จักรพันธุ์ ยมจินดา โชว์จุดยืนชิง ส.ว.

1.05.24 | 12:18 น.

จักรพันธุ์ ยมจินดา
โชว์จุดยืนชิง ส.ว.

หมายเหตุ – นายจักรพันธุ์ ยมจินดา อดีตนักการเมืองและอดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ให้สัมภาษณ์พิเศษ ‘มติชน’ ถึงจุดยืนและแนวคิดการลงสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ชุดใหม่ 200 คน

การตัดสินใจลงสมัคร สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ครั้งนี้ มีหลายปัจจัยด้วยกัน ประการแรก ตัวเองไม่หันกลับไปเล่นการเมืองในระบบพรรคการเมืองอีกแล้ว เพราะได้เห็นอะไรมาเยอะ ส่วนตัวคิดว่าเรามีความสามารถ และมีความคุ้นเคยในงานของสภาอย่างดี ถ้าจะทำงานให้บ้านเมืองในตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา ก็จะสามารถทำได้ดีและทำได้หมดทุกอย่าง คิดว่าเมื่อมันมีโอกาสแล้วจึงอยากจะลงสมัคร

อีกอย่างหนึ่ง คือ ได้เห็นวิธีการคัดเลือกในคราวนี้ คงไม่เคยเห็นที่ไหนในโลกที่มันเป็นแบบนี้ ก็อยากจะดูว่า มันคัดแบบนี้ แล้วจะเป็นอย่างไร เพราะมีกระแสข่าวว่าจะมีการล็อกโหวต หรืออะไรต่างๆ แบบนี้ มันก็เป็นการกระทำแบบทุจริต แล้วถ้าเราไม่เข้าไปอยู่ในกระบวนการคัดเลือก มันก็จะไม่มีโอกาสได้เห็นว่า มันมีการล็อกโหวตกันเกิดขึ้น จริงหรือเปล่า

ส่วนตัวแล้วไม่เชื่อว่ามันจะทำได้ คิดว่าสมาชิกวุฒิสภาไม่ได้เกี่ยวข้องมากมายกับพรรคการเมืองนัก เพราะว่าสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญใหม่ จะมีอำนาจหน้าที่อยู่ในวงจำกัดค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของการไปเลือกนายกรัฐมนตรี ก็ไม่มีโอกาสที่จะไปทำได้อยู่แล้ว หรือโอกาสในการเข้าไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็มีน้อยมากแค่ 1 ใน 3

Advertisement

ฉะนั้นสมาชิกวุฒิสภาคราวนี้จึงมีบทบาทที่ค่อนข้างจำกัดมาก ผมจึงไม่เชื่อว่าจะมีการล็อกโหวต พรรคการเมืองจะอาศัยวุฒิสภาไปทำอะไร ตรงนี้ผมมีความเชื่อว่าสมาชิกวุฒิสภารุ่นใหม่ที่จะเกิดขึ้น ไม่มีประโยชน์อะไรกับพรรคการเมืองสักเท่าไหร่ โอเค อาจจะยับยั้งกฎหมายได้บ้าง แต่ถึงท้ายที่สุดแล้วถ้าสภาผู้แทนราษฎรยืนยัน ทุกสิ่งก็ไม่สามารถที่จะยับยั้งได้

หากวุฒิสภาจะเลือกองค์กรอิสระ ก็เป็นแค่เหมือนตราประทับ เพราะวุฒิสภาไม่ได้เป็นคณะกรรมการสรรหา เพราะฉะนั้นคณะกรรมการเป็นคนสรรหาองค์กรอิสระมา แล้วให้วุฒิสภารับรอง ถ้าไม่รับรองคนไหน ก็ไปสรรหามาใหม่ หรือสมาชิกวุฒิสภาจะไปแก้เรื่องคณะกรรมการสรรหา ก็เป็นเรื่องที่ยากเพราะยังต้องอาศัยสภาผู้แทนราษฎร

ทั้งนี้ พอเห็นระเบียบการเปิดรับสมัครสมาชิกวุฒิสภา ก็ตัดสินใจลงทันที ลงในนามของกลุ่มอาชีพสื่อสารมวลชน ซึ่งตัวเองเคยทำงานอยู่นานมาก แล้วก็คิดว่าจะไปลงสมัครที่บ้านเกิด อ.เมือง จ.ระยอง แล้วก็ไต่ขึ้นมา ไล่มาระดับจังหวัดแต่ละขั้น จนมาถึงในระดับประเทศ อยากเห็นตรงนี้เหมือนกันว่า การเลือกแบบนี้ ทั้งเลือกในกลุ่มวิชาชีพเดียวกัน เลือกไขว้ จับสลากกับกลุ่มอื่นอีก มันจะเป็นอย่างไร

สำหรับความท้าทายการลงสนามรอบนี้แล้ว ผมได้ถามใครหลายคนที่เขามีแนวโน้มที่จะไปสมัครเป็นสมาชิกวุฒิสภา แต่ละคนเขาก็ไม่ค่อยมีใครสนใจ ยิ่งคุยด้วยหลายคน เขาก็ไม่เข้าใจเรื่องวิธีการเลือกตั้งแบบนี้ ก็เลยคิดว่าคนที่จะผ่านเข้ามาสมัครคงไม่เยอะ หรือบางทีถามใคร เขาก็บอกว่าไม่อยากยุ่งยากยื่นบัญชีทรัพย์สิน ตรงนี้ก็เยอะ

ส่วนจุดยืนของเราที่มีประสบการณ์ทำงานเป็นผู้แทนราษฎรมา ชาวบ้านเขาก็พูดกับเราว่า มันเหมือนเข้าไปเป็นผู้แทนของสื่อมวลชน คือ ทำงานให้กับสื่อมวลชนมากกว่าชาวบ้าน ทั้งที่ตามจริงแล้วเราชอบทำงานให้ชาวบ้านมากกว่า แต่สิ่งที่เราทำงานให้กับสื่อมวลชน คือ การเสนอแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ ซึ่งเป็นกฎหมายของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน สมัย พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ ที่มีการจำกัดเสรีภาพการนำเสนอข่าวสารในวิทยุและโทรทัศน์

สิ่งที่เราเคยยกเลิกไปแล้ว มันก็ไม่ได้ทำให้สื่อสารมวลชน มีเสรีภาพมากขึ้นสักเท่าไหร่ พอถึงเวลาปฏิวัติขึ้นมา เขาก็ไปจำกัดเสรีภาพของสื่อสารมวลชนอีก เคยคิดว่าถ้ามี กสทช.ก็จะเป็นที่พึ่งได้ กลับพึ่งไม่ได้อีก พอปฏิวัติขึ้นมาเขาก็คุมอยู่หมดทุกอย่าง เพราะฉะนั้นต้องมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้สื่อสารมวลชนมีเสรีภาพอย่างแท้จริง

ส่วนเรื่องกติกาที่มีความซับซ้อนมากนั้น เราไม่ค่อยมีความวิตกกังวลกับเรื่องนี้ เพราะว่าเรื่องการห้ามหาเสียง เพราะประชาชนไม่มีสิทธิเลือก ก็ไม่รู้จะไปหาเสียงกับใคร มีแต่ข้อเขียนแนะนำตัวได้ 5 บรรทัด ก็ไม่เป็นไร 5 บรรทัดก็ 5 บรรทัด

ผู้สมัครด้วยกัน เขาก็คงต้องดูแลกันเอง ไม่ให้มีการกระทำอะไรก็ตาม ที่จะสื่อให้เกิดการทุจริต มันป้องกันตัวของมันเองอยู่แล้ว เราจึงไม่ค่อยกังวลมาก อย่างที่บอกว่าผู้สมัครแต่ละกลุ่มเขาก็ต้องช่วยกันสอดส่อง หรือ เรื่องการล็อกโหวต เราคิดว่ามันทำได้ เพราะเห็นบางพรรคการเมืองที่ไปพูดที่นู้นที่นี่ หรือบางองค์กรที่พยายามจัดสัมมนา ซึ่งเป็นเหมือนกับการทำความรู้จักพวกเดียวกัน

เคยมีคนมาชวนเราเหมือนกันว่าให้ไปเข้าอบรม แต่เราไม่ไป เพราะเราเห็นว่าสิ่งนี้มันไม่ถูกต้อง มันอาจจะผิดกฎหมายได้ เราก็ไม่ไปเข้าร่วมของบางสถาบันที่เขาโทรมาชวน เพราะถ้าจะได้เป็น ส.ว.ต้องได้เป็นด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมมันจะดีกว่า

ด้านความพร้อมเราเตรียมตัวมาเป็นปี โดยที่ไม่ไปร่วมงานกับพักการเมืองใดเลย เพราะเราเห็นรัฐธรรมนูญตรงนี้ แล้วก็ตั้งใจกับเรื่องนี้มาเป็นปีแล้ว ว่าจะลงสมัคร ส.ว. จึงไม่ไปงานสังสรรค์กับพรรคการเมืองเลย เพราะรู้ว่าข้อ 1 ห้ามผู้สมัครคลุกคลีการเมืองแล้วไปลงสมัคร รวมถึงเราก็ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดนานแล้ว ไม่ต่ำกว่า 4-5 ปี

ฉะนั้น จึงรู้สึกว่าตัวเองปลอดจากการเมืองพอสมควร เมื่อก่อนเราอาจจะเคยไปเล่นกอล์ฟกับผู้หลักผู้ใหญ่ของพรรคการเมือง พรรคนั้นบ้าง พรรคนี้บ้าง แต่ตอนนี้ก็หยุดมาเป็นปีแล้ว ก็จะไม่ยุ่งกับพวกเขาเพื่อที่จะลงสมัคร ส.ว.

ตอนนี้มีบางองค์กรที่พยายามจะไปอธิบายให้ประชาชนไปลงสมัคร ส.ว. ซึ่งเราคิดว่าไม่ถูกที่พยายามมีบางองค์กรทำอยู่ขณะนี้ เพราะถึงเวลาเอาเข้าจริงแล้ว กกต.ก็จับตาดูนะ ซึ่งเราคิดว่าการได้รับเลือกมาจากความบริสุทธิ์ยุติธรรมดีกว่า ไม่ได้มันก็คือไม่ได้ แค่ลงทุนไป 2,500 บาท เพื่อที่จะได้โหวตเลือก ส.ว. ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไรหรอก

ผมอยากให้ประชาชนได้เรียนรู้จากการเลือก ส.ว.ครั้งนี้ เรียนรู้จากกติกาต่างๆ ด้วยตัวเองดีกว่า แล้วถ้าคิดว่าตัวเองมีประโยชน์ต่อบ้านเมืองก็ไปลงสมัคร ถ้ามันไม่ได้ อย่างน้อยก็มีโอกาสได้ไปเลือกด้วยตัวเอง ถ้าประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมแบบนี้ได้จริง ก็จะทำให้ระบบนี้เป็นเหมือนการเลือกสมาชิกผู้แทนราษฎร

ตามจริงแล้วผมก็ไม่ได้อยากให้มีตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา เพราะอำนาจหน้าที่ต่างๆ มันไม่ได้มากมาย แล้วมันยังไปกินภาษีของประชาชนอีก ยิ่งตอนนี้มีข่าวการบินไปดูงานเมืองนอก 81 ล้านบาท ยิ่งเสียหายกันใหญ่ จึงไม่ได้อยากให้มี ส.ว.ด้วยซ้ำไป แต่ถ้าจะมี ส.ว.แล้วก็อยากให้เป็นการเลือกมาจากประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เลือกกันเองแบบนี้

แต่ถ้าเลือกตั้งมาจากประชาชนทั้งหมดเสียทีเดียว มันก็จะเหมือนเดิมอีก คือ ไม่แคล้วที่พรรคการเมืองต่างๆ จะเข้ามาสร้างฐานคะแนน หรือหัวคะแนนให้กับ ส.ว. เพราะถ้าอยากให้ ส.ว.มันปราศจากการเมืองจริง ก็ต้องอย่าให้พรรคการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เลือกตั้งโดยตรงก็จะมีความเสี่ยงมาก ที่จะเกิดการทุจริตเกิดขึ้น

ฉะนั้นผมจึงเห็นว่าวิธีการนี้ก็จะเป็นวิธีการที่แปลก แล้วถ้ามันทำให้การเลือก ส.ว.มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมได้ เราก็ดีใจ แล้วถ้าพ้นจากวิธีการนี้ก็ยังนึกไม่ออกว่าจะใช้วิธีการไหนได้อีก