หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการที่มีต่อการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 200 คน จาก 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งที่มา ส.ว.มาจากการเลือกกันเองของผู้สมัคร ตามรัฐธรรมนูญ 2560 และการควาดหวังถึงการทำหน้าที่ของ ส.ว.ชุดใหม่
เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เราต้องเริ่มมาดูกันก่อนว่าเจตนารมณ์ของการมีสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มันคืออะไร เพราะจากกรณีของประเทศไทยเป็นกลุ่มประเทศที่เรามีสภาคู่ ซึ่ง ส.ว.ก็มีบทบาทหลักของการออกกฎหมาย ในแง่ของการตรวจสอบตัวกฎหมายอีกขั้นหนึ่ง หลังจากที่ตัวสภาผู้แทนราษฎรได้จัดทำร่างกฎหมายเสนอขึ้นมา
ด้วยกระบวนการเหล่านี้เราจึงคาดหวังว่า ส.ว.จะต้องมีคุณสมบัติที่แตกต่างจากการเป็นสมาชิกผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ออกแบบให้ประชาชนเลือกตั้งส.ว.โดยตรงแบบปี 2540 แล้ว แต่ว่าการเลือก ส.ว.ชุดนี้มีกระบวนการที่มันมีความซับซ้อนมากกว่า คือพยายามที่จะแบ่งกลุ่มอาชีพ และมีการเลือกคัดสรรกันเองภายใน
การเลือก ส.ว.ครั้งนี้จะทำให้เรามี ส.ว.ที่ผ่านกระบวนการซับซ้อนมากกว่า เมื่อเทียบกับการได้ ส.ว.ชุดที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ และความซับซ้อนที่ว่ามันกลายเป็นความยุ่งยาก ซึ่งประเทศอื่นเขาก็ไม่ได้จะทำให้มันมีลักษณะที่ซับซ้อนขนาดนี้ แล้วมันจะทำให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนว่า สุดท้ายแล้ว ส.ว.ของประชาชนที่ได้มาผ่านกระบวนการอย่างไรมาบ้าง รวมถึงคุณสมบัติของคนที่เข้ามาเป็น ส.ว.จะต้องเป็นอย่างไรกันแน่
ปัญหาเรื่องของการเลือก ส.ว.ครั้งไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเจตนารมณ์ของการได้ ส.ว.เพียงอย่างเดียว แต่ปัญหาด้านเทคนิคที่มีความยุ่งยากของกระบวนการอีกด้วย ซึ่งถ้าหากเรามองเป้าหมายสุดท้ายเมื่อเราได้มาแล้ว ในฐานะประชาชนเราก็คงคาดหวังถึงความสามารถของ ส.ว.ต่อการที่จะทำหน้าที่ในการคัดกรองกฎหมาย และทำให้ประเทศนี้พัฒนาไปในทางที่ควรจะเป็นได้
ดังนั้น ส.ว.ก็ควรจะเป็นผู้ส่งเสริมและพัฒนาประเทศด้วย ไม่ใช่เป็นผู้ฉุดรั้งประเทศไม่ให้พัฒนา มันจึงทำให้ความคาดหวังในการเลือก ส.ว.ครั้งนี้มันมากกว่าการได้มาของ ส.ว.ครั้งก่อนที่ผ่านมา อย่างกรณีหลังรัฐประหารปี 2557 ส.ว.ก็มาจากการแต่งตั้งจากคณะรัฐประหาร พอหมดวาระของชุดนี้ลง กระบวนการตรงนี้มันก็ควรจะสามารถแก้ปัญหาที่มาจาก ส.ว.แต่งตั้งชุดเดิมได้
เราก็ต้องมามองกันว่าจะทำอย่างไรให้คนมาลงสมัคร ส.ว.มาจากความหลากหลายได้แท้จริง ตรงนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เราต้องพยายามทำให้มันเกิดขึ้น เพื่อทำให้อำนาจที่มันมีอยู่เยอะมากในมือ ส.ว.มันสามารถทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนได้
ทั้งนี้ การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ตามหลักการแล้วมันดูดีที่จะมุ่งหาคนที่มีความรู้ ความสามารถ หาคนที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาชีพต่างๆ มามีส่วนเลือกกันเอง แต่ปัญหาคือเราต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกลุ่มด้วย เพราะคนแต่ละคนมีต้นทุนที่แตกต่างกัน มีชื่อเสียงที่แตกต่างกัน หมายความว่า กระบวนการมันอาจจะดูดี มีการคัดสรรกันจากภายในของคนที่เชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง
แต่ท้ายที่สุดแล้วเราคงไม่สามารถจัดการสิ่งที่เรียกว่าความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกลุ่มได้อย่างแท้จริง ซึ่งเราอาจจะได้เห็นคนหน้าเดิม ที่เป็นที่รู้จัก มีหน้ามีตาในสังคมกันอยู่แล้ว ได้เข้ามาจากกระบวนการที่ยุ่งยากนี้ และไม่ได้การันตีว่าเขารู้เรื่องนั้นจริง เพียงแต่เขาเป็นคนที่รู้จักและมีอำนาจที่คนจำเขาได้ ก็อาจจะเป็นผู้ที่ถูกเลือกได้มากกว่า
ส่วนเรื่องค่าลงสมัคร 2,500 บาท มันไม่ควรมี มันไม่ใช่ว่าแพงหรือไม่แพง เพราะการที่คนจะเข้ามามีอำนาจส่วนหนึ่งของรัฐสภา คุณต้องยึดโยงกับประชาชน หมายความว่า มันต้องไม่มีอุปสรรคอะไรมากีดกั้นคน ต้องเปิดช่องให้คนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด
สมมุติเรากำหนดเกณฑ์คัดคนเข้าสมัครว่าคุณต้องมีเงิน 2,500 บาท นั่นหมายความว่าคุณจะต้องตัดคนอีกจำนวนหนึ่งออกไป คนที่เขาอยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการนี้ก็จะไม่สามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้ด้วยเกณฑ์นี้ หรือเงินจำนวนนี้อาจจะถูกมองว่าเป็นเงินจำนวนน้อยสำหรับคนมีชื่อเสียง แต่มันก็ไม่ควรมีอะไรที่เป็นลักษณะนี้ มันจึงเป็นปัญหาของกระบวนการที่เราต้องตั้งคำถามว่ามันควรมีเกณฑ์นี้หรือเปล่า
อีกทั้งหน้าที่ของ ส.ว.ในระบบรัฐสภามันเป็นหน้าที่สำคัญมาก ถ้าเราเลือกที่จะมีสภาคู่แบบนี้ ซึ่งตัวคนที่เข้าไปจะได้อำนาจในการตัดสินใจหลายเรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องของการคัดกรองกฎหมาย มันรวมไปถึงการมีส่วนร่วมในการกำหนดชะตาประเทศ ผ่านการคัดเลือกผู้นำองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นอำนาจที่สำคัญ
จากช่วงที่ผ่านมาเราเห็นมาแล้วว่ามันกลายเป็นเหมือนกับการสร้างเครือข่ายของผู้มีอำนาจเดิม ที่สามารถกำหนดคนเข้ามามีบทบาท ตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจรัฐฝ่ายบริหารได้ หมายความว่า ถ้าคุณไม่สามารถมีกระบวนการเลือก ส.ว.ที่แก้ปัญหานี้ได้มันก็จะวนอยู่ในวังวนเดิม เพียงแค่มันยาก สลับซับซ้อนกว่าเดิม มีปัญหามากกว่าเดิม และคุณไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการมี ส.ว.ได้
ยกตัวอย่าง การตั้งองค์กรอิสระที่ ส.ว.มีส่วนในกระบวนการเลือกมาด้วย ก็อาจจะนำมาสู่ปัญหาเหมือนกับช่วงที่ผ่านมา เราเห็นแล้วว่าคนก็จะโยงกันถึงแหล่งที่มาองค์กรอิสระ จนมาถึงตัว ส.ว.ที่มีการแต่งตั้งเข้ามา มันก็จะเป็นเหมือนการเกาหลังให้กัน ผลัดเปลี่ยนเอื้อประโยชน์ให้กันและกัน มันเป็นปัญหาที่คิดว่าสังคมไทยยังไม่สามารถที่จะหลุดออกจากวังวนนี้ได้
ดังนั้น การเลือก ส.ว.ชุดนี้เราควรจะตั้งโจทย์ที่จะต้องมาแก้ปัญหาตรงนี้ให้ได้
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การเลือก ส.ว.ในครั้งนี้เป็นการเลือกจากรัฐธรรมนูญปี’60 แต่เป็นการเลือกตั้งจำแลงที่ไม่เป็นประชาธิปไตย แม้กำหนด 20 กลุ่มอาชีพมาลงสมัคร ส.ว. แต่กลไกการได้มาของ ส.ว.มีลักษณะสำคัญ 3 ประเด็นที่ขัดหลักการประชาธิปไตย ทั้งที่รัฐธรรมนูญอ้างว่าเป็นประชาธิปไตย มีการเลือกตั้ง อันดับแรกคือการออกแบบที่ซับซ้อนเกินไป ไปปิดกั้นประชาชนไม่ให้มีส่วนร่วมทางการเมืองทั้งที่ควรจะต้องส่งเสริมให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมเยอะๆ รวมทั้งปิดกั้นเชิญชวนให้ประชาชนมีส่วนร่วมอีกด้วย ความเป็นจริงหากต้องการส่งเสริมประชาธิปไตยต้องให้ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ได้มีโอกาสลงสมัคร ส.ว. พร้อมเชิญชวนให้คนไปลงสมัครให้มากที่สุด
ประการต่อมาขัดกับหลักสิทธิเสรีภาพเป็นหลักการสำคัญของประชาธิปไตย เพราะกติกาในการเลือก ส.ว. เมื่อผู้สนใจจะไปลงสมัครจะต้องมีการรับรองก่อนในสาขาอาชีพนั้นๆ อาทิ กลุ่มสื่อมวลชน จะต้องมีผู้รับรองว่าเป็นสื่อมวลชน ขัดกับหลักการสิทธิเสรีภาพที่มีสิทธิจะลงแต่ต้องให้อีกคนหนึ่งมารับรอง สุดท้ายขัดกับหลักความเสมอภาคและโอกาสของประชาชน เพราะคนที่จะลง ส.ว.ได้จะต้องมีกำลังทรัพย์อย่างน้อย 2,500 บาท อาจจะไม่เยอะกับประชาชนกลุ่มหนึ่ง แต่อาจจะเยอะกับประชาชนหลายกลุ่มอาชีพ กำหนดให้เลือกในกลุ่มแต่ละอำเภอ เลือกไขว้ในอำเภอ เลือกระดับจังหวัด เลือกไขว้ระดับจังหวัด หลังจากนั้นเลือกระดับประเทศ มองแล้วซับซ้อนเกินไป การเลือกตั้ง ส.ว.แบบนี้ทำให้ประชาชนเลือกที่จะถอยออกมา คนที่มีโอกาสจะได้รับการเลือกเป็น ส.ว.จะมีบุคคลเพียง 3 จำพวกคือ 1.คนที่มีเงิน 2.คนที่มีเครือข่าย และ 3.คนที่มีชื่อเสียง
หากให้มองว่าการเลือก ส.ว.ครั้งนี้จะไม่มีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง หากเป็นระดับบุคคลจะไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง แต่กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง ที่มีโอกาสควบคุมเสียง ส.ว.ได้จำเป็นจะต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง แม้ไม่มีโอกาสเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ยังมีหน้าที่เลือกสรรองค์กรอิสระ คิดว่ามีความสำคัญมาก ทำให้จำเป็นจะต้องเข้ามาแทรกแซง จะต้องผลักดันให้มี ส.ว.เป็นของตนเอง เพื่อปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญ
การสมัคร ส.ว.ในครั้งนี้ได้กำหนดคุณสมบัติต่างๆ ทั้งคุณวุฒิ วัยวุฒิ ประสบการณ์ถือว่าโอเค แต่การทำให้มีความซับซ้อนถึงการได้มาของ ส.ว.มีวาระซ่อนเร้น ไปจำกัดการมีส่วนร่วมของประชาชนและไม่เป็นธรรม ประชาชนขาดโอกาสในการเรียนรู้การเลือกตั้งบนฐานสาขาอาชีพ อาทิ พี่น้องชาวไร่ชาวนาถือว่าเยอะที่สุด ควรมี ส.ว.มากกว่ากลุ่มอาชีพอื่นๆ ถือว่าจะเป็นประชาธิปไตยมากกว่า แต่ในความเป็นจริงผู้มีสิทธิอันดับแรกต้องซื้อสิทธิของตัวเองก่อน 2,500 บาท ส่วนช่วงนี้อาชีพครูสนใจมากที่จะเป็น ส.ว.มองว่าผู้ที่ลงสมัครจะเป็นครูที่มีเงิน มีเครือข่าย และครูที่มีชื่อเสียงจะได้เปรียบ
กรณีหากเป็น ส.ว.ภาคประชาชนเชื่อว่า ส.ว.เหล่านั้นมองออกว่าควรจะคัดเลือกบุคคลมีคุณสมบัติ มีอุดมการณ์ในการทำหน้าที่องค์กรอิสระ เพื่อช่วยกันกลั่นกรองตรวจสอบกลไกการทำงานของรัฐบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนการเลือกองค์กรอิสระมาจำนวนหนึ่ง แล้วให้ ส.ว.รับรองผมว่าไม่เป็นธรรม กลไกการเลือกองค์กรอิสระต้องมีความโปร่งใสมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่ให้คนไม่กี่คนมากลั่นกรองแล้วเสนอ ส.ว.ให้รับรอง
ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระต้องมีการเผยแพร่คุณสมบัติให้ประชาชนได้รับรู้ รับฟังความคิดเห็นจากประชาชน จนพบว่าไม่มีข้อด่างพร้อย ไม่คอร์รัปชั่น จนสังคมเชื่อว่าเป็นคนมีความรู้ ความสามารถ โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำงานเพื่อประโยชน์ของชาติ มากกว่าทำงานเพื่อประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่ง เพราะผู้ที่เข้าไปทำงานกินเงินภาษีของประชาชน ที่สำคัญต้องไม่ใช่ผู้ที่แอบไปพบนายพลคนหนึ่ง แล้วไปกราบเท้าเพื่อขอเป็นองค์กรอิสระ
ความคาดหวัง ส.ว.ชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้น ผมยังมีความหวัง ส.ว.ที่มาจากประชาชน เพราะว่าดูแล้วกระแสประชาชนผิดหวังกับ ส.ว.ชุดปัจจุบัน ผิดหวังกับองค์กรอิสระที่ทำงานแบบไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนจึงตื่นตัวอยากได้ ส.ว.ที่เป็นตัวแทนจากประชาชน อย่างน้อยจะได้องค์กรอิสระที่ประชาชนหวังใจได้ ออกกฎหมายที่เป็นธรรมกับประชาชน ผมมองว่าที่ผ่านมาทั้ง ส.ว.และองค์กรอิสระแย่มาก หากมีการตื่นตัวในการสมัคร ส.ว.ก็จะได้ ส.ว.ที่มีคุณภาพ จะส่งผลทำให้อำนาจเก่าหมดหวังที่จะใช้ฐานนี้เพื่อเลือกองค์กรอิสระในการรักษาฐานอำนาจของตัวเอง
ในการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ยังมองว่าตลกมาก คนที่มีความรู้ ความสามารถ คนที่หวังดีต่อชาติบ้านเมือง ควรที่จะได้รับการสนับสนุนเป็น ส.ว. แต่ถ้าใครไปส่งเสริม ส.ว.คนใดคนหนึ่งถือว่าผิดกฎหมาย ส่วนความคาดหวังของผมเกี่ยวกับ ส.ว.อันดับแรกถ้ามีปัญหามากก็ไม่ต้องมี เพราะ ส.ว.ที่ผ่านมาถูกรับใช้ให้กับคนบางคนมากเกินไป ไม่จำเป็นต้องมี ถ้าจำเป็นต้องมีก็ควรเลือกจากฐานสาขาอาชีพตามสัดส่วน สมมุติว่าฐานประชาชนคนไทยชาวไร่ชาวนามากที่สุด ควรมีสัดส่วน ส.ว.มากที่สุด และให้มีการเลือกตั้งโดยตรงผ่านสาขาอาชีพของแต่ละคน จะดีกว่าการเลือกตั้ง ส.ว.หรือ ส.ส.ด้วยซ้ำไป เพราะไม่ใช้เขตจังหวัด แต่ใช้ฐานสาขาอาชีพ ทุกคนรู้ว่าคนในแต่ละฐานสาขาอาชีพมีประวัติความเป็นมาดี ควรจะให้การสนับสนุนหรือไม่
อย่างไรก็ตาม การเลือก ส.ว.ครั้งนี้ขัดกับหลักการความเสมอภาคและโอกาสของประชาชน เพราะใช้ 2,500 บาทเป็นตัวกำหนด สุดท้ายแล้วไปเหลือ 10 คนในแต่ละสาขาอาชีพ ซึ่งไม่เป็นธรรม ทั้งที่ชาวไร่ชาวนามีจำนวนมาก ควรจะมีสัดส่วน ส.ว.มากที่สุด แต่สุดท้ายไปเอา 10 คนของแต่ละสาขาอาชีพ ทำให้มองว่ามีวาระซ่อนเร้น

