไม่ค่อยมีอำนาจ (ตัวใหญ่คงปรับยากสักหน่อย)
โดยเงื่อนไขการปรับ ครม.เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐบาลนี้ หัวหน้ารัฐบาลก็สามารถที่จะเอาคนใหม่ๆ ที่ยังสด หรือมีความสามารถเข้ามาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ และทำให้ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของรัฐบาลเพิ่มขึ้น
อีกเงื่อนไขที่สำคัญในการปรับ ครม.คือการที่รัฐบาลนั้นแสดงให้ประชาชนเห็นว่าจะมีการจัดความสำคัญของยุทธศาสตร์และนโยบายใหม่ๆ ซึ่งรวมทั้งการที่นำเอาคนใหม่เข้ามาร่วม ครม. หรือปรับหน้าที่และย้ายเอาสมาชิก ครม.ไปทำหน้าที่อื่น หรือรับผิดชอบกระทรวงอื่น ซึ่งในแง่นี้ทำให้ประชาชนไม่ได้ดูแค่ว่ามีใครเข้ามาใหม่เหมือนประเด็นแรก แต่รวมไปถึงทิศทางในการทำงานของรัฐบาลจะเปลี่ยนไปในทางไหน
เงื่อนไขข้อต่อมาในการปรับเปลี่ยน ครม.จะเป็นเงื่อนไขทางการเมืองมากกว่าสองเงื่อนไขแรกที่เป็นเงื่อนไขที่เกี่ยวกับคนและงาน หมายถึงเป็นเรื่องของคน แต่เป็นคนในระดับการเมือง หมายความว่า หัวหน้ารัฐบาลอาจจะใช้ปัจจัยในเรื่องการตัดสินใจทางการเมืองภายในรัฐบาลเป็นหลักในการปรับ ครม. เช่น การให้รางวัลกับคนที่ภักดีกับเขา ทั้งสมาชิกพรรค หรือเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เขามี การปรับ ครม.ยังอาจเป็นเรื่องของการสร้างความสมดุลทางการเมืองภายในรัฐบาล ทั้งภายในพรรคหลักของรัฐบาลเอง หรือท่ามกลางพรรคร่วมที่จะต้องเป็นเรื่องของการเจรจาเปลี่ยนกระทรวง ในอีกทางหนึ่งการปรับ ครม.อาจเป็นไปในทางยุทธศาสตร์ที่จะทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเสียงของเขาได้รับการตอบสนอง โดยเฉพาะถ้าเขาไม่พอใจผลงานของรัฐบาลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
การปรับ ครม.นั้นอาจจะเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของการเปิดวิกฤตใหญ่ของประเทศ หมายถึงปัญหาที่ประเทศเผชิญอยู่นั้นหนักหนามาก จำเป็นจะต้องปรับ ครม.โดยการดึงคนที่อยู่ในวงอำนาจมาร่วมก็ได้ หรืออาจต้องไปถึงขั้นดึงเอาพรรคนอกวงอำนาจมาร่วมเลยก็ได้ ทั้งนี้ อาจเป็นทั้งเงื่อนไขที่จำเป็นต้องได้คนที่เก่ง มีภารกิจใหม่ที่รัฐบาลเจอทางตัน หรือกระทั่งยับยั้ง-สกัดกั้นไม่ให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำในเกมสภา โดยการแยกหรือทำให้พลังฝ่ายค้านนั้นอ่อนแอลง ขาดเอกภาพ
อย่างไรก็ตาม การปรับ ครม.นั้นอาจไม่ได้ส่งผลบวกต่อรัฐบาลเสมอไป ด้วยเงื่อนไขหลายประการ
หนึ่ง เมื่อปรับ ครม.แล้วอาจจะยิ่งทำให้เกิดความขัดแย้งเพิ่มขึ้นในวงอำนาจ ทั้งภายในพรรคหลักที่ตั้งรัฐบาล หรือท่ามกลางพันธมิตรทางการเมืองที่อยู่ในรัฐบาลเดียวกัน ดังนั้นการปรับ ครม.อาจจะยิ่งสร้างความร้าวฉานภายในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง พันธมิตรทางการเมืองด้วยกันเอง จนอาจทำให้พันธมิตรทางการเมืองแตกแยก และสิ้นสุดความสัมพันธ์ระหว่างกัน
สอง อาจจะเป็นไปได้ที่การปรับ ครม.ยิ่งทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธา หรือไม่มีความมั่นใจในรัฐบาลมากขึ้น ความไม่มั่นใจจนอาจจะถึงขั้นไม่พอใจรัฐบาลนี้อาจนำไปสู่การประท้วง หรือลุกฮือขึ้นของประชาชน อาจลามไปถึงขั้นการเรียกร้องให้รัฐบาลลาออกก็อาจเป็นได้
การปรับ ครม.ที่ส่งสัญญาณไม่ชัดเจนให้กับประชาชน หรือเป็นเพียงการปรับสมดุลทางการเมืองภายในรัฐบาลมากกว่าแก้ปัญหาประชาชนจริงๆ อาจจะยิ่งทำให้เกิดความเสื่อมถอยของรัฐบาล อย่าลืมว่าสื่อมวลชนเองก็จับตามองรัฐบาลในเรื่องนี้อยู่ และรัฐบาลเองนั้นเมื่อเจอทางตันก็อาจจะต้องยุบสภา แล้วนำไปสู่การเลือกตั้งที่เร็วขึ้น ซึ่งรัฐบาลเองอาจจะไม่ได้เปรียบในการเลือกตั้งมากนักเพราะความนิยมของประชาชนอาจถดถอยลง
เงื่อนไขที่ทำให้เกิดความเสื่อมศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อรัฐบาลยิ่งลดลงเร็วขึ้นเมื่อปรับ ครม.ก็คือ บางนโยบายอาจจะสะดุดหยุดชะงักลง หรือเกิดความไม่แน่นอนว่านโยบายที่สัญญาเอาไว้นั้นจะได้รับการทำงานอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นประเด็นไม่ใช่ว่ารัฐบาลไม่สามารถปรับ ครม.ได้ แต่การปรับที่ไม่ถูกจังหวะ การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือความคาดหวังของประชาชนไม่สอดคล้องกับการปรับของรัฐบาล ทั้งคน งาน และความสัมพันธ์ภายในของรัฐบาล ก็จะยิ่งทำให้ความเสื่อมถอยทางการเมืองและความชอบธรรมของรัฐบาลนั้นย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
ที่กล่าวมานี้คือหลักการใหญ่ๆ ของเรื่องการปรับ ครม. แต่ถ้าถามว่าในกรณีของการเมืองไทยในปัจจุบันนั้น สิ่งที่สำคัญอาจจะอยู่ที่ว่า การปรับ ครม.ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นนั้น สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนจริงแค่ไหน รัฐมนตรีโลกลืมจะถูกปรับออกไหม หรือว่าลืมแล้วก็ลืมต่อไป หรือว่าการปรับ ครม.จะสะท้อนให้เป็นทิศทางของรัฐบาลในการผลักดันนโยบายบางเรื่องที่จริงจังขึ้น มีปัญหาบางอย่างที่เข้ามาใหม่ทำให้ต้องปรับทิศทางมากขึ้น แล้วประชาชนมั่นใจว่าทำได้ และไม่ทิ้งนโยบายเดิมๆ ที่ได้รับความนิยมลง
อีกทั้งประชาชนเห็นว่าการปรับ ครม.ไม่ใช่ประเด็นเพียงแค่การตอบแทนหรือรักษาดุลอำนาจภายในของรัฐบาลเอง
เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก หลายครั้งการปรับ ครม.ของบ้านเรานั้นยิ่งปรับยิ่งพังเร็วขึ้น บางทีการปรับ ครม.ก็สอดคล้องกับความต้องการให้รัฐบาลพังเร็วขึ้นในแง่ถูกใจกองเชียร์ เพลียใจกับกองแช่ง
แต่ที่กล่าวมานั้น ก็ไม่ได้จะแปลว่าทุกอย่างจะไปในทางลบเสมอไป ถ้าประชาชนยังรู้สึกว่าบางทีอาจจะต้องทนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อไปอีก เพราะไม่เห็นทางออกที่ดีกว่านี้ ฝ่ายค้านอาจจะไม่มีพลังพอที่จะกลายเป็นทางเลือกให้กับประชาชนแบบง่ายๆ คือ รัฐบาลสุดท้ายต้องลาออก หรือแพ้เกมสภา หรือเกิดการชุมนุมกดดันรัฐบาล รวมไปถึงขั้นการยึดอำนาจ หรือเกิดการเลือกตั้งใหม่ ประชาชนที่เอาเข้าจริงไม่ได้พอใจรัฐบาลนี้ก็อาจจะยังยอมทนในระบบนี้ต่อไป ท่ามกลางความหวังว่ารอบหน้าพวกเขาจะเลือกใหม่ในแบบที่ไม่เหมือนเดิม
กล่าวง่ายๆ ก็คือฝ่ายค้านที่อ่อนแอหรือขาดพันธมิตรทางอำนาจก็อาจจะไม่สามารถเป็นทางเลือกระยะสั้น หรือทางเลือกที่เป็นจริงได้ แต่ก็อาจจะเก็บแต้มได้เพิ่มขึ้นในห้วงเวลานี้ แล้วทุกอย่างก็บ่มเพาะไปสู่สมรภูมิการเลือกตั้งและการขับเคลื่อนทางกฎหมาย และทางรัฐสภาต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยมีหมุดหมายที่การเลือกตั้งครั้งหน้า
หมายความว่า ไม่มีอะไรที่ง่าย สบายใจเข้าล็อกเข้าทางสายฮาร์ดคอร์ทางการเมืองที่จะฟันธง หรือพาดหัวข่าวได้ง่ายๆ
ก็ทั้งรอดู และติดตามตรวจสอบรวมทั้งส่งเสียงกันต่อไปว่าการปรับ ครม.ที่อาจจะเกิดขึ้นจะเป็นไปตามความต้องการของประชาชนสักแค่ไหนครับ

