เอกชนลุ้นขุนคลังใหม่ ฟื้นศก. โชว์กระตุ้นกำลังซื้อ-แก้หนี้
เมื่อวันที่ 29 เมษายน นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) กล่าวว่า ดูรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ เป็นชุดใหม่แต่หน้าเดิม เพราะผู้เข้ารับตำแหน่งเป็นหน้าเดิมๆ เพราะเป็นนักการเมืองเก่า จึงเข้ารับตำแหน่งในกระทรวงต่างๆ ได้ เช่น นายสมศักดิ์ เทพสุทิน เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์ ขณะที่นายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีประสบการณ์เคยดูกระทรวงแรงงาน เป็นนักการเมืองที่ทำธุรกิจที่เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจ จะสามารถเข้ามาช่วยกระทรวงพาณิชย์ได้เป็นอย่างดี
“ฝาก ครม.ใหม่ดูเรื่องบริหารจัดการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วย เพราะขณะนี้ภาวะเศรษฐกิจซึมตัว ต้องประคองและกระตุ้น จะรอดูผลงานรัฐบาลว่าจะทำอย่างไร ในการแก้ปัญหาประชาชน กลุ่มคนและธุรกิจที่เปราะบาง สภาพคล่องการแก้หนี้และกำลังซื้อ” นายธนิตกล่าว
นายธนิตกล่าวว่า การแต่งตั้งนายพิชัย ชุณหวชิร รับตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถ้าไม่พูดถึงอายุ 75 ปีว่าอาจจะมากไปหรือไม่ เท่าที่ดูนายพิชัย มีประสบการณ์ จบการศึกษาด้านบัญชี ตอบโจทย์การนั่งกระทรวงการคลังที่ต้องรู้เรื่องหลักการบัญชี อีกทั้งมีการศึกษาในต่างประเทศ จึงสื่อสารด้านภาษาได้ดี ยังมีประสบการณ์ทำงานที่ผ่านการเป็นประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รวมถึงตำแหน่งกรรมการในบริษัทชั้นนำของประเทศไทยหลายแห่ง มองว่าจะทราบปัญหาเศรษฐกิจได้ดี แต่ต้องรอผลงานว่าจะนำประสบการณ์ มาเชื่อมโยงดูแลเศรษฐกิจระดับมหภาคอย่างไร
นายอิสระ บุญยัง กรรมการผู้จัดการบริษัท กานดา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด และประธานคณะกรรมการอสังหาริมทรัพย์ออกแบบและก่อสร้าง สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ดูจากทีมเศรษฐกิจ ครม.ชุดใหม่ ถึงหน้าตาจะไม่ต่างจากชุดเดิมมากนัก แต่โดยรวมก็มีความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นในระดับหนึ่งจะขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนใหม่นั่งควบรองนายกรัฐมนตรีด้วย ถือว่ามีประสบการณ์บริหารงานในองค์กรขนาดใหญ่มาก่อน เชื่อจะสามารถบริหารนโยบายการคลังได้ดี ที่สำคัญคือกระทรวงการคลังมีรัฐมนตรีที่เข้ามาขับเคลื่อนนโยบายอย่างจริงจังแล้ว จากเดิมนายกรัฐมนตรีที่ควบสองตำแหน่ง อาจจะทำให้ไม่คล่องตัว
“สิ่งที่คาดหวังจาก ครม.ใหม่ คือ เร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจในประเทศ ยังมีระหว่างประเทศด้วย โดยเร่งด่วน คือ 1.การใช้งบประมาณปี 2567 2.เร่งเปิดใช้โครงข่ายคมนาคมที่รัฐลงทุนไปจำนวนมาก 3.เร่งโครงการในอีอีซีจะสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนไทยและต่างชาติ เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมที่นั่งควบรองนายกรัฐมนตรี จะขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ให้โครงการเดินหน้าได้” นายอิสระกล่าว
นายอิสระกล่าวว่า นอกจากนี้คาดหวังว่าใน 6 เดือนจากนี้ ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะพิจารณาปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก หลังจากนายกรัฐมนตรีเดินหน้าผ่านธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐให้การตอบรับปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) ลงอีก 0.25% ต่อปี ระยะเวลา 6 เดือน แม้จะเป็นการช่วยเหลือลูกค้ารายย่อย และลูกค้ากลุ่มเปราะบางก็ตาม กลุ่มเอสเอ็มอีถือว่าเป็นกลุ่มสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ต้องชมนายกรัฐมนตรีสามารถบริหารจัดการออกมาได้ แม้จะไม่ใช่การลดดอกเบี้ยนโยบายก็ตาม

