หน้าแรก การเมือง รุมถกเสรีภาพส...

รุมถกเสรีภาพสื่อ บ.ก. SLAPP  ยกเคสเพจดัง-นักข่าวสิ่งแวดล้อม เจอ ‘ฟ้องปิดปาก’ นับปียังสู้ไม่ถอย

3.05.24 | 15:44 น.

รุมถกเสรีภาพสื่อ บ.ก. SLAPP  ยกเคสเพจดัง-นักข่าวสิ่งแวดล้อม เจอ ‘ฟ้องปิดปาก’ นับปียังสู้ไม่ถอย

เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม เวลา 13.00 น. ณ สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ  ประชาไทร่วมกับยูเนสโกจัดงาน ‘สถานการณ์เสรีภาพสื่อหลังระบอบ คสช. และก้าวต่อไปเพื่อการปกป้องคุ้มครอง’ นำกล่าวปาฐกถา โดย Aleksandra Bielakowska ผู้จัดการฝ่ายรณรงค์ นักข่าวไร้พรมแดน สาขาเอเชียแปซิฟิก

พร้อมด้วย อันนา หล่อวัฒนตระกูล บก.ประชาไทอิงลิช/PFMSea, นายฐิติพันธ์ พัฒนมงคล บรรณาธิการ หนังสือ SLAPP ‘หนึ่งความฝัน’ กับการถูกฟ้องปิดปาก, น.ส.สัณหวรรณ ศรีสด นักกฎหมายจากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) และ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ กรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน ของสภาผู้แทนราษฎร เนื่องในวาระวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก

ในตอนหนึ่ง นายฐิติพันธ์ พัฒนมงคล บ.ก.หนังสือ SLAPP ‘หนึ่งความฝันกับการฟ้องปิดปาก’ กล่าวถึงภาพรวมการคุกคามสื่อด้านสิ่งแวดล้อมว่า ตนทำงานนิตสารสารคดี ช่วงราวปี 2562-2565 ทำงานเป็นประธานที่ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม (Green news) ได้สัมผัสรสชาติของการถูกฟ้อง ซึ่งตนไม่ถูกฟ้อง แต่นักข่าวที่ทำงานกรีนนิวส์ของชมรมสิ่งแวดล้อมถูกฟ้อง

Advertisement
นายฐิติพันธ์ พัฒนมงคล

นายปรัชญ์ รุจิวนารมย์ ถูกฟ้องตอนนี้คดีก็ยังไม่จบ มีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว แต่ทางโจทก์ก็ขอยื่นอุทธรณ์ จนตอนนี้ผ่านมา 4 ปีแล้ว ก็สู้คดีอยู่ ที่ทำได้ในขั้นอุทธรณ์ก็คือรอทางศาลติดต่อมาเท่านั้น เขามีความพิเศษอยู่อย่างหนึ่ง คือ เขาถูกฟ้องถึง 2 คดีจากโจทก์คนเดียวกัน

ถ้าเรานึกภาพถึงใครสักคนที่ถูกฟ้อง ผ่านคดีแรกไปด้วยการไกล่เกลี่ย ตอนที่คดีแรกจบลง ถ้าเป็นนักข่าวทั่วไปหรือคนทั่วไป ผมเชื่อว่าเขาจะเฟด (Fade) ออกจากประเด็นนั้นโดยปริยาย คือ จะไม่กล้าทำข่าวนั้นอีกแล้ว แต่คุณปรัชญ์ไม่ได้เป็นแบบนั้น” นายฐิติพันธ์เผย

นายฐิติพันธ์กล่าวว่า พอเขาย้ายมาอยู่กรีนนิวส์ เขาก็ยังทำประเด็นนี้อยู่เพราะรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาจริง และความพิเศษของคดีนี้ มันเป็นคดีที่เกิดขึ้นที่ต่างประเทศ ข้ามพรมแดนจากทวาย ประเทศพม่า เพียงแต่บริษัทที่ไปลงทุนที่พม่าเป็นบริษัทไทย ทำให้เข้าของคนไทยเขาฟ้องเรา

คดีแรกยุติด้วยการยอมความไกล่เกลีย ส่วนคดีที2 ผ่านมา 4 ปีแล้ว ก็ก็ยังสู้ในกระบวนการยุติธรรมอยู่ เขาให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Way เหตุผลข้อเดียวที่เขาสู้คดี คือ เพื่อยืนยันเสรีภาพของสื่อมวลชน และสิทธิในการรับรู้ข่าวสารของประชาชนในบ้านเมือง” นายฐิติพันธ์กล่าว

นายฐิติพันธ์กล่าวอีกว่า กรณีที่ 2 เป็นเคสของนักข่าวอีกท่าน คือ นายวันชัย พุทธทอง ผู้ก่อตั้ง ‘สื่อเถื่อน’ เนื้อหาของเขาถูกบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งทางภาคใต้ฟ้องหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เขาไม่ได้เป็นนักข่าวสิ่งแวดล้อมทีเดียว เขาทำหมดทั้งข่าวการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และหลายข่าวก็เป็นข่าวสิ่งแวดล้อม เพราะภาคใต้ก็จะมีปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก

ข่าวที่เขาถูกฟ้องเป็นข่าวที่เกี่ยวกับการระบาดของโควิด-19 พื้นที่จ.สงขลา เนื้อหาของข่าวก็คือ พนักงานโรงงานชาวพม่า ให้สัมภาษณ์หรือสะท้อนความรู้สึกว่าไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควรจะเป็น ไม่มีการตรวจคัดกรองหาเชื้อโควิดในกลุ่มอย่างทั่วถึง ได้รับการดูแลสองมาตรฐานต่างจากคนไทย และที่สำคัญคาดว่าน่าจะเป็นเหตุผลให้โดนฟ้อง คือ ภาพประกอบข่าว เป็นภาพโรงงานของโจทก์ เอามาฟ้องเพราะทำให้เขาเสียหาย” นายฐิติพันธ์ชี้

นายฐิติพันธ์กล่าวว่า คดีนี้ผ่านมา 2 ปี เขาก็ต้องเดินทางจากสงขลามากรุงเทพถี่มาก เพราะต้องรายงานตัวต่อศาล สืบพยานต่างๆ  ต้องเสียทั้งเวลา เงินทองในการเดินทางมาที่กรุงเทพสุดท้ายผ่านมา 2 ปี ก็ยกฟ้อง ก็คือ จบ เพียงแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเกิดกับนักข่าวไปแล้ว ชีวิตตลอด 2 ปี มีภาระหน้าที่เกี่ยวกับคดี

นายฐิติพันธ์กล่าวอีกว่า คำพิพากศาลน่าสนใจเหมือนกันว่า เนื้อหาโดยรวมของข่าวถูกต้องตรงตามความจริง ตามสถานการณ์เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงข่าว และสำนักข่าวอื่นก็รายงานข่าวกรณีเดียวกันนี้เหมือนกัน

รายงานข่าวในฐานะสื่อมวลชนทั่วไป ทำให้สมาชิกเพจข่าวและประชาชนทราบเหตุการณ์ช่วยกันควบคุมแลป้องกันการแพร่ระบาด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคม การกระทำของจำเลยดังกล่าวถือว่าไม่มีเจตนาที่จะใส่ความโจทก์ให้เสียชื่อเสียง แต่เป็นการติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยที่จำเลยชอบที่จะกระทำได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328(3)

ศาลเห็นว่าสื่อเถื่อนมีลักษณะของการตั้งคำถามถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง ไม่ได้รับการตรวจเชื้อโควิด-19 ศาลก็เชื่อว่าข้อความลักษณะดังกล่าว ไม่ได้เป็นการใส่ความโจทก์ในเรื่องร้าย คือ ไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท สุดท้ายศาลก็พิพากษายกฟ้อง” นายฐิติพันธ์เผย

นายฐิติพันธ์กล่าวว่า เพียงแค่ว่าในช่วง 2 ปีนั้น มันสร้างปัญหาให้กับนักข่าวทีโดนฟ้องอย่างมาก ถึงแม้สุดท้ายแล้วจะถูกยกฟ้องก็ตาม แต่เมื่อเกิดขึ้นไปแล้วก็ไม่มีใครชดเชยให้กับนักข่าว ไม่ว่าจะเป็นนายวันชัย พุทธทอง หรือ นายปรัชญ์ รุจิวนารมย์ อีกหลายคนที่กำลังประสบอยู่ตอนนี้

ผมขอสรุปอีกครั้งว่า SLAPP มันคือการใช้กฎหมายหรือกระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือ ไม่ให้แสดงออก หรือ การมีส่วนร่วมของสาธารณะ ทีนี้จะมีคำถามมากว่าจะดูยังไงว่า คดีใดเป็น SLAPP นักข่าวเองก็มีสิทธิที่จะรายงานข่าวเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ทางโจทก์หรือผู้ฟ้องเขาก็ถือว่า เขามีสิทธิเหมือนกันที่จะเรียกร้องสิทธิให้กับตัวเอง

หนังสือ SLAPP ผมเขียนวิธีพิจารณาที่เหมาะสมและให้ภาพชัด คือ การดูที่วัตถุประสงค์ เพราะลักษณะของคดี SLAPP เป็นการฟ้องเพื่อขัดขวางการวิพากษ์วิจารณ์ หรือ กิจกรรมที่ไม่พึงประสงค์สำหรับผู้ฟ้องคดี หรือ ทำให้เกิดผลที่เรียกว่า Chilling Effect เป็นภาวะชะงักงันที่เกิดกับผู้ถูกร้อง อันเป็นผลสืบเนื่องจากความหวาดกลัว” นายฐิติพันธ์เผย

นายฐิติพันธ์ทิ้งท้ายว่า นักข่าวแบบนายปรัชญ์ รุจิวนารมย์ มีน้อยมาก เพราะเท่าที่เห็น คนที่ถูกฟ้องก็แทบจะถอยห่างจากประเด็นนั้น ไม่กล้าที่จะกลับมาทำประเด็นนั้นอีกเลย