แอมเนสตี้ ลั่น ทั้งคืบหน้า-เลวร้าย อัพเดตทุกมุมโลก สงคราม-ภัยAI-เพศ-สิ่งแวดล้อม หวั่น ปชช.อดอยาก ประเทศกว่า 60 % เสี่ยงวิกฤตหนี้
เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่ห้องสุรศักดิ์ 2-3 ชั้น 11 โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพฯ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล แถลงข่าวเปิดตัว รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทั่วโลก ประจำปี 2565/66 โดยสื่อสารถึงเรื่องราวสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ใน 155 ประเทศทั่วโลก สะท้อนบทวิเคราะห์สถานการณ์สิทธิมนุษยชนระดับโลกและระดับประเทศแบบเจาะลึก พร้อมส่งเสียงถึงรัฐบาลให้เห็นความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นไปตามหลักสากล
โดยมี นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย, นางหมิง ยู่ ฮา รองผู้อำนวยการด้านรณรงค์ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล, น.ส.พุทธณี กางกั้น ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย และ นายชนาธิป ตติยการุณวงศ์ นักวิจัยระดับภูมิภาค
ประจำประเทศไทย ร่วมแถลง
บรรยากาศเวลา 13.40 น. น.ส.พุทธณี ประธานกรรมการ แอมเนสตี้ฯ ประเทศไทย กล่าวถึงสถานการณ์ภาพรวมระดับโลก โดยมี 5 ประเด็นคือ
- ความสูญเสียที่ต้องจ่ายของพลเรือน ในระหว่างความขัดแย้งโดยปฏิบัติการที่ใช้อาวุธเข้าห้ำหั่น
- การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติและชาติพันธุ์
- การตอบโต้กับความยุติธรรมทางเพศ
- การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อมต่อคนชายขอบ
- ภัยคุกคามจากเทคโนโลยีรูปแบบใหม่ รวมถึง AI

น.ส.พุทธณีกล่าวว่า จากบทวิเคราะห์ทั่วโลก สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง ซึ่งบางประเทศเริ่มพัฒนายิ่งขึ้น แต่ภาพรวมยังไม่ถึงขั้นเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้นกล่าวถึงประเด็นแรก ‘ผลกระทบต่อพลเรือนจากการใช้ความรุนแรงทางอาวุธ‘ โดยยกกรณี สงครามในยูเครน อิสราเอล ฮามาส เมียนมา และซูดาน
กรณีรัสเซียบุกยึดยูเครน กระทบกับพลเรือนโดยตรง, ฝั่งของสงคราในเมียนมา ก็มีการใช้ความรุนแรงอย่างกว้างขวาง ประชาชนพลเรือนกว่า 1,300 คนต้องเสียชีวิต แต่ตัวเลขที่ไม่เป็นทางการมีมากกว่านี้ ยังไม่นับรวมที่บาดเจ็บและล้มตาย หรือต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน, ซูดาน ในปี 2023 ทำให้ประชาชนกว่า 12,000 เสียชีวิต และลอพยพ
อิสราเอล หลังปฏิบัติการโจมตีวันที่ 7 ต.ค.2566 สร้างความเสียหายกับประชากรอิสราเอล อย่างไรก็ตาม การตอบโต้ของอิสราเอลต่อกลุ่มฮามาส ก็ทำให้บาดเจ็บล้มตายอย่างไม่ได้สัดส่วน ปีที่ผ่านมาพบว่าทำให้ปาเลสไตน์ สูญเสียกว่า 21,600 คน และประชากรในฉนวนกาซาถึง 1.9 ล้านคนต้องพลัดถิ่น ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่รุนแรงมาก
นอกจากนั้น จากรายงานพบว่า ความรุนแรงจากรัฐบาลหรือกลุ่มติดอาวุธ ยังมีหลายประเทศที่ละเมิดกฎหมาย ‘มนุษยธรรมระหว่างประเทศ’ ทั้งในซูดาน เอง
ประเด็นต่อมา ‘การเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติ‘ ประเด็นหลักคือ กรณีอิสราเอลและปาเลสไตน์ จากการเลือกปฏิบัติแบบสุดโต่ง นอกจากนั้น หลายประเทศในยุโรป รวมทั้งสหรัฐฯเอง ก็มีการตัดสินใจต่อการดำเนินการ ต่อสงครามอย่างสองมาตรฐาน
“การที่รัฐออกกฎหมาย ในการจำกัดการแสดงออกซึ่งสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความเห็น ในการแสดงความเห็นอกเห็นใจให้กับชาวปาเลสไตน์ อย่างเช่น รัฐบาลออสเตรีย ฝรั่งเศส เยอรมัน ฮังการี โปแลนด์ และสวิตเซอร์แลนด์ เปิดออกกฎระเบียบที่จะทำให้การประท้วงเพื่อสนับสนุนปาเลสไตน์นั้น เป็นไปได้ยาก โดยอ้างว่าจะกระทบกระเทือนความมั่นคงระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นการใช้กฎหมายอย่าง 2 มาตรฐาน“ น.ส.พุทธณีชี้

น.ส.พุทธณีกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ระบบระหว่างประเทศของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ พบว่าในปีที่ผ่านมา ก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยประเด็นหลักคือ ‘อำนาจในการวีโต้’ ยับยั้งของ 5 ประเทศสมาชิกถาวร ทั้งอิสราเอล และอีกหลายประเทศ เช่น การขอให้มีการหยุดยิงที่ฉนวนกาซา ก็ถูกวีโต้ โดยสหรัฐฯ เป็นต้น ทำให้กระบวนการของคณะมนตรีฯ จึงยังทำได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ รรมถึงการเลือกปฏิบัติ คือ เลือกหรือไม่เลือกตรวจสอบบางประเทศด้วย
ประเด็นที่ 3 ‘การตอบโต้กับความยุติธรรมทางเพศ‘ ซึ่งมีทั้งทางบวกและทางลบ อย่าง สิทธิอนามัยเจริญพันธุ์ เช่น 15 รัฐในอเมริกา มีการออกกฎหมายไม่ขออนุญาตให้ทำแท้ง มีข้อจำกัดที่ทำได้อย่างยากลำบาก, โปแลนด์ มีสุภาพสตรีเสียชีวิตจากการทำแท้งเป็นจำนวนมาก, อัฟกานิสถาน ออกกฎหมายไม่ให้เด็กผู้หญิงเข้าเรียนสูงกว่าชั้นประถมศึกษา ปราบปรามสตรีที่ไม่คลุมผ้าฮีญาบ, ฝรั่งเศส เพิ่มมาตรการจำกัดการสวมใส่ฮีญาบ ทางมุสลิม
“เรื่องความรุนแรงทางเพศ มีพัฒนาการในการบวก ในทางกฎหมาย เช่นญี่ปุ่น มาซิโดเนียเหนือ สวิตเซอร์แลนด์ อุซเบกิสถาน พัฒนาการด้านการคุ้มครองทางกฎหมาย ในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและรุนแรงทางเพศ” น.ส.พุทธณีเผย
น.ส.พุทธณีกล่าวต่อว่า ในส่วนของประเด็น ‘ผู้มีความหลากหลายทางเพศ‘ ประเทศที่ก้าวหน้า ได้แก่ เม็กซิโก ลัตเวีย ไต้หวัน โบลิเวีย ฟินแลนด์ เยอรมนี และสเปน ที่เริ่มมีการออกกฎหมายคุ้มครอง
“อย่างไรก็ดี เราพบว่าในอีก 62 ประเทศ ยังมีกฎหมายปราบปราม ลิดรอนสิทธิของผู้มีความหลากหลายทางเพศ” น.ส.พุทธณีกล่าว และว่า

ประเด็นที่ 4 ‘ผลกระทบต่อวิกฤตเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ‘ ซึ่งพบว่า มีแค่ 12 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ใน 140 ประเทศ ที่ดำเนินหน้าสู่เป้าหมายความยั่งยืน SDGs และยังพบว่าในปัจจุบันมีประชากรกว่า 575 ล้านคน ที่ยังอยู่ภายใต้ความยากจน อยู่ต่ำกว่าเส้นระดับความยากจน โดย 60% ของประเทศทั่วโลกก็มีความเสี่ยง ตกเข้าไปอยู่ในกลุ่มประเทศที่เป็นหนี้ นอกจากนั้น 93% ของประชากรในฉนวนกาซา ยังอยู่ในภาวะอดอยาก
“ประเด็นในปีที่ผ่านมา มีการจัดประชุมเรื่อง COP28 เรื่องลดการใช้พลังงาน ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ แต่ก็เป็นประเด็นร้อนแรง เพราะว่าเอมิเรตส์เองก็มีประธานของบริษัทที่ใช้พลังงานฟอสซิลเข้าไปมีส่วนร่วมในการประชุมด้วย”
“จากที่มีการถกเถียงในปีที่แล้ว รวมถึงวิกฤตเศรษฐกิจ ส่งผลต่อประชากรชายขอบ พายุไซโคลนในเมียนมา กระทบชาวโรฮีนจา ต้องย้ายถิ่นฐาน เป็นต้น นอกจากนั้นกลุ่มชาติพันธุ์ในประเทศอื่นๆ ยังได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเศรษฐกิจโลกด้ว”
“นอกจากนั้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังส่งผลต่อการทำงานของนักปกป้องสิทธิ ที่พบว่าในหลายประเทศ อย่าง อียิปต์ เกาหลีใต้ อัฟริกาตะวันตก และอัฟริกากลาง ถูกคุกคามข่มขู่ในการทำงานประเด็นสิ่งแวดล้อมโลก อาทิ จีน คิวบา ฮังการี อินเดีย ปากีสถาน ฯลฯ รวมถึงในสหราชอาณาจักร”

ประเด็นที่ 5 ‘ภัยคุกคามจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ และ เอไอ‘ ในการสอดแนม หรือ ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของประชาชน รวมถึงภัยต่อการลดใช้โปรแกรม
เช่น อิสราเอล ใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้า, เซอร์เบีย ใช้แพลตฟอร์มใหม่ ๆ ที่ทำให้คนชายขอบ ประชากรกลุ่มน้อย ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการของรัฐบาลและสังคมได้ รวมถึงการใช้ สปายแวร์ ที่ประเทศผู้ขาย ก็ยังขายไปทั่วโลก ซึ่งประเทศที่ใช้และมีผลกระทบปีที่ผ่านมา เช่น อาร์เมเนีย โดมินิกัน อินเดีย เซอร์เบีย รวมถึงไทย เป็นต้น
“สุดท้าย ผลกระทบจาก Big tech เช่น เฟซบุ๊กเมตา ติ๊กต่อก หรือ X ซึ่งเราพบว่าคอนเทนต์ในติ๊กต็อก ก่อให้เกิดการเสพติด และส่งผลกระทบต่อเยาวชน ก่อให้เกิดสถานการณ์ซึมเศร้าและฆ่าตัวตาย ซึ่งเรื่องการใช้ X เช่น มีประเด็นต่อต้านผู้มีความหลากหลาย เป็นต้น”
“ในปีที่ผ่านมา EU ได้สอบสวนกานใช้แพลตฟอร์มเมตา พบว่า มีความเป็นไปได้ในการใช้สอดแนมความเป็นส่วนตัวของประชาชน นอกจากนั้น ประเทศบางส่วน ยังใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างการแบ่งแยกชนกลุ่มน้อย เช่น การบอกเล่าถึงคนที่ประสบความสำเร็จ อัลกอริทึม ก็จะออกมาเป็นคนผิวขาว”
“สุดท้าย สหภาพยุโรป มีความคืบหน้าได้บรรลุกฎหมายเกี่ยวกับปัญญาประเดิษฐ์ แต่ยังไม่เข้มแข็งมากพอจะปกป้องประชาชนในด้านการใช้งาน” น.ส.พุทธณีระบุ

