หน้าแรก การเมือง แอมเนสตี้ ท้า...

แอมเนสตี้ ท้า 8 ข้อ-ตัดเกรดปี 66 ไทยเริ่มก้าวหน้าปมละเมิดสิทธิ แต่ยังคา 1,938 คดี

24.04.24 | 19:26 น.

‘แอมเนสตี้’ เปิดเบื้องลึก สถานการณ์สิทธิปี 66 ชี้ ‘ไทยก้าวหน้า’ มี พ.ร.บ.อุ้มหาย แต่ 1,938 คดียังอยู่ ฝากปม ‘สปายแวร์’

เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ห้องสุรศักดิ์ 2-3 ชั้น 11 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงข่าวเปิดตัว รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2565/66 โดยสื่อสารถึงเรื่องราวสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ใน 155 ประเทศทั่วโลก สะท้อนบทวิเคราะห์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนระดับโลกและระดับประเทศแบบเจาะลึก พร้อมส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เห็นความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นไปตามหลักสากล

โดยมี นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, นางหมิง ยู่ ฮา รองผู้อำนวยการด้านรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, น.ส.พุทธณี กางกั้น ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย และ นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยระดับภูมิภาคประจำประเทศไทย ร่วมแถลง

บรรยากาศเวลา 15.00 น. นางปิยนุช กล่าวรายงานสถานการณ์ภาพรวมด้านสิทธิมนุษยชนในไทย ว่า ทำไมสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทยยังไม่ดีขึ้นในรัฐบาลพลเรือน ซึ่งในปี 2566 มีเหตุการณ์ใหญ่ คือการเลือกตั้งและลุ้นการจัดตั้งรัฐบาล

Advertisement

อย่างไรก็ดี ในปี 2566 ทางการไทย ยังมีการปราบปรามการแสดงออกชุมนุมโดยสงบ มีเด็กหลายร้อยคนถูกดำเนินคดีอาญาจากการแสดงออกทางการเมือง, นักปกป้องสิทธิถูกคุกคาม มีการสอดแนมจากผู้ไม่ได้รับเชิญ ซึ่งแม้ว่ากฎหมายเรื่องการบังคับสูญหายก้าวหน้า แต่ยังไม่มีเรื่องการรับผิด-รับชอบ รวมถึงกรณีของ นายบิลลี่ พอละจี รักจงเจริญ เรื่องการคัดกรอง ‘ผู้ขอลี้ภัย’ ก็มีความก้าวหน้าแล้ว แต่หลายคนยังถูกกักตัวในสภาพเลวร้าย

“มีประชาชนอย่างน้อย 1,938 คนถูกดำเนินดคีทางการเมือง ตั้งแต่ปี 2563 จากการชุมนุม, 1,469 คนถูกดำเนินคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหลังยกเลิกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน กลับมีคนถูกดำเนินคดี ม.112 เพิ่มขึ้นถึง 795 คดี ซึ่งรวมถึงกรณีของ นายอานนท์ นำภา ทนายความด้านสิทธิมนุษยชน จากการปราศรัยให้ปฏิรูปสถาบันฯ ก็ถูกข้อหา ม.112 ถึง 13 คดี และถูกปฏิเสธการประกันตัว

เดือนมกราคม น.ส.ทานตะวัน ตัวตุลานนท์ หรือ ตะวัน และ น.ส.อรวรรณ ภู่พงษ์ หรือ แบม นักกิจกรรมประชาธิปไตย ถูกส่งตัวไปยัง รพ.ราชทัณฑ์ หลังอดอาหารประท้วงสิทธิการประกันตัว จากการถูกคุมขังเพราะทำโพล” นางปิยนุชกล่าว

ส่วนเรื่องการใช้กฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มี 195 คนถูกดำเนินคดี ตั้งแต่ปี 2563 หนึ่งในนั้น คือ นายเอกชัย หงส์กังวาน จากการโพสต์เฟซบุ๊ก

นางปิยนุชกล่าวว่า อีกเรื่องคือ ‘สิทธิเด็ก‘ โดยเฉพาะสิทธิในการชุมนุม มีหลายวิธีที่ใช้ปราบปราบ ทั้งการเอาผิดทางอาญา สอดแนมข้อมูล รวมถึงข่มขู่ จนถึงเดือน ต.ค.2566 มีเด็ก 286 ถูกดำเนินคดีจากการเข้าร่วมชุมนุมตั้งแต่ปี 2563 โดยหนึ่งในนั้นคือ น.ส.ธนลภย์ (สงวนนามสกุล) หรือหยก จากการชุมนุมในปี 2565 เรียกร้องให้ยกเลิก ม.112 ส่วน 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ศาลเยาวชน สั่งจำคุก นายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือสายน้ำ ว่าผิดตาม ม.112 ในการจัดแฟชั่นโชว์ ซึ่งตอนนั้นสายน้ำ มีอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น

จากนั้น นางปิยนุชกล่าวถึงเรื่องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนว่า หน้าเศร้าอย่างมากที่นักต่อสู้ ต่อสู้เพื่อสิทธิ แต่ถูกคุกคาม รวมถึงทางดิจิทัล อย่างกรณี นางอัญชัญ ปรีเลิศ ผู้ต้องหา ม.112 ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2566 ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ 6 คน เขียนจดหมายถึงรัฐบาลไทย แสดงความกังวลต่อมาตรการคุ้มครองและการรับผิดชอบต่อกรณีข่มขู่และคุกคามทางออนไลน์ ซึ่งเกิดขึ้นกับคุณอังคณา นีละไพจิตร และคุณอัญชนา หีมมิหน๊ะ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ

“แต่ในเดือน ก.พ. ศาลแพ่งได้ยกฟ้องคดีที่เธอทั้ง 2 ได้ฟ้องกองทัพและสำนักนายกฯ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับนักปกป้องสิทธิ โดยเฉพาะผู้หญิง” นางปิยนุชชี้

ต่อมา ‘เรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว‘ ก็ไม่แพ้กัน เป็นที่รู้กันทั่วโลก ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติ 4 คน ได้เขียนจดหมายถึงนายกฯ แสดงความกังวลต่อการใช้ “เพกาซัส สปายแวร์” ของบริษัท NSO Group ที่ทำธุรกิจการสอดแนมทั้งไซเบอร์ ซึ่งส่งไปโจมตีอุปกรณ์ของบุคคล 35 คน รวมทั้งนักป้องป้องสิทธิ นักการเมือง ในช่วงชุมนุมปี 2563 สะท้อนความล้มเหลวในการคุ้มครองประชาชนของรัฐบาล รวมถึงกรณี นายจตุรภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือ ไผ่ ดาวดิน

จากนั้น นางปิยนุชกล่าวถึง พระราชบัญญัติ ป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เริ่มมีผลบังคับใช้เป็นครั้งแรก อย่างไรก็ดี กรณีนายพอละจี หรือ บิลลี่ 28 ก.ย.ศาลยกฟ้องเจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจาน 4 คน หลังจากตัดสินว่ามีความผิด แต่มีการให้ประกันตัว

ต่อมาคือ ‘ประเด็นผู้ลี้ภัย‘ วันที่ 22 กันยายน 2566 มีการออกระเบียบแล้ว แต่ยังไม่ครอบคลุมแรงงาน จากลาว เมียนมา เวียดนาม กัมพูชา ซึ่งยังมีข้ออนุญาตให้ทางการปฏิเสธการคุ้มครองได้ โดยอ้างความมั่นคงของรัฐ ซึ่งมีการควบคุมตัวโดยพลการ และไม่มีกำหนดระยะเวลากักขัง เช่น ชาวอุยกูร์ ถูกขัง 10 ปีผ่านไป กระทั่งชาวอุยกูร์ 2 คนนั้นเสียชีวิตในที่กักกัง ที่ซอยสวนพลู เป็นต้น

จากนั้น นางปิยนุชกล่าวถึง ‘สิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศ‘ ความว่า เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.66 สภาผู้แทนราษฎรของไทย มีการอภิปรายร่าง พ.ร.บสมรสเท่าเทียม ซึ่งได้รับความเห็นชอบอย่างท่วมท้น ล่าสุดเป็นนิมิตรหมายอันดีที่เห็นความก้าวหน้า แต่ก็มีบางเรื่องถูกกลบและลืม คือ ‘การลอยนวลพ้นผิด’ รวมถึงกรณี 85 คนที่ถูกยิงกรณีตากใบ ในปี 2547 จึงขอให้ช่วยกันจับตาเรื่องนี้ ต่อไป

นางปิยนุชกล่าวว่า หลังติดตามสถานการณ์สิทธิในไทย ตลอดปี 2566 เราเห็นการดำเนินการในเชิงบวก เช่น พ.ร.บ.ซ้อมทรมาน แต่อีกหลายประเด็นอยากให้รัฐไทยให้ความสำคัญมากขึ้น เพื่อยกระดับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนมากขึ้น จึงมีข้อเสนอแนะ 8 ดังนี้

1.สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ

1.1 ยกเลิกการฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาต่อบุคคลที่ถูกตั้งข้อหาความผิดตามกฎหมายที่ละเมิดสิทธิเนื่องจากการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออกและการชุมนุมประท้วงโดยสงบ เช่น คดีที่เกิดจากคำประกาศห้ามการรวมตัวในที่สาธารณะภายใต้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว รวมถึงสั่งไม่ฟ้องคดีและปล่อยตัวผู้ถูกคุมขังทุกคนโดยทันทีและอย่างไม่มีเงื่อนไข

1.2 งดเว้นจากการตั้งข้อหาเพิ่มเติมต่อบุคคลที่เผชิญข้อหาเพียงเพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการชุมนุมประท้วงโดยสงบ และงดเว้นจากการดำเนินคดีอาญาและการห้ามแบบเหมารวมต่อการเผยแพร่ข้อมูล รวมถึงการใช้หลักเกณฑ์ที่กำกวม
และคลุมเครือ เช่น “ข่าวปลอม” หรือ “การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน” ซึ่งอาจถูกใช้ในการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออกได้

1.3 สอบสวนและดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายที่ต้องสงสัยว่าใช้กำลังในการสลายหรือควบคุมการชุมนุมประท้วงสาธารณะโดยมิชอบด้วยกฎหมายและที่ขัดกับหลักการพื้นฐานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการใช้กำลังและอาวุธโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย โดยใช้กระบวนการที่เป็นไปตามมาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมระหว่างประเทศ รวมถึงให้การเยียวยาที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ชุมนุมประท้วงโดยสงบที่ได้รับผลกระทบ และผู้เสียหายจากการใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือการคุกคาม ข่มขู่ และสอดแนมจากเจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมาย

1.4 แก้ไขหรือยกเลิกข้อบทบัญญัติที่เป็นปัญหาในกฎหมาย ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อปราบปรามผู้ที่ใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก รวมถึงกฎหมายหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112) กฎหมายยุยงปลุกปั่น (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116) ความผิดอาญาฐานหมิ่นประมาท (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาล เพื่อรับประกันว่า กฎหมายต่างๆ สอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

1.5 ถอนร่างพระราชบัญญัติการดำเนินกิจกรรมขององค์กรไม่แสวงหากำไร พ.ศ. … และร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. … จากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีหรือสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงถอนมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทุกฉบับ โดยเฉพาะมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 พฤศจิกายน 2564 และ 4 มกราคม 2565

2.สิทธิเด็ก

2.1 รับประกันให้มีวิธีปฏิบัติการที่สอดคล้องกับการคุ้มครอง เคารพ และเติมเต็มสิทธิเด็กซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน เพื่อส่งเสริมความสามารถของเด็กในการมีส่วนร่วมในการชุมนุมประท้วงสาธารณะอย่างสอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

2.2 ยกเลิกการดำเนินคดีอาญาต่อผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นเด็กที่ถูกตั้งข้อหาเนื่องจากการมีส่วนร่วมในการชุมนุมประท้วงโดยสงบหรือการใช้สิทธิในเสรีภาพการแสดงออก

3.3 รับประกันว่า เด็กจะได้รับความคุ้มครองในเชิงรุกจากภัยอันตรายใดๆ ในบริบทของการชุมนุมประท้วงสาธารณะ ผ่านกลไกที่ละเอียดอ่อนและมีนวัตกรรม แทนการจำกัดสิทธิโดยไม่จำเป็น

4.4 รับประกันว่า เจ้าหน้าที่ผู้บังคับใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะได้รับการฝึกอบรมในประเด็นสิทธิเด็กในการชุมนุมประท้วงโดยสงบ

5.5 จัดการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพแก่ผู้ชุมนุมประท้วงที่เป็นเด็กที่รับผลกระทบจากการใช้กำลังโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือการคุกคาม ข่มขู่ และสอดแนมจากเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย

จากนั้น นายชนาธิป กล่าวถึงข้อเรียกร้องที่ 3-6

3.นักปกป้องสิทธิมนุษยชน

3.1 ดำเนินการสอบสวนโดยทันทีอย่างเป็นอิสระ เป็นธรรม และโปร่งใสในกรณีที่เกี่ยวกับการคุกคามทางดิจิทัลและทางกายภาพทุกกรณีต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและนักกิจกรรมโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

3.2 รับประกันสิทธิในการเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิผล ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงความยุติธรรม สำหรับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เรียกร้องการรับผิดและการเยียวยาจากรัฐบาล โดยเฉพาะนักปกป้องสิทธิผู้หญิง ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ คนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์ และชนเผ่าพื้นเมือง

3.3 พัฒนาและบังคับใช้หลักจรรยาบรรณว่าด้วยการสื่อสารสาธารณะในหมู่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อรับประกันว่าเจ้าหน้าที่รัฐจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคุกคามทางออนไลน์ ซึ่งรวมไปถึงการใช้ข้อมูลเท็จที่มีมิติทางเพศกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่เป็นผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ

3.4 บังคับใช้และนำมาตรการทางกฎหมายและนโยบายที่ครอบคลุมไปปฏิบัติ เพื่อตระหนักถึง ป้องกัน บันทึก สอบสวน และแก้ไขการคุกคามทุกรูปแบบ และให้การเยียวยาและการสนับสนุนแก่ผู้รอดชีวิต

4.สิทธิความเป็นส่วนตัว

4.1 ดำเนินการตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ รวดเร็ว เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ สำหรับกรณีการใช้เครื่องมือดิจิตัลโดยมิชอบด้วยกฎหมายในการสอดแนมติดตาม อาทิ สปายแวร์เพกาซัส (Pegasus) และเทคโนโลยีอื่นๆ ที่ใช้ในการสอดแนมกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะผู้หญิงและผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ซึ่งได้รับผลกระทบมากเป็นพิเศษจากการถูกละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว

4.2 ประกาศห้ามการใช้สปายแวร์ที่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวอย่างสูง ประเภทที่ไม่สามารถจำกัดการใช้งานตามความจำเป็นและให้ได้สัดส่วนต่อจุดประสงค์และเป้าหมายเฉพาะได้ หรือที่ไม่สามารถตรวจสอบประเมินการใช้งานได้อย่างอิสระได้

4.3 นำกรอบสิทธิมนุษยชนไปใช้กำกับดูแลการสอดแนมเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ประกาศระงับการซื้อ ขาย โอน และใช้สปายแวร์ทุกชนิดเป็นการชั่วคราวจนกว่าจะมีการบังคับใช้กรอบดังกล่าว

4.4 ดำเนินการเชิงรุกเพื่อเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับสัญญาระหว่างรัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ของรัฐทั้งหมดทุกฉบับ รวมถึงหน่วยงานความมั่นคงและบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชน

4.5 ให้การเยียวยาที่ทันทีและมีประสิทธิภาพแก่บุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการสอดแนมทางดิจิทัลอย่างสอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

4.6 ทบทวนพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมเชพิวเตอร์ พ.ศ.2550 พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ.2562 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการสอดแนม เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ พร้อมรับประกันว่า กฎหมายดังกล่าวจะให้ความคุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัวอย่างมีประสิทธิภาพ

5.การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ และการบังคับบุคคลให้สูญหาย

5.1 ดำเนินการสอบสวนโดยทันทีต่อกรณีการทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ และการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยฉับพลัน อย่างรอบด้าน เป็นอิสระ และมีประสิทธิภาพ หากเหมาะสม ให้มีการดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมายที่ได้มาตรฐานการพิจารณาคดีที่เป็นธรรมระหว่างประเทศ

5.2 สำหรับกรณีการบังคับบุคคลให้สูญหาย เจ้าหน้าที่ต้องรับประกันว่า ภาระในการพิสูจน์จะไม่ไปจำกัดสิทธิของผู้เสียหายและครอบครัวในการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างไม่เหมาะสม พร้อมแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับที่อยู่ของผู้เสียหายที่สามารถระบุได้และที่ถูกเปิดเผยให้แก่ครอบครัวและบุคคลผู้ซึ่งเป็นที่รักอย่างตรงไปตรงมาและรวดเร็ว

5.3 แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย เพื่อรับประกันความสอดคล้องของตัวบทกฎหมายกับกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ รวมถึงกำหนดบทบัญญัติเพื่อ (1) ห้ามนำข้อมูลที่ได้มาจากการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายอื่นๆ และการบังคับให้สูญหายมาใช้เป็นพยานหลักฐานในกระบวนการพิจารณาคดี และ (2) ห้ามการนิรโทษกรรมอาชญากรรมเหล่านี้ รวมถึง (3) ปรับปรุงแก้ไขโครงสร้าง องค์ประกอบ และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายเพื่อรับประกันประสิทธิภาพ ความเป็นอิสระ และความเป็นกลาง

5.4 ให้สัตยาบันรับรองทันทีต่อพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ โดยปราศจากข้อสงวนใดๆ

6.สิทธิของผู้ลี้ภัยและผู้เข้าเมือง

6.1 ภาคยานุวัติเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย พ.ศ.2549 และพิธีสารเลือกรับ พ.ศ. 2510 ทบทวนประกาศของคณะกรรมการพิจารณาคัดกรองผู้ที่ได้รับการคุ้มครอง หรือกลไกการคัดกรองระดับชาติ เพื่อรับประกันว่าจะให้การคุ้มครองแก่บุคคลทุกคนที่ขอลี้ภัยในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีชาติกำเนิดจากที่ใดก็ตาม โดยรับประกันว่า คำนิยามของ “ความมั่นคงแห่งชาติ” จะไม่ถูกนำไปใช้กีดกันผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยบางกลุ่มออกจากความคุ้มครองของกลไกโดยเลือกปฏิบัติ และให้ความคุ้มครองทางตุลาการต่อผู้ยื่นคำร้องให้เข้าถึงการยื่นอุทธรณ์กระบวนการหรือการทบทวนผลคำตัดสินภายใต้กลไก

6.2 ปล่อยตัวผู้ลี้ภัยและผู้ขอลี้ภัยที่ถูกควบคุมตัวเนื่องจากสถานะของการเข้าเมืองไม่ปกติ แสวงหาแนวทางอื่นนอกจากการควบคุมตัวในการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง โดยให้การควบคุมตัวเป็นมาตรการในกรณียกเว้น และต้องมีการประเมินเป็นรายกรณีเกี่ยวกับความต้องการด้านมนุษยธรรมและความเสี่ยงหากพวกเขาได้รับการปล่อยตัว ให้มีการพิจารณาทบทวนเป็นระยะ และให้ควบคุมตัวในระยะเวลาสั้นสุดเท่าที่จำเป็น รวมถึงริเริ่มการสอบสวนกรณีการเสียชีวิตของผู้ถูกคุมขังชาวอุยกูร์โดยทันที พร้อมเปิดเผยข้อมูลจำนวนผู้ที่ถูกคุมขังต่อสาธารณะ

6.3 รับประกันว่า ผู้ขอลี้ภัย ผู้ลี้ภัย และผู้อพยพจะไม่ถูกเนรเทศ ส่งตัวกลับ หรือบังคับให้เดินทางกลับประเทศบ้านเกิด ที่ตนอาจเผชิญประหัตประหาร การทรมาน ความรุนแรง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงรูปแบบอื่นๆ โดยคำนึงถึงหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมานและการปฏิบัติหรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี และความคุ้มครองทางกฎหมายในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565

6.4 ดำเนินการสอบสวนโดยเร่งด่วน รอบด้าน มีประสิทธิภาพ เป็นกลาง และเป็นอิสระ ต่อกรณีการปราบปรามข้ามชาติ รวมถึงการสังหาร การสูญหาย และการลักพาตัวนักกิจกรรมที่หลบหนีมาพึ่งพิงขอลี้ภัยที่ประเทศไทย โดยให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

6.5 ให้ยุติข้อตกลงอย่างเป็นทางการระหว่างรัฐบาล และมาตรการอื่นๆ อันเป็นการเอื้ออำนวยให้เกิดการปราบปรามข้ามชาติต่อการดำเนินงานโดยชอบธรรมด้านสิทธิมนุษยชน


จากนั้น นางปิยนุช กล่าวถึงข้อเรียกร้องที่ 7-8 ดังนี้

7.สิทธิของผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ
ให้รัฐสภาผ่านร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ ร่างพระราชบัญญัติสมรสเท่าเทียม อย่างเร่งด่วน เพื่อนำไปบังคับใช้ต่อไป พร้อมประกันว่ากฎหมายดังกล่าวรับประกันสิทธิในการมีครอบครัวและการสมรสโดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายและมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

8.การลอยนวลพ้นผิด

8.1 รับประกันสิทธิในการเข้าถึงการเยียวยาที่มีประสิทธิผล ซึ่งรวมถึงการเข้าถึงความยุติธรรม แก่บุคคลทั้ง 85 คนที่ถูกยิงหรือเสียชีวิตขณะถูกจับกุมในเหตุการณ์ “ตากใบ” ในปี พ.ศ. 2547

8.2 ให้การคุ้มครองผู้รอดชีวิตและครอบครัวที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในคดีนี้

8.3 ยุติการบังคับใช้กฎอัยการศึก กฎหมายรักษาความมั่นคงภายใน และพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน รวมถึงแก้ไขกฎหมายดังกล่าว รวมถึงประกาศต่างๆ ที่ออกมาภายใต้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อรับประกันว่าการลิดรอนสิทธิในการมีเสรีภาพในกฎหมายเหล่านั้นสอดคล้องกับพันธกรณีตามสนธิสัญญา โดยคำนึงถึงความเห็นทั่วไป ฉบับที่ 35 ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในการมีเสรีภาพและความปลอดภัยของบุคคล

นางปิยนุชกล่าวอีกว่า ทางแอมเนสตี้ฯ เราเห็นว่า บทบาทสำคัญที่องค์กรสิทธิและภาคประชาชนสังคมอยากเห็น คือ รัฐไทยหน้าที่ตามพันธะกรณี และกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ด้านสิทธิมนุษยชนต่อไป

เมื่อถามว่า สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในไทย ถือว่าดีขึ้น หรือแย่ลง เมื่อเทียบกับช่วงปีที่ผ่านมา

นางปิยนุชกล่าวว่า หากมองจากมุมของกฎหมาย ก็เป็นความก้าวหน้าเชิงบวก ในการที่ไทย ประกาศใช้ พ.ร.บ.อุ้มหาย รวมถึงกลไกการทำงานกับองค์กรอิสระ อย่าง กสม. ที่พยายามผลักดันเรื่องสิทธิเด็ก และการชุมนุม ข้อเรียกร้องที่เสนอไป ก็ถูกส่งไปยังสภาฯ สะท้อนว่าเสียงได้รับการรับฟัง แม้จะยังไม่เป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังมีการให้แอมเนสตี้ฯ เข้าเป็นส่วนหนึ่งในการเป็นคณะกรรมาธิการ ในการเข้าไปร่างกฎหมาย ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านี้ จะไม่เคยเห็นในช่วงรัฐบาล 9 ปีที่ผ่านมา

นางปิยนุชกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ดี ยังมีการคุกคาม สอดแนมนักกิจกรรมทางการเมือง 1,938 คดียังมีอยู่ รวมถึง ม.112 , 116, พ.ร.บ.คอมพ์ ยังเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงอยู่

ด้าน นายชนาธิปกล่าวว่า ถือเป็นความท้าทายของรัฐบาลไทย อย่าง กรณีสปายแวร์ ที่คาดหวังความคืบหน้าในการคืนความยุติธรรมให้กับเหยื่อการสอดแนม

“ต้องเรียนว่า เป็นความท้าทายของทั่วโลก ที่มีเช่นกัน ตั้งแต่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยสุดๆ หรืออำนาจนิยม ก็มีการใช้สปายแวร์ ติดตามนักปกป้องสิทธิฯ ทั้งสิ้น รวมถึงกรณีการใช้อาวุธที่ไม่ถึงกับตายในการสลายการชุมนุมด้วย” นายชนาธิปกล่าว

นางปิยนุชกล่าวว่า รัฐบาลมีหน้าที่คุ้มครองประชาชน ขอให้ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนและกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงรับข้อเสนอแนะไปปฏิบัติ เรายินดีร่วมมือ ขออย่ามองเราเป็นศัตรู และขอให้คืนความยุติธรรมให้กับผู้ได้รับผลกระทบด้วย

จากนั้น นายอานนท์ ยังคุณ นักวิชาการยุติธรรมชำนาญการ กรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม เป็นตัวแทนกระทรวงยุติธรรม รับมอบข้อเสนอแนะ จาก แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย